• ได้ไปแล้ว…เบตง เที่ยวจัดเต็มแบบ 3 วัน 2 คืน

    เบตง นานมากแล้วรู้สึกชอบเมืองนี้จากการได้เห็นภาพหนึ่ง เป็นภาพในมุมสูงของอาคารบ้านเรือน ที่โอบล้อมด้วยขุนเขามีสายหมอกบางลอยปกคลุมเมือง ภาคใต้มีภาพแบบนี้ให้เห็นด้วยแปลกดีจัง มีความเป็นธรรมชาติ เงียบสงบ แต่แอบให้ความรู้สึกของความเป็นเมืองที่อินดี้นิดๆ ภาพนั้นยังคงเป็นภาพที่ประทับใจมาตลอด คิดว่าสักวันหนึ่งต้องไปเก็บภาพมุมที่ชอบให้ได้ และแล้วภาพสวยของเมืองเบตงก็มีมาเพิ่ม ทะเลหมอก !! เบตงมีทะเลหมอกด้วยสวยอลังการมาก คงถึงเวลาแล้วสิที่เราต้องไปเบตง ก่อนเดินทางบอกคนใกล้ชิดว่าจะไป เบตง ยะลา หลายคนถามว่าไปกับใคร ไปกันกี่คน ไม่กลัวเหรอ กล้ามาก ระวังตัวหน่อยนะ เดี๋ยวนะ นี่ไปเที่ยวไม่ได้ไปออกรบ ต้องใช้ความกล้าขนาดนั้นเลยเหรอ เบตง  ณ ปัจจุบันเป็นเมืองท่องเที่ยวที่ขึ้นชื่อ คนไปเที่ยวกันเยอะไม่มีอะไรต้องกลัวเลย เราควรเปลี่ยนความคิดใหม่กันสักที กับจังหวัดที่เราชอบเรียกกันว่า 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ซึ่งเป็นพื้นที่เสี่ยงภัย เป็นสามจังหวัดปลายด้ามขวาน ที่หากพูดในเรื่องของการท่องเที่ยวนั้นสวยงามไม่แพ้จังหวัดไหน

     

    เบตง

     

    การเดินทางมาเบตงของเรา เลือกเดินทางโดยนั่งเครื่องบินจากกรุงเทพมาลงหาดใหญ่ไฟท์เช้าประมาณ 7 โมงครึ่ง ถึงสนามบินประมาณ 9 โมงครึ่ง จากนั้นใช้บริการเหมารถนำเที่ยวจากโกเอ๊กซ์ ซึ่งเป็นคนพื้นที่ผู้รอบรู้เรื่องเบตงนำเที่ยวตลอด 3 วัน 2 คืน โดยมารับที่สนามบินหาดใหญ่ ใช้เส้นทางหาดใหญ่ ปัตตานี  ยะลา เข้าสู่เบตง แวะท่องเที่ยวให้แวะรายทางหลายจุด ทั้งวัดช้างให้ ปัตตานี วัดคูหาภิมุข ยะลา จากสนามบินหาดใหญ่เข้าสู่ปัตตานีใช้เวลาประมาณชั่วโมงกว่า เป็นเส้นทางตรงตลอด ผ่านบ้านเรือนผู้คน มีด่านตรวจเป็นระยะ แต่ไม่ได้ตื่นเต้นหรือกลัวอะไร  ระหว่างนั่งรถมีคำถามจากโกเอ๊กซ์ว่า “เป็นไงรู้สึกว่าไม่ปลอดภัยมั้ย” เรารีบตอบทันที “ก็ไม่รู้สึกนะคะ บรรยากาศเหมือนนั่งรถเที่ยวตามเส้นทางต่างจังหวัดที่เคยนั่งอยู่บ่อยๆ”  ระหว่างทางมองเห็นวิถีชีวิตของผู้คน ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นชาวมุสลิม ยังคงใช้ชีวิตกันตามปกติ

     

    วันแรก

    11.30 น. วัดช้างให้ ปัตตานี

    มาถึงจุดหมายแรกที่ตั้งอยู่ในเส้นทางผ่าน วัดช้างให้ ปัตตานี  ตั้งอยู่ที่ อำเภอโคกโพธิ์ ถือว่าเป็นวัดต้นตำรับของหลวงปู่ทวด เพราะท่านเป็นเจ้าอาวาสองค์แรกของวัดและอัฐิของท่านก็ถูกบรรจุไว้ที่วัดแห่งนี้ วัดช้างให้จึงกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวขึ้นชื่อและเป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ของจังหวัด  ที่เรียกว่าเมื่อมาถึงปัตตานีดินแดนแห่งปลายด้ามขวานแล้วต้องแวะมาให้ได้ ด้านหน้าวัดเป็นที่ตั้งของสถูปหรือมณฑปบรรจุอัฐิหลวงพ่อทวด ชาวบ้านเรียกว่า “เขื่อนหลวงพ่อทวดเหยียบน้ำทะเลจืด” หรือ “เขื่อนท่านเหยียบน้ำทะเลจืด” (คำว่าเขื่อนเป็นภาษาพื้นเมืองทางภาคใต้ หมายถึงสถูปที่บรรจุอัฐิของผู้มีบุญ) ซึ่งสถูปแห่งนี้ถือเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของชาวจังหวัดปัตตานีและใกล้เคียง มีผู้คนไปกราบไหว้บนบานอย่างไม่ขาดสาย ใครเจ็บไข้ได้ป่วยหรือวัตถุสิ่งของถูกขโมย หรือสูญหายก็พากันไปบนบาน ณ ที่สถูปแห่งนี้

     

     

    เมื่อเดินเข้ามาภายในบริเวณวัดจะพบกับซุ้มประตูทางเข้าโดดเด่นสวยงาม ภายในวัดเป็นที่ตั้งของ วิหารหลวงพ่อทวด อุโบสถและตรงกลางเป็นเจดีย์สูงนั้น คือ วิหารพระครูวิสัยโสภณ หรือจะเรียกว่าวิหารยอดก็ได้ เป็นสถาปัตยกรรมแบบอาคารทรงไทยประยุกต์ ฐานบนของวิหารเป็นที่ประดิษฐานพระเจดีย์ทรงลังกาองค์ใหญ่และเจดีย์บริวาร  ซึ่งปัจจุบันอยู่ในระหว่างบูรณะซ่อมแซม เราเดินเข้าไปยังวิหารสมเด็จหลวงพ่อทวด เป็นวิหารที่ประดิษฐานรูปเหมือนของหลวงพ่อทวดขนาดเท่าองค์จริง รูปแบบการก่อสร้างเป็นแบบก่ออิฐถือปูนทรงไทยสวยงาม

     

     

    13.00 น. แลผาหน้าถ้ำ

    บ่ายโมงกว่าท้องเริ่มร้อง แวะไปทานอาหารใต้แท้รสชาติอร่อยจัดจ้านในเมืองยะลา ต้องยกให้ร้านนี้ แลผาหน้าถ้ำ ผ่านไปมาหลังจากเที่ยวเบตง สามารถแวะทานได้ทั้งขาไปหรือขากลับ ตัวร้านเป็นบ้านหลังใหญ่สีขาวตกแต่งแบบเรียบคลาสสิค บรรยากาศเหมือนกำลังนั่งทานอาหารบ้านเพื่อน พร้อมเสิร์ฟ เมนูอาหารใต้รสเด็ด ทั้ง ต้มส้มหมูป่า แกงคั่วทะเล ยำแลผาปลาจาระเม็ด แถมน้ำพริก+บูดูพร้อมผักสดฟรี รับรองได้ว่าต้องร้องอุทานว่าหรอยจังฮู้

     

     

    ร้านตั้งอยู่ใกล้กับวัดถ้ำคูหาภิมุข สถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังแห่งเมืองยะลา แวะเที่ยวถ้ำแล้ว มาทานอาหารต่อที่ร้านนี้ วิวหน้าร้านมองเห็นถ้ำคูหาภิมุขอยูไม่ไกล ร้านเป็นบ้าน 2 ชั้น ตกแต่งร่มรื่นกลางสวน เป็นแบบโอเพ่นแอร์ทั้งหมด มีที่นั่งทั้งแบบในซุ้มด้านนอกและในตัวบ้าน

     

     

    เมนูอาหารเน้นเป็นอาหารใต้รสจัดจ้านค่อนข้างไปทางเผ็ด หากใครทานเผ็ดไม่ได้บางเมนูบอกทางร้านให้ลดปริมาณความเผ็ดลงได้ เมนูแนะนำอันดับหนึ่งทานแล้วติดใจ คือ ต้มส้มหมูป่า (300 บาท)  เมนูนี้ต้องสั่งล่วงหน้าก่อนมาทานเพราะต้องใช้เวลาในการจัดเตรียมวัตถุดิบ หมูป่าเนื้อไม่เหนี่ยว ติดหนังเคี้ยวกรุบๆ น้ำซุปอร่อยครบรส ทั้งเปรี้ยว หวาน เค็ม หอมเครืองสมุนไพร ทั้งขมิ้น ตะไคร้ ใบมะกรูด ซดน้ำซุปเกือบหมดถ้วย

     

     

    น้ำพริกกระปิ+น้ำยำบูดู พร้อมผักสด เสิร์ฟฟรี ติดใจน้ำยำบูดูมาก ซอยหัวหอมพริกลงไป เพิ่มความหวานลงไปนิดหนึ่งทานกับผักหรอยแรงต่อด้วยยำแลผา ใช้ปลาจาระเม็ดครบเครื่องเรื่องการยำทำได้อร่อยครบรสทั้งผักสดสมุนไพรผลไม้และถั่วต่าง ๆ

     

     

    แกงคั่วทะเลใส่ปู ( 350 บาท) เผ็ดร้อนมากเมนูนี้ใครทานเผ็ดไม่ได้อาจต้องเบรก เพราะเครื่องแกงเผ็ดจริง ส่วนใครทานได้ลุยเลย รสชาติน้ำแกงอร่อยเข้มข้น หอมกลิ่นใบชะพลู  เนื้อปูสดให้เยอะมาก

     

     

    ดับความเผ็ดด้วยเมนูใบเหรียงผัดไข่ (100 บาท) และหมูสามชั้นคั่วพริกเกลือ (150 บาท) คั่วได้แห้งดีมีรสเค็มนิดเผ็ดหน่อยรสชาติใช้ได้ แนะนำสำหรับใครที่ต้องการมาทานร้านนี้ให้จองและสั่งอาหารมาล่วงหน้า เพราะลูกค้าเยอะโดยเฉพาะลูกค้าทัวร์เที่ยวเบตง

     

     

    แลผาหน้าถ้ำ ยะลา

    ที่อยู่ : หมู่ที่ 1 9/9 ตำบล หน้าถ้ำ อำเภอเมืองยะลา ยะลา 95000

    เปิดให้บริการ : อังคาร – อาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 10:00 น. – 21:00 น.

    โทรศัพท์ : 081 897 4471

     

    14.00 น. วัดคูหาภิมุข

    จากวัดช้างให้ใช้เวลาประมาณ 20 นาที ก็เข้าสู่ตัวเมืองจังหวัดยะลา แวะยังจุดหมายต่อไป คือ  วัดคูหาภิมุข  วัดที่สำคัญและเก่าแก่วัดหนึ่งของจังหวัดยะลา เดิมวัดนี้ชื่อ วัดหน้าถ้ำ ภายในวัดมีถ้ำประดิษฐานพระพุทธไสยาสน์ขนาดใหญ่  พระพุทธรูปเก่าแก่หลายองค์ นอกจากนี้ยังมีหินงอกหินย้อยสวยงาม และน้ำใสสะอาดไหลรินจากโขดหิน  มีพิพิธภัณฑ์ศรีวิชัยเก็บวัตถุโบราณมากมาย  บริเวณทางเข้าถ้ำบรรยากาศร่มรื่น มีสระน้ำขนาดใหญ่และสะพานข้าม พร้อมป้ายชื่อวัดถ้ำสีสันสดใส สำหรับนักท่องเที่ยวไว้ถ่ายรูปเช็คอินเก๋ๆ กันบริเวณนี้

     

     

    เมื่อมาถึงทางเดินขึ้นซึ่งจะทำเป็นบันไดขึ้นเพื่อความสะดวก เดินไม่กี่ขั้นก็จะถึงปากทางเข้าถ้ำ มีรูปปั้นยักษ์ ซึ่งชาวบ้านเรียกว่า พ่อท่านเจ้าเขา เป็นรูปปั้นคอนกรีตมีความสูงประมาณ 6 เมตร มีลักษณะไม่เหมือนยักษ์ที่อื่น ตรงที่ท่านเจ้าเขานั้นเป็นยักษ์ป่า มีรูปร่างหน้าตาคล้าย เงาะป่าซาไก ดวงตาโปน มีงูเห่าพันรอบคอและรอบแขน นุ่งผ้าสีแดงเพียงผืนเดียว ยืนถือกระบองอยู่ที่ประตูเข้าถ้ำ พ่อท่านเจ้าเขาสร้างขึ้น เพื่อเป็นขวัญกำลังใจแก่ชาวบ้าน และมีความเชื่อว่าท่านจะปกปักษ์รักษาชาวบ้านหน้าถ้ำให้พ้นภัย และเป็นการป้องกันรักษาองค์พระพุทธไสยาสน์ ไม่ให้คนมาทำมิดีมิร้ายและทำลายองค์พระได้ โดยบริเวณด้านหน้าหลังรูปปั้นมีพระพุทธรูปและรูปปั้นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้สักการะ รวมทั้งรูปปั้นองค์ฤาษีที่บริเวณหินงอกหินย้อยมีน้ำไหลหยดลงมาบริเวณแอ่งหินเล็กๆ ซึ่งมีความเชื่อว่า คือ น้ำศักดิ์สิทธิ์ สามารถเอามือแตะน้ำมาพรมที่ตัวหรือหัว เพื่อความเป็นสิริมงคลได้

     

     

    เมื่อเดินเข้าไปในถ้ำมีลักษณะเป็นห้องโถง ที่เต็มไปด้วยพระพุทธรูปเก่าแก่มากมาย  ภายในห้องโถงประดิษฐานพระพุทธรูปปางไสยาสน์ขนาดใหญ่  ชาวบ้านเรียกว่า พ่อท่านบรรทม พระพุทธไสยาสน์องค์ที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน เป็นองค์ที่มีการบูรณะทับองค์เดิมไว้ องค์เดิมใช้โครงไม้ไผ่จัดสวนเป็นตะแกรงโบกด้วยดินดิบ พระพุทธรูปปางไสยาสน์มีความศักดิ์สิทธิ์ที่เชื่อว่าหากใครได้มากราบไว้ขอพรจะสมดั่งปราถนา นอกจากนี้ภายในถ้ำยังมีพระพุทธรูปเก่าแก่หลายองค์  มีหินงอก หินย้อย และลวดลายหินที่สวยงาม  มีปล่องแสงส่องขนาดเล็กบนเพดานถ้ำ ที่มีแสงลงมาทำให้รู้สึกถึงความขลังมากยิ่งขึ้น

     

     

     

    เส้นทางจากตัวเมืองยะลาถึงเบตง

    จากตัวเมืองยะลาในช่วงระยะทาง 60 กม. สุดท้าย ก่อนเข้าตัวเมืองเบตง ก็เข้าสู่เส้นทางโค้งที่ร่ำลือกันว่าอาจชวนเวียนหัว แต่พอได้นั่งรถผ่านบอกได้เลยว่า ความโค้งของถนนอยู่ในระดับอนุบาลมาก เมื่อเทียบกับการนั่งรถไปปาย หรือดอยอ่างข่างเพราะโค้งค่อนค้างชันกว่าเยอะ  แต่ที่เบตงถนนไม่ชันแต่แค่โค้งเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นใครที่กลัวการเดินทางมายังเบตงว่าไม่ปลอดภัย โค้งเยอะ กลัวเวียนหัว ลืมไปได้เลย สบายมาก แถมได้ชมวิวผืนป่าเขียวขจีที่สวยงามระหว่างทางเพลินตาไปอีก ก่อนเข้าสู่เมืองเบตงก็แวะพักชมวิวที่สะพานข้ามเขื่อนบางลาง ซึ่งมองเห็นทัศนียภาพของเขื่อนบางลางที่สวยงามอยู่เบื้องล่าง  เพราะฉะนั้นมาเที่ยวเบตงโดยใช้เส้นทางไทยจะนั่งรถตู้ รถทัวร์ หรือขับรถเองไม่ได้มีความน่ากลัวอย่างที่หลายคนคิด

     

    son00155

    son00161

    dew_3368

     son00169

     

    16.00 น. ถึงแล้วเบตง

    แวะเที่ยวมาตลอดทางในที่สุดฉันก็มาถึง เบตง รถค่อยๆผ่านเข้าไปในซุ้มประตูสู่เมืองมองเห็นภาพตัวเมืองเบตงอยู่ตรงหน้า และแล้วภาพความทรงจำในมุมที่ชอบก็ค่อยๆชัดเจนขึ้นมา ได้มาแล้วนะสมความตั้งใจ  เบตง เมืองที่ซ่อนตัวอยู่ในอ้อมกอดของหุบเขาและอากาศเย็นสบาย จนเป็นที่มาของสมญานามว่า  “เมืองในหมอกและดอกไม้” ในตัวเมืองค่อนข้างเล็กมีศูนย์กลางของเมือง คือ หอนาฬิกาขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่กลางสี่แยกมองเห็นเด่นมาแต่ไกล  หอนาฬิกาเป็นสิ่งก่อสร้างเก่าแก่ที่อยู่เคียงคู่กับเมืองเบตงมายาวนาน เปรียบเป็นสัญลักษณ์ของเมือง บริเวณหอนาฬิกาจะเรียกว่าเป็นความคึกคักที่บรรดานักท่องเที่ยวนิยมมาถ่ายภาพ และรอบหอนาฬิกามีทั้งที่พัก ร้านอาหาร ตั้งอยู่ไม่ไกลจากบริเวณนี้

     

     

    บริเวณหอนาฬิกา  คือ ที่ตั้งของตู้ไปรษณีย์ยักษ์ที่ใหญ่ที่สุดโลก ซึ่งสามารถส่งจดหมายได้จริง ตู้ไปรษณีย์มีความพิเศษเพราะมีรูด้านบนกับมีลำโพงเพื่อใช้กระจายเสียงข่าวสารให้กับชาวบ้าน ไปรษณีย์ยังเป็นเครื่องมือสื่อสารสำคัญในอดีตของเบตง เพราะการติดต่อกับภายนอกทำได้อย่างลำบาก จึงต้องพึ่งพาการส่งจดหมายเป็นหลัก บริเวณสี่แยกไม่ไกลกันคือ อุโมงค์เบตงมงคลฤทธิ์  อุโมงค์รถยนต์ลอดภูเขาแห่งแรกของประเทศไทย  ในยามค่ำคืนภายในอุโมงค์มีการติดไฟสวยงาม ทำให้ช่วงเวลาค่ำจุดนี้จะคึกคักไปด้วยนักท่องเที่ยวที่มาเก็บภาพบรรยากาศของแสงสีในยามค่ำ

     

     

    เราเดินทางไปยังที่พัก โมเดิร์นไทย  ซึ่งเราพักตลอด 2 คืน ในเบตง  ที่พักตั้งอยู่ใจกลางเมืองเบตงใกล้กับหอนาฬิกาเพียงไม่กี่ก้าว ใกล้อุโมงค์เบตงมงคลฤทธิ์ สตรีทอาร์ทเบตง ที่พักสะดวกสบาย มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบ ในราคาหลักร้อยคืนละ 890 บาท  ทั้งหมด คือ เหตุผลที่เราเลือกพักที่นี่

     

    son00268

    son00947

    son00179

     

    18.00 น. เดินชมบรรยากาศในเมืองใกล้ที่พัก

    หลังจากพักผ่อนจากการเดินทางมาตลอดทั้งวัน  ออกจากโรงแรมมาเดินเล่นชมบรรยากาศในเมืองสักหน่อย บรรยากาศในเวลานี้ค่อนข้างคึกคัก ร้านค้าอาหารริมถนนเริ่มเปิดให้บริการ อารมณ์แบบสตรีทฟู๊ด ในเวลาใกล้ค่ำบริเวณวงเวียนหอนาฬิกาเปิดไฟสวยงาม มีนักท่องเที่ยวเดินถ่ายรูปค่อนข้างเยอะ และเราจะได้เห็นความพิเศษในช่วงเวลานี้ นั่นคือ ฝูงนกนางแอ่นจำนวนมาก ส่งเสียงร้องบินวนไปมา เกาะสายไฟ  โดยเฉพาะหอนาฬิกาและอาคารบ้านเรือน เป็นภาพที่สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับนักท่องเที่ยวที่ได้พบเห็น

     

    เบตง

     

    จากหอนาฬิกาเดินไปไม่ไกล ก็จะถึงอุโมงค์เบตงมงคลฤทธิ์  เป็น อุโมงค์รถยนต์ลอดภูเขาแห่งแรกของประเทศไทย  ในยามค่ำคืนภายในอุโมงค์มีการติดไฟสวยงาม ทำให้ช่วงเวลาค่ำ จะคึกคักไปด้วยนักท่องเที่ยวที่มาเก็บภาพบรรยากาศของแสงสีในยามค่ำ

     

     เบตง

    เบตง

     

    19.00 น. ทานอาหารร้านบ้านคุณชาย

    นอกจากเป็นเมืองที่ขึ้นชื่อในเรื่องท่องเที่ยวแล้ว เบตงนั้นถือว่าเป็นเมืองแห่งอาหาร ที่มีอาหารท้องถิ่นรสชาติดีให้ลิ้มลองมากมาย เช่น ไก่สับเบตง ปลานิลสายน้ำไหล กบภูเขา  ปลาจีน ผัดผักน้ำ หมี่เบตง   เฉาก๊วยโบราณ  เราได้มาลิ้มรสความอร่อยในระดับตำนานของเบตง ที่ร้านบ้านคุณชาย ร้านอาหารชื่อดังที่มีเมนูอาหารในระดับพรีเมี่ยมและขึ้นชื่อของเบตงรวมอยู่ที่นี่ เพราะฉะนั้นมาทานอาหารที่ร้านนี้ เราก็จะได้ทานอาหารท้องถิ่นขึ้นชื่อแบบครบเกือบทุกเมนู

     

    son00326

     

    และนี่คือ หน้าตาอาหาร ทั้งหมด เยอะมากสำหรับการทานกัน  2  คน เน้นเฉพาะเมนูเด่น  เริ่มจาก ไก่สับเบตง ที่มีชื่อเสียงคู่บ้านคู่เมืองมานาน ได้ชื่อว่าเอร็ดอร่อยกว่าไก่สายพันธุ์อื่น มาถึงถิ่นทั้งทีต้องลอง คำแรกที่ได้ทาน อร่อยสมคำร่ำรือตั้งแต่กินไก่สับมาต้องยกให้ที่นี่เป็นที่หนึ่ง  ไก่เบตงเป็นไก่ที่มีลักษณะพิเศษเนื่องมาจากสายพันธุ์ที่มาจากจีนแผ่นดินใหญ่เลี้ยงด้วยวิธีแบบโบราณคือ ปล่อยให้หากินเองตามธรรมชาติ และการหุงข้าวให้กิน ผสมข้าวโพด ทำให้เนื้อมีรสชาติพิเศษกว่าไก่ชนิดอื่น หนังจะกรอบไม่มีมันแทรก เนื้อนุ่ม หนังมีสีเหลืองอ่อน ไม่ขาวเหมือนไก่ทั่วไป  ทำให้เวลาเราทานไก่เบตงจะไม่รู้สึกถึงความมันเลี่ยน ไก่เบตงจากร้านบ้านคุณชาย มาจากฟาร์มโกช้าง ซึ่งเป็นฟาร์มเลี้ยงไก่รายใหญ่ที่ขึ้นชื่อของเบตง

     

    son00334

     

    ส่วนเมนูอื่นๆ ซึ่งถือว่าเป็นเมนูเด่น ได้แก่ ปลานิลลวกจิ้ม มาพร้อมผัก น้ำซุปและน้ำจิ้มทานแบบสุกี้ ปลานิล ชื่อนี้อาจดูเป็นปลาที่ธรรมดาที่ทานกันอยู่บ่อย แต่ทำไมกลายเป็นอาหารขึ้นชื่อของเบตงไปได้ เพราะปลานิลที่นี่มีลักษณะพิเศษอีกแล้ว  คือ เป็นปลานิลที่เลี้ยงในสายน้ำไหลเย็นจากเทือกเขาสันกาลาคีรีทำให้เนื้อปลามีไขมันแทรกเนื้อจึงนุ่ม ประกอบกับปลาได้ว่ายทวนสายน้ำทำให้เนื้อแน่น และสายน้ำที่ไหลผ่านตัวปลาทำให้ปลาไม่มีกลิ่นโคลน รสชาติเวลาทานปลานิลเบตง เหมือนกับกำลังทานปลากระพง ไม่มีกลิ่นดินมารบกวน แถมเนื้อนุ่มและสดมาก จึงเป็นอีกเมนูหนึ่งที่ห้ามพลาดต้องสั่ง

     

    son00337

     

    กบภูเขา อีกหนึ่งเมนูเด่น จะสั่งแบบทอดกระเทียมพริกไทย หรือแกงส้มใส่ดอกดาหลาก็ได้ เราสั่งแกงส้มมาลองทาน เพราะกบทอดกระเทียมกินบ่อยแล้ว กบภูเขา อาหารขึ้นชื่อและสัตว์เศรษฐกิจของเบตง เป็นกบที่อาศัยอยู่ตามธรรมชาติ ในป่าเบญจพรรณที่มีความอุดมสมบูรณ์สูง ทำให้มีขนาดใหญ่กว่ากบทั่วไปและเนื้อนุ่มแน่น  ชาวเบตงนิยมนำประกอบอาหารหลากหลายประเภท เมนูกบภูเขามีขายอยู่ตามร้านอาหารชื่อดังของเบตงหลายร้าน นักท่องเที่ยวหลายคนได้มาทานแล้วจะติดใจในความอร่อยของเนื้อกบ รวมทั้งเราด้วยเพิ่งเคยทานแบบแกงส้มครั้งแรก ได้รสชาติแบบแกงส้มใต้ขนานแท้ แถมได้กลิ่นหอมแบบสมุนไพรจากดอกดาหลา เมนูนี้ให้ 10 ดาวไปเลย

     

    son00332

     

    กุ้งผัดไข่เค็ม เพิ่งเคยทานครั้งแรก เป็นความกลมกล่อมและลงตัวของเนื้อกุ้งตัวโตที่ทอดมาอย่างกรอบ กับรสชาติกับไข่เค็มและน้ำซอสแบบขลุกขลิก รสชาติโดยรวมของอาหารทุกจานของร้านบ้านคุณชายต้องยกนิ้วให้ คือ อร่อยมากกกก กไก่ล้านตัว มาเบตง แนะนำต้องมาทานอาหารร้านบ้านคุณชาย กลับที่พักนอนหลับอย่างมีความสุขกับการได้ทานอาหารอร่อยมื้อนี้ซึ่งเป็นมื้อแรกที่เบตง ประทับใจมาก

     

    son00328

     

     

    วันที่สอง  เริ่มเที่ยวรอบเมืองเบตง +ในเมืองเบตง

     

    เบตง แบ่งสถานที่ท่องเที่ยวออกเป็น 2  เส้นทางสำคัญ คือ เที่ยวในเมืองเบตง ซึ่งสถานที่ท่องเที่ยวในตัวเมือง ได้แก่ หอนาฬิกา สตรีทอาร์ต ตู้ไปรษณียยักษ์ อุโมงเบตงมงคงฤทธิ์ พิพิธภัณฑ์เมืองเบตง สนามกีฬาเบตง และสถานที่ท่องเที่ยวที่ออกไปนอกเมือง ได้แก่  ทะเลหมอกอันเยอร์เวง ทะเลหมอกฆูนุงซีลีปัต  น้ำตกเฉลิมพระเกียรติ ร9 อุโมงค์ปิยะมิตร สวนดอกไม้เบตง บ่อน้ำร้อนเบตง  สถานที่ท่องเที่ยวนอกเมืองตั้งในเส้นทางที่ใกล้กัน  จึงนิยมเที่ยวในรูทเดียวกันโดยใช้เวลาเพียงครึ่งวันเท่านั้นก็เที่ยวได้ครบ

     

    05.00 น. ชมทะเลหมอกอันเยอร์เวง

    เราตื่นแต่เช้า ประมาณตี 5 คือเวลานัดหมายเพื่อไปชมทะเลหมอกอันเยอร์เวง ตั้งอยู่ที่ตำบลอัยเยอร์เวง อำเภอเบตง จังหวัดยะลา เป็นจุดชมวิวทะเลหมอกยอดฮิตของเบตงที่เดินทางสะดวกรถถึง และมีทะเลหมอกให้ชมตลอดทั้งปี ทะเลหมอกอัยเยอร์เวง  ไฮไลท์ของทะเลหมอกอัยเยอร์เวง คือ สกายวอล์คสูงจำนวน 6 ชั้น ที่สามารถชมวิวทะเลหมอกในมุมสูงเหมือนกำลังยืนเหนือทะเลหมอก และขุนเขาเขียวที่เรียงรายสลับซับซ้อน มีทางเดินลอยฟ้าทอดยาวไปจนสุดระเบียงกระจกวงกลมที่กลายเป็นจุดถ่ายภาพที่สวยงามแปลกตา 

     

     

    ทะเลหมอกอัยเยอร์เวง   ตั้งอยู่ห่างจากตัวอำเภอเบตง ประมาณ 40 กิโลเมตร ในพื้นที่ของเขาไมโครเวฟ มีความสูงจากระดับน้ำทะเล 2,038 เมตร สำหรับการเดินทางมาที่นี่เมื่อมาถึงจุดชมวิว รถทุกชนิดต้องจอดไว้บริเวณลานจอดรถ ไม่อนุญาติให้นำรถส่วนตัวขึ้นไปบริเวณสกายวอลค์เพราะมีพื้นที่ค่อนข้างจำกัด จากนั้นใช้บริการรถมอเตอร์ไซต์รับจ้าง หรือรถสองแถวขึ้นไปยังสกายวอลค์ ราคาคนละ 30 บาท แล้วแต่จะเลือกว่าจะโดยสารรถแบบไหน  รถสองแถวรอคนเต็มถึงจะออก ถ้ามาเป็นหมู่คณะรถสองแถวจะเหมาะกว่า  แต่ถ้ามาจำนวนไม่เยอะมอเตอร์ไซต์จะรวดเร็วเพราะไม่ต้องรอให้คนเต็ม ราคาเท่ากัน จากลานจอดรถนั่งรถขึ้นไปไม่ถึง 5 นาที ใกล้มาก 

     

     

     

    สำหรับช่วงเวลามาชมทะเลหมอก พระอาทิตย์ที่นี่ขึ้นประมาณ 6.00.6.30 น.แต่หลังจากพระอาทิตย์ขึ้นแล้ว ทะเลหมอกยังคงอยู่ไปจนถึงเกือบ 8 โมง เมื่อมาถึงสกายวอลค์ เข้าไปข้างในเพื่อชำระเงินค่ารองเท้าผ้า สำหรับเดินบนพื้นกระจก คู่ละ 30 บาท หรือหากไม่รับรองเท้าผ้าสามารถถอดรองเท้าฝากไว้ในล๊อคเกอร์(ไม่มีค่าใช้จ่าย) แล้วเดินด้วยเท้าเปล่าไม่อนุญาติให้ใส่รองเท้าเข้าไป จากนั้นกดลิฟท์ไปยังชั้นต่างๆ ได้เลย มีรถเข็นให้บริการสำหรับผู้สูงอายุด้วย 

     

     

    สกายวอล์คเป็นหอคอยสูง มีทั้งหมด 6 ชั้น เริ่มตั้งแต่ชั้น 3 ซึ่งเป็นชั้นที่มีทางเดินทอดยาวไปยังระเบียงวงกลม ส่วนชั้น 4-6 เป็นจุดชมวิวแบบสี่เหลี่ยมที่มีที่กระจกยกสูงเป็นระเบียงชมวิวสำหรับกันไม่ให้ตกลงไป 

     

     

    จะเลือกไปยังชั้นไหนก็ได้ แต่แนะนำให้ขึ้นมาชั้น 6 ก่อน เพราะเป็นจุดชมวิวสูงสุด มองลงมาจะเห็นทางเดินสกายวอลค์พื้นกระจกอยู่ข้างล่างได้แบบชัดเจนที่สุด ในภาพถ่ายจากจุดชมวิวชั้น 6  เรามาถึงประมาณเกือบ 7.00 น. ซึ่งพระอาทิตย์ขึ้นสูงไปพอสมควร แต่ความอลังการของทะเลหมอกยังคงอยู่ และได้ความสดใสของท้องฟ้าสีฟ้าเข้ามาช่วยเสริมให้สวยงามยิ่งขึ้น 

     

     

    วิวทะลเลหมอกที่ลอยคลอเคลียอยู่บริเวณทิวเขา ไล่ระดับเลเยอร์สวยงาม 

     

     

    จากชั้น 6 กดลิฟท์ลงมาชั้นสาม โดยปกติชั้น 3 หากวันไหนนักท่องเที่ยวเยอะจะจำกัดคนจำนวนคนเข้าชมในแต่ละรอบ รอบละ 10 นาที แต่ถ้ามาในวันที่นักท่องเที่ยวไม่เยอะมาก  สามารถเดินเข้าไปชมได้เลย 

     

     

    ทางเดินในช่วงแรก เป็นแบบแบไม้ทอดยาว พอเดินไปสุดปลายทางจะเป็นกระจกใสรูปวงกลม เดินตรงนี้จะมีความเสียวแอบขาสั่นเบาๆ 

     

     

    หลังจากชมทะเลหมอกข้างบนแล้ว ก็มานั่งบริเวณลานระเบียงชมวิวข้างล่างสกายวอล์ค แม้เข้าสู่ช่วงเวลาสายแล้ว ก็ยังมีทะเลหมอกสีขาวแบบปุยนุ่นให้ได้ชม ทะเลหมอกอัยเยอร์เวง เป็นความพิเศษในการชมทะเลหมอก บนสกายวอล์คที่สามารถเห็นทะเลหมอกได้ทั้งปีไม่ต้องรอฤดูหนาว แม้แต่หน้าร้อนทะเลหมอกก็ยังปัง แถมได้ชมในแบบพิเศษที่ไม่เหมือนนี่ไหน  บนสกายวอล์คที่สูงเที่ยบเท่ากับภูเขา เป็นความประทับใจของการชมทะเลหมอกที่ทั้งอลังการ และสถานที่ชมยังอลังการไม่แพ้กัน 

     

     

     

    08.00 น. น้ำตกเฉลิมพระเกียรติ ร9

    จากทะเลหมอกอันเยอร์เวง เราเดินทางไปต่อยัง น้ำตกเฉลิมพระเกียรติ ร9 ซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลกันนัก  เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของเบตง ตั้งอยู่ริมถนนทางหลวงสาย 410 ยะลา-เบตง บริเวณ กิโลเมตรที่ 33 บ้าน กม.32  ชื่อเดิม คือ น้ำตก “วังเวง” หรือ “อัยเยอร์เค็ม” เพราะเรียกตามชาวจีนที่มาทำเหมืองกับฝรั่งในยุคมลายูเป็นอานานิคมอังกฤษ ชื่อ เข่ง ชาวบ้านเรียก “ไอเข่ง” “ไอเกง” เพี๊ยนเป็น “อัยเยอร์เค็ม” ต่อมาในปีมหามงคลครบรอบ 72 พรรษาของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในปี 2542 จึงได้เข้ามาพัฒนาบุกเบิกเส้นทาง พัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยว และได้เปลี่ยนชื่อเป็น น้ำตกเฉลิมพระเกียรติ ร.9 ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา จากถนนสายหลักไปยังทางเข้าน้ำตกบางช่วงเป็นทางดินและแคบเล็กน้อย เมื่อมาถึงทางเข้าน้ำตกเดินเท้าต่อไปอีกประมาณ  700 เมตร ระหว่างทางเห็นลำธารที่ไหลมากจากตัวน้ำตกข้างบนตลอดเส้นทาง บรรยากาศร่มรื่นเย็นสบาย

     

    เบตง

     

    น้ำตกตั้งอยู่ในป่าที่อุดมสมบูรณ์ ไหลมาจากหน้าผาสูง กว่า 30 เมตร ทำให้มีละอองน้ำลอยตามอากาศ รอบบริเวณปกคลุมไปด้วยพรรณไม้เขียวขจี มีศาลาสำหรับนั่งพักผ่อนชมวิวน้ำตกประมาณ 2 จุด ตอนแรกเห็นน้ำตกแค่ในภาพ มาเห็นของจริงไม่คิดว่าจะสวยงามขนาดนี้คล้ายกับน้ำตกที่ลอซู สายน้ำจากที่สูงไหลลงมาตามโขดหินน้อยใหญ่ นั่งพักผ่อนฟังเสียงน้ำตกเพลินดีแท้ ชอบมากบรรยากาศร่มรื่นและเงียบสงบเหมาะสำหรับมาพักผ่อนมากน้ำตกเฉลิมพระเกียรติ ร.9   ถึงแม้จะเป็นน้ำตกขนาดเล็ก แต่มีน้ำไหลตลอดทั้งปี

     

     

    จากน้ำตกเฉลิมพระเกียรติ ร9 ระหว่างทางแวะไปถ่ายภาพที่ สะพานแตปูซู สะพานแขวนไม้ข้ามแม่น้ำปัตตานี ที่ชาวบ้านบริเวณนี้ยังคงใช้สัญจรไปมาตามปกติ เดินชมวิวริมแม่น้ำปัตตานี้ ท่ามกลางธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์  มีความสดชื่นเบาๆ นอกจากนี้ตรงจุดนี้ยังเป็นสถานที่ล่องแก่ง อีกด้วย

     

    son00611

     son00589

    son00609

     

    09.30 น. แวะทานเฉาก๊วยเบตง กม. 4

    เฉาก๊วยหรือวุ้นดำ เป็นขนมขึ้นชื่อของอำเภอเบตง ซึ่งทำจากหญ้าชนิดหนึ่ง ที่มีปลูกในประเทศจีน เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สืบทอดมาตั้งแต่บรรพบุรุษ ซึ่งอพยพมาจากประเทศจีน ประมาณ 30 กว่าปีมาแล้ว และถ่ายทอดให้ลูกหลานได้ทำสืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน เป็นอาหารที่เป็นเอกลักษณ์ของอำเภอเบตงอีกชนิดหนึ่งด้วย โดยนำมาต้มกับส่วนผสมแล้วกรองเอาเฉพาะน้ำ เพื่อแยกหญ้าวุ้นดำออกจากน้ำ ซึ่งกลายเป็นสีดำ จากนั้นนำแป้งมันสำปะหลังผสมกับน้ำที่ได้จากการกรองในขณะที่ยังร้อน แล้วคนให้เข้ากัน ทิ้งไว้จนกว่าจะกลายเป็นวุ้น นิยมรับประทานกับน้ำเชื่อมแล้วเติมน้ำแข็ง ความแตกต่างของเฉาก๊วยเบตงนั้น คือ เนื้อมีความเด้งดึ๊งไม่นิ่มจนเกินไป ทานแล้วละมุนลิ้น  ร้านเฉาก๊วยในเส้นทางนี้มีอยู่ประมาณ 2 ร้าน แต่ร้านดั้งเดิม คือ บ้านไม้ดั้งเดิม เจ้าแรก ซึ่งนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะทานกันที่ร้านนี้ และที่สำคัญไม่ใช่ว่ามาถึงแล้วจะสั่งทานได้เหมือนร้านทั่วไป ต้องโทรจองล่วงหน้าถึงจะได้ทาน ประมาณสิบโมงกว่าของก็หมดแล้วค่ะ  แต่ถ้ามาเที่ยวเบตงโดยใช้บริการของรถนำเที่ยวก็จะมีการจองไว้ให้ล่วงหน้าตามจำนวนคนอยู่แล้ว แต่ถ้าขับรถเที่ยวเองก็โทรจองเองได้เลยค่ะ เบอร์ตามหน้าถุง กี่ถ้วยก็ว่ากันไป

     

    son00618

    son00621

    son00635

     

    10.30 น. อุโมงค์ปิยะมิตร ชมต้นไม้พันปี

    ชื่นใจกับการทานเฉาก๊วยพอหอมปากหอมคอ  จุดหมายต่อไป อุโมงค์ปิยะมิตร เป็นอุโมงค์ดินที่อดีตขบวนการโจรคอมมิวนิสต์มลายา สร้างขึ้น สำหรับเป็นฐานปฏิบัติการต่อสู้ทางการเมือง แต่ต่อมาได้กลับมาร่วมพัฒนาชาติไทย  อุโมงค์ปิยะมิตร สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2519 ใช้หลบการโจมตีทางอากาศและสะสมเสบียง ในปัจจุบันได้เปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวให้แก่นักท่องเที่ยวที่สนใจเข้ามาเรียนรู้ประวัติศาสตร์ในอดีต บริเวณทางเข้ามีรูปปั้นเจ้าแม่กวนอิมขนาดใหญ่ให้ได้ไหว้สักการะขอพร  เดินมาอีกนิดจะเห็นซุ้มประตูพร้อมป้ายชื่อ เต็มไปด้วยกลิ่นอายของวัฒนธรรมจีน โดยเสียค่าเข้าชมคนละ 40 บาท การไปชมอุโมงค์ปิยะมิตร ต้องเดินเท้าเข้าไป ใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมงจะถึงตัวอุโมงค์ โดยจัดทำเป็นเส้นทางเดินแบบบันไดตลอดเส้นทางภายใต้ร่มเงาของพรรณไม้กำบังแดดได้เป็นอย่างดี  เดินไปอาจมีเหนื่อยบ้าง ระหว่างทางก็จะมีจุดแวะต่างๆ

     

     

    กว่าจะเดินมาถึงอุโมงค์แอบเหนื่อยนิดหน่อยพอได้เหงื่อ ทางเข้าอุโมงค์มีหลายทาง โดยเรียกชื่อ อุโมงค์ที่  1 2 3 4 5 6  โดยมีทางออกทั้งหมด 6  ทางกระจายไปตามจุดต่างๆ จะเลือกเข้าชมอุโมงค์ไหนและออกตรงจุดไหนก็ได้ แต่แนะนำให้ไปออกที่ทางออกอุโมงค์ ที่ 1 ซึ่งจะเป็นเส้นทางที่ใกล้ที่สุดสำหรับเดินไปชมต้นไม้พันปีต่อ  สำหรับอุโมงค์นี้ถูกสร้างขึ้นในปี 2519 การสร้างใช้กำลังคน 40 – 50 คน ขุดเข้าไปในภูเขา และใช้เวลาเพียง 3 เดือน จึงแล้วเสร็จ อุโมงค์มีความกว้าง 50-60 ฟุต ยาวประมาณ 1 กิโลเมตร สามารถจุคนได้เกือบ 200 คน มีทางเข้าออกทั้งหมด 9 ทาง เชื่อมต่อถึงกันหมด ปัจจุบันเหลือ 6 ทาง ภายในมีสถานีวิทยุของ จคม. ห้องนอน ห้องเก็บเสบียง มีซอกมีมุมให้เลี้ยวลัดเลาะ ด้านบนเป็นป่ามีต้นไม้ใหญ่มากมายปกคลุม ยากแก่การค้นหาและถูกค้นพบโดยทหารฝ่ายรัฐบาล  ภายในอุโมงค์มีการติดตั้งไฟฟ้าตลอดแนว อากาศภายในเย็นสบายไม่อึดอัด  ตลอดอุโมงค์จะพบเห็นร่องรอยของการดำเนินชีวิตที่ยังคงหลงเหลืออยู่ เช่น ห้องนอนที่มีเตียงดิน ก่อติดกับผนัง อุปกรณ์ในการสู้รบ และเครื่องไม้เครื่องมือในการเดินป่า รวมทั้งห้องบัญชาการรบ ซึ่งจุคนได้ถึง 200 คน

     

     

    บริเวณภายนอกอุโมงค์ซึ่งเคยเป็นลานกว้างสำหรับฝึกกำลังพล แต่ปัจจุบันได้มีการจัดนิทรรศการและพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ สำหรับให้ความรู้นักท่องเที่ยว นอกจากนี้ยังมีศาลเจ้าศักดิ์สิทธิ์ตั้งอยู่ใกล้กับพิพิธภัณฑ์ด้วย

     

     

    เดินไปจนสุดทางใช้เวลาประมาณ 10 นาที จะพบกับต้นไทรพันปี ซึ่งเป็นอีกหนึ่งไฮไลท์ของการเที่ยวอุโมงค์ปิยะมิตร ต้นไทรสวยงามแปลกตา มีโพรงขนาดใหญ่จำนวน 2 โพรง บริเวณลำต้นให้เราได้เดินเข้าไปด้วย

     

     

     

    อิ่มท้องแล้วไปกันต่อ ที่สวนหมื่นบุปผา ระหว่างทางผ่านเส้นทางที่คดเคี้ยวนิดหน่อย มองเห็นเส้นโค้งของถนนที่สวยงามมาก มาช่วงเดือนมกราคม ป่ายางกำลังเปลี่ยนสีสวยงาม

     

    son00726

     

    12.30 ปลานิลสายน้ำไหลโกหงิ่ว

     นอกจากมากินไก่เบตงเมนูขึ้นชื่อ ยังมีอีกหนึ่งเมนูที่ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง นั่นคือ ปลานิลสายน้ำไหลโกหงิ่ว ฟาร์มเพาะเลี้ยงปลานิลรายใหญ่ในอันดับต้นของเบตง เลี้ยงด้วยระบบสายน้ำไหลตามธรรมชาติ โดยใช้น้ำจากเทือกเขาสันกาลาคีรี นอกจากจะเป็นฟาร์มเลี้ยงปลานิลส่งขายแล้ว ยังเป็นร้านอาหารที่เน้นใช้ปลานิลเป็นส่วนประกอบ โดยเฉพาะเมนูเด็ดจิ้มจุ่ม และซาซิมิปลานิลที่สามารถนำมาทานแบบดิบได้ ทั้งรสชาติเนื้อปลาที่หวาน รวมถึงขั้นตอนการทำปลาดิบแบบญี่ปุ่นเป๊ะ เพียงแห่งเดียวเท่านั้น ลืมรสชาติรสชาติปลานิลแบบเดิมที่เคยกินไปได้เลย

     

     

    ร้านอาหาร ปลานิลสายน้ำไหลโกหงิ่ว  ตั้งอยู่ออกมานอกเมืองเบตง ท่ามกลาบหุบเขาในเส้นทางเดียวกับสวนดอกไม้หมื่นบุปผา หลังจากแวะเที่ยวยังที่ต่างๆแล้ว สามารถแวะมาทานอาหารที่ร้านนี้ได้ หากมาในช่วงเวลาเที่ยง ควรจองโต๊ะก่อนล่วงหน้า เพราะลูกค้าโดยเฉพาะลูกค้าของทัวร์เยอะมาก ถ้าไม่จองอาจอดทาน หรืออาจต้องรอนาน ไม่แนะนำให้ walk in  มาถึงร้านด้านหน้า คือ ฟาร์มเลี้ยงปลานิล ที่เปิดให้เข้าไปชมได้  ปลานิล เป็นปลาที่คุ้นเคยทานกันอยู่บ่อย แต่ทำไมกลายเป็นอาหารขึ้นชื่อของเบตงไปได้ เพราะปลานิลมีลักษณะพิเศษ เลี้ยงในสายน้ำไหลเย็นจากเทือกเขาสันกาลาคีรี ทำให้เนื้อปลามีไขมันแทรกเนื้อจึงนุ่ม ประกอบกับปลาได้ว่ายทวนสายน้ำทำให้เนื้อแน่น และสายน้ำที่ไหลผ่านตัวปลาทำให้ปลาไม่มีกลิ่นโคลน รสชาติปลานิลเบตงเนื้อปลาจึงมีความหวาน จึงสามารถนำมาทำเป็นซาซึมิได้ แถมขนาดยังใหญ่มากเท่ากับปลาแซลมอน แม้แต่ไซส์เล็กขนาดเท่ากับปลาตัวในตลาดที่เราเคยซื้อทาน 3 ตัว รวมกัน

     

     

    ภายในร้านกว้างขวางเป็นแบบโอเพ่นแอร์ทั้งหมด มีที่นั่งรองรับหลายโต๊ะ รวมทั้งที่นั่งติดกับลำธารที่อยู่ถัดลงไป 

     

     

    เมนูอาหารของร้าน นอกจากปลานิลที่เป็นเมนูเด็ดยืนหนึ่งแล้ว ยังมีอาหารประจำถิ่นของเบตง อย่างผักน้ำ ลูกชิ้นแคระที่นำมาทำเป็นเมนูต่างๆ  สำหรับปลานิล 1 ตัว size เล็ก สามารถนำมาทำเซ็ทจิ้มจุ่มเซ็ทเล็ก และปลานิลซาซึมิได้ด้วย ปลานิลขนาดเริ่มต้น 450 บาท น้ำหนัก 1.3-1.5 (ไซส์เล็ก) 1.6-2.2 กิโล ราคา 550 บาท 2.5-3 กิโลราคา 550 บาท สามารถนำมาทำได้ 2 เมนู คือ คือ  จิ้มจุ่มปลานิลและปลานิลซาซึมิ

     

     

    ก่อนปลานิลจะมาเสิร์ฟ สั่งเมนูเรียกน้ำย่อย ขลุ่ยปลานิล แป้งม้วนบางทอดมากรอบมากพันด้วยสาหร่าย ข้างในสอดไส้ปลานิลบดที่คลุกกับเครื่องเทศหอมมาก ทานคู่กับน้ำจิ้มหวาน คล้ายปอเปี๊ยะ ติดใจรสชาติ ทานเพลินมาก เป็นอีกหนึ่งเมนูอร่อยของร้านที่ต้องสั่ง

     

     

    เราสั่งปลาไซส์เล็กยังเยอะมาก ทานได้ 2-3 คน เพราะตามที่บอกขนาดปลานิลเบตง 1 ตัว ใหญ่มาก มาทำแค่ 2 เมนู แบบเน้นๆ คือ ชาบูกับปลาดิบ ไม่ใช่เพียงแต่วิธีการเลี้ยงที่พิถีพิถันเท่านั้น กรรมวิธีการนำปลานิลมาทำเป็นอาหารทั้งซาซิมิและชาบู ใช้ศิลปะทำปลาแบบอิเคจิเมะของญี่ปุ่น ตั้งแต่การรีดเลือดปลา จากนั้นนำมาบ่มเกลือ จนได้เนื้อที่ปลาสีขาวละมุน เนื้อปลาแน่น รสชาติหวาน และยังคงความสดไว้ได้นาน จิ้มกับซอสวาซาบิ มีความฟินมาก ทานหมดอย่างรวดเร็ว

     

     

     

    ส่วนชาบูปลานิลอร่อยไม่แพ้กัน เนื้อปลาแล่แบบบางทานคู่กับผัก และน้ำจิ้ม 3 แบบ ทั้ง น้ำจิ้มสุกี้ น้ำจิ้มเต้าเจี้ยว และซีฟู้ด และปลานิลซาซิมิ ซุปหวานกลมกล่อม ใส่ผักลงไป ลวกเนื้อปลาพอสุก ทานน้ำจิ้มทั้งสามแบบที่รสชาติดีช่วยเสริมรสชาติของเนื้อปลาให้อร่อยยิ่งขึ้น อร่อยแบบที่สามารถกินคนเดียวได้ 1 ตัวใหญ่ๆ และถ้าสั่งมาอีกก็กินได้อีก  ราคาอาหารทั้งหมดจ่ายแค่ 700 กว่าบาทเท่านั้นถือว่าไม่แพง  ปลานิลสายน้ำไหล คือ อีกหนึ่งมิติของการการทานปลานิล ที่เปลี่ยนความรู้สึกและรสชาติของการทานปลานิลที่เคยกินไปแบบตลอดกาล

     

     

    ปลานิลสายน้ำไหลโกหงิ่ว

    ที่อยู่:  138/2 ตาเนาะแมเราะ อำเภอเบตง จังหวัดยะลา (เส้นทางเดียวกับสวนหมื่นบุปผา)

    เปิดให้บริการ : ทุกวัน 10:00 น. – 18:00 น.

    โทร 095 094 6153 ,097 226 7485

     

    14.30 น. สวนหมื่นบุปผา สวนดอกไม้เบตง

    สวนหมื่นบุปผา หรือเรียกว่า สวนไม้ดอกเมืองหนาวเบตง เป็นสวนดอกไม้เมืองหนาวแห่งเดียวในภาคใต้  เนื่องจากเบตงมีสภาพอากาศที่เหมาะสม ด้วยสภาพภูมิประเทศที่อยู่สูงจากระดับทะเลปานกลางราว 800 เมตร มีอากาศเย็นสบายตลอดปี ระบบน้ำเพียงพอ จึงมีความเหมาะสมกับการปลูกไม้ดอกเมืองหนาวนานาชนิด สวนดอกไม้นี้อยู่ท่ามกลางภูเขา ในโครงการตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี  ที่มีดอกไม้นานาพันธุ์บานสะพรั่ง คอยเชื้อเชิญผู้มาเยือน ความสวยงามของดอกไม้ที่ปลูกเรียงรายเป็นทิวแถวเย้ายวนให้นักท่องเที่ยวเข้าไปเที่ยวชม และสัมผัสกับสภาพภูมิอากาศที่มีอุณหภูมิต่ำกว่าพื้นที่อื่นของภาคใต้

     

     

    ก่อนจะเข้ามาถึงพื้นที่ของสวนดอกไม้ ก็จะพบกับโรงเรือนปลูกแปลงดอกเบศจมาศหลากสีสันสวยงาม ทั้งสีเหลือง ม่วง ขาว ชมพู เคยเห็นแต่โรงเรือนปลูกเบญจมาศตามภาคเหนือและสวนบิกเต้ ที่สระบุรี ไม่คิดว่าจะได้มาเห็นภาพแบบนี้ที่เบตงด้วย

     

     

    จากนั้นเข้ามาภายในสวนดอกไม้ โดยจะแบ่งเป็นแปลงปลูกไม้ดอกกลางแจ้ง เช่น แกลดิโอลัส บานไม่รู้โรย ดาวเรือง ซัลเวีย รักเร่ ซ่อนกลิ่น ฮอลลีฮ็อก ผีเสื้อ พีค็อก สร้อยทอง แอสเตอร์จีน เสี้ยนฝรั่ง เป็นต้น มีกันหันลมแบบเนเธอแลนด์ สะพานท่ามกลางสวน และป้ายชื่อสวนดอกไม้บุบผาราม ที่ตั้งอยู่ข้างบนโดดเด่น

     

     

    ตรงข้ามกับสวนดอกไม้กลางแจ้ง คือ สวนดอกไม้ในโรงเรือน ที่มีดอกไม้หลากสี  ได้แก่ ลิลลี่ แอสเตอร์ เบญจมาศ กุหลาบ พีค๊อก เยอบีร่า แกลดิโอลัส ตุ้มหูนางฟ้า และอีกหลายสายพันธุ์  แต่ดอกลิลลี่จะสามารถชมได้เฉพาะในช่วงฤดูหนาวและช่วงที่มีจะเทศกาลดอกไม้งามเบตง คือ เดือน มกราคม เป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่ให้คุณสัมผัสกับบรรยากาศของเมืองดอกไม้นานาชนิด ไปพร้อมๆ กับอากาศเย็นสบายของเมืองเบตง

     

     

     

    13.30 น. บ่อน้ำร้อนเบตง

    ปิดทริปเส้นทางท่องเที่ยวรอบเมือง กันที่ บ่อน้ำร้อนเบตง ไปแช่น้ำร้อนให้ผ่อนคลายจากความเมื่อยล้ากันสักหน่อย   เป็นบ่อน้ำร้อนธรรมชาติขนาดใหญ่ มีพื้นที่ประมาณ 3 ไร่ โดยจะมีน้ำร้อนผุดขึ้นมาจากใต้ดิน ประกอบด้วยแร่ธาตุต่างๆ มากมาย อุณหภูมิของน้ำอยู่ที่ประมาณ 80 องศาเซลเซียส ซึ่งตรงจุดที่มีน้ำเดือดนี้ สามารถต้มไข่ไก่ได้จนสุกภายใน 10 นาที โดยได้ปรับปรุงภูมิทัศน์โดยรอบบ่อน้ำร้อน ให้มีความสวยงาม แต่ยังคงความเป็นธรรมชาติ เพื่อให้เหมาะสำหรับการมาพักผ่อนหย่อนใจ

     

    son00810

    son00813

     

    ภายในบ่อน้ำร้อนเบตง มีสระน้ำขนาดใหญ่สำหรับกักน้ำจากน้ำพุร้อน เพื่อให้ประชาชน และนักท่องเที่ยว ได้ใช้อาบหรือแช่เท้าเล่น ซึ่งแต่ละโซนออกแบบอย่างได้มาตรฐาน ถูกสุขลักษณะ ทั้งบ่อน้ำร้อนบ่อใหญ่ บ่อแช่น้ำร้อนใหม่ และอาคารธาราบำบัด โดยเชื่อกันว่าน้ำแร่แห่งนี้ สามารถบรรเทารักษาโรคภัยต่างๆ ได้เป็นอย่างดี อาทิ โรคปวดเมื่อย โรคเหน็บชา โรคผิวหนัง เป็นต้น ตลอดจนมีอาคารสำหรับพักค้างคืน ที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกสบายอย่างครบครัน เปิดให้เข้าชมทุกวัน ตั้งแต่เวลา 09.00 – 17.00 น.

     

    son00811

    son00818

    son00815

     

    16.00 น. ถ่าพภาพสตรีทอาร์ต

    นอกจากจะเที่ยวตามแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ และประวัติศาสตร์  ชมกิจกรรมที่ไม่ควรพลาด คือ  เที่ยวในตัวเมืองเบตง ชมวีถีชีวิตของผู้คน อาคารบ้านเรือนที่มีสถาปัตยกรรมอันเป็นเอกลักษณ์ แต่ละภาพจะวาดอยู่ตามผนังอาคารบ้านเรือน ในตรอกซอกซอย ให้ได้แวะแชะถ่ายภาพ ครีเอทท่ากันอย่างสนุกสนาน ที่สะท้อนเรื่องราวและวิถีชีวิตของความเป็นเบตง แถมยังเป็นจุดเชื่อมโยงระหว่างผู้มาเยือนกับเจ้าของบ้านผู้เป็นเจ้าของเรื่องเล่าบนผนังบ้านที่ยังมีชีวิตอยู่อีกด้วย   ช่วยแต่งแต้มสีสันให้เมืองเบตงมีบรรยากาศน่ารักสดใส และน่าเที่ยวมากขึ้น

     

     

    จุดเริ่มต้นเที่ยวชมเมืองถ่ายภาพสตรีทอาร์ต เริ่มที่หอนาฬิกาในพิกัดที่สามารถเดินได้ในระยะไม่กี่ร้อยเมตรเกือบทั้งหมด แต่ถ้าพักที่โมเดิร์นไทยใกล้แบบเดินไม่กี่ก้าวถึงหอนาฬิกาและใกล้กับซอยที่มีสตรีทอาร์ตหลายภาพ สำหรับเราปักหมุดเริ่มต้นที่โรงแรมโมเดิร์นไทย จะมีซอยเล็กๆ ที่อยู่ทางฝั่งซ้าย ที่เป็นร้านรถเข็นขายอาหารของกินต่างๆ ซอยนี้จะเจอกับภาพวาดและบรรยากาศน่ารักของคนเบตงรุ่นเดอะมานั่งดื่มกาแฟเสวนากันแบบนี้ 

     

     

    เดินมาเรื่อยๆ ผ่านถนนเล็กระหว่างทางขนาบข้างด้ยบ้านเรือนของชาวบ้าน จะเจอกับภาพสตรีทอาร์ทกลุ่มใหญ่ที่อยู่ใกล้กันทั้งหมด เริ่มจากภาพไฮไลท์ ยิ้มสยาม ที่มีรูปของอากง อาม่า เจ้าของบ้าน รวมทั้งชาวเบตง หลากหลายวัย ทั้งชาวไทยพุทธ ชาวไทยมุสลิม ที่อาศัยอยู่ที่เบตงจริงๆ สังเกตุว่าจะมีชื่อของคนนั้นไว้ที่ภาพด้วย เห็นภาพนี้ คือ น่ารักมาก สร้างรอยยิ้มให้ตามชื่อของภาพเลยค่ะ 

     

     

    ภาพนี่เราจะได้รู้จัก กับอาหารขึ้นชื่อของเมืองเบตงทุกอย่าง ที่มารวมกันอยู่ตรงนี้  ทั้งไก่สับเบตง ผัดหมี่เบตง ปลานิลสายน้ำไหล เฉาก๊วย เป็นภาพที่วาดได้น่ารักมาก 

     

     

    ภาพรถสวน ที่อยู่ติดกับโรงซีอิ๊ว เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับการเดินทางในอดีตของคนเบตง ไม่ว่าจะเป็นการขนส่งสินค้าเกษตร การเดินทางไปมาหาสู่ รวมทั้งการไปโรงเรียนตอนเช้าๆ ในภาพก็จะเห็นเด็กแต่งชุดนักเรียนขึ้นเต็มรถ เป็นรถสิบล้อคันใหญ่ เป็นภาพที่คนเบตงได้ย้อนรำลึกถึงเรื่องราวในอดีต 

     

     

    ภาพนักบาสบนผนังบ้านไม้เก่าสุดคลาสสิค  เป็นภาพนักบาส 2 คน อายุ 70-80 ปี  บาสเก็ตบอล คือ กีฬาในเบตงที่ดังมาก รางวัลที่ได้ คือ ถ้วยทองคำหนักถึง 50 บาท ของนักบาสหญิงที่ได้มาจากการแข่งขันกับจังหวัดใกล้เคียง ซึ่งถ้วยนี้ได้ถูกนำไปขายแล้วนำเงินบางส่วนเอาไปทำกิจกรรมในการพัฒนาการศึกษาในพื้นที่ ภาพนี้ จึง สื่อถึงอีกหนึ่งความหมายคือ ความเสียสละและกตัญญู  

     

     

    ภาพนกเงือก สัญลักษณ์ของผืนป่าฮาลาบาลา และภาพหญิงสาวชาวจีนและมังกร ที่วาดได้อ่อนช้อยมาก 

     

     

    สุดซอยของภาพถนนในกลุ่มนี้ คือ ข้ามถนนมาจะเจอกับภาพนี้จะเจอภาพไก่เบตง และข้ามถนนไป คือ ภาพรถเข็นขายของของอาเป๊ะ และทุเรียนมูซานคิง ทุเรียนพันธุ์ดังขึ้นชื่อของเบตง 

     

     

    ภาพกบภูเขาหรือที่ชอบเรียกว่ากบยักษ์กำลังกินป๊อบคอร์น กบภูเขาอาหารขึ้นชื่อและสัตว์เศรษฐกิจของเบตง กบภูเขาเบตง เป็นกบที่อาศัยอยู่ตามธรรมชาติ ในป่าเบญจพรรณที่มีความอุดมสมบูรณ์สูง มีขนาดใหญ่กว่ากบทั่วไป  ชาวเบตงนิยมนำประกอบอาหารหลากหลายประเภท ทั้ง กบทอดกระเทียมพริกไทย ผัดเผ็ดกบ แกงส้มกบดอกดาหลา เป็นต้น เมนูกบภูเขานั้นมีขายอยู่ตามร้านอาหารชื่อดังของเบตงหลายร้าน นักท่องเที่ยวหลายคนได้มาทานแล้วจะติดใจในความอร่อยของเนื้อกบ ติดกันคือ ภาพแหมวเหมียวน่ารัก

     

     

    ตู้ไปรษณีย์สีแดง อีกหนึ่งสัญลักษณ์ของเมืองเบตง ภาพชุดนี้เพิ่มสีสันด้วยภาพเด็กผู้หญิงสะพานเป้เหมือนนักท่องเที่ยว น้องแมว น้องหมาซึ่งเชือกให้เราทำท่าจูงด้วย  พิกัดอยู่ในซอยภมรสิงห์

     

     สตรีทอาร์ตเบตง

     

    มาถึงจุดหมายสำคัญที่เราตั้งใจต้องแวะมาให้ได้ ที่โรงเรียนอนุบาลเบตงอยู่ติดกับศาลาประชาคมบริเวณผนังของอาคารเรียน มีภาพพระบรมฉายาลักษณ์ของในหลวง ร 9  เป็นภาพที่สวยเหมือนพระองค์ท่านมาก ความหมายที่ยิ่งใหญ่ของภาพนี้ คือ ข้อความบนภาพ ที่ครั้งหนึ่งเคยเสด็จฯ เยี่ยมเยียนประชาชน ที่อำเภอรือเสาะ จังหวัดนราธิวาส ในเวลาประมาณสองทุ่มเศษ ได้มีประชาชนกราบทูล ระหว่างเข้าเฝ้าว่า เวลานี้พระองค์ควรเสด็จฯ กลับได้แล้ว เพราะหากเวลาล่วงเลยจนดึกดื่นไปกว่านี้ เกรงว่าจะไม่ปลอดภัย และได้รับอันตรายจากโจรได้  พระองค์ท่านรับสั่งว่า  ไม่ได้จะมารบกับโจร ฉันจะมาเยี่ยมเยียนประชาชน มาช่วยเหลือคนเจ็บไข้ได้ป่วย เพราะพสกนิกรที่นี่ยากลำบากมาก พร้อมกับหันไปตรัสกับผู้ติดตามว่า หากใครกลัวก็กลับไปก่อน ฉันยังไม่กลับ และตลอดระยะทางจาก อ.เบตง ไป อ.รือเสาะ เสด็จฯ ผ่านภูเขาที่มีโจรชุกชุม จุดบอด จุดมืดอันตรายมาโดยตลอด แต่พระองค์ก็ยังมีรับสั่งให้จอดรถ เพื่อลงไปทักทายกับชาวบ้านที่มารอรับเสด็จ ยืนมองภาพด้วยความสงบนิ่งและอ่านข้อความซ้ำไปมาอยู่หลายรอบ แอบน้ำตาไหลด้วยความคิดถึงพระองค์

     

     สตรีทอาร์ตเบตง

     

    ถ่ายภาพสตรีทอาร์ต แล้ว สามารถนั่งรถชมเมืองต่อ ไปชมสนามกีฬากลางหุบเขา ที่มีวิวสวยและบรรยากาศน่ามาวิ่งออกกำลังหรือปั่นจักรยานเป็นที่สุด  เป็นสนามกีฬาที่ตั้งอยู่ในระดับความสูงที่สุดในบรรดาสนามกีฬาแห่งอื่นๆ ในประเทศไทย แอบมีความอิจฉาประชาชนชาวเบตงแบบเบาๆ

     

    18-son00901

    19-son00899

     

    ต่อด้วยวัดพระโพธิสัตว์เจ้าแม่กวนอิมเบตง เป็นสถานที่ตั้งศาลเจ้าอันเป็นที่ประดิษฐานของเทพสำคัญ ๆ หลายองค์ ทั้งเจ้าแม่กวนอิม ท่านแป๊ะกง ท่านกวงกง  มีสถาปัตยกรรมของเจดีย์ 7 ชั้น ที่สวยงาม บริเวณวัด ซึ่งตั้งอยู่บนเนินเขา สามารถมองเห็นทัศนียภาพอันงดงามของเมืองเบตงได้อีกด้วย

     

    20-son00904

    21-son00908

     

    รถพาชมรอบเมืองผ่านศาลาประชาคม มาถึงจุดนี้ให้คนขับจอดรถสักครู่ เพราะอยากถ่ายภาพตู้ไปรษณีย์ใบใหม่ ที่มีขนาดใหญ่กว่าตู้ไปรษณีย์แดงบริเวณหอนาฬิกา  ถือเป็นตู้ไปรษณีย์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกในปัจจุบัน

     

    22-son00910

     

    จากนั้นไปต่อที่ วัดพุทธาธิวาส วัดสวยที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองเบตง โดยองค์เจดีย์ตั้งอยู่บนเนินเขา มีบรรยากาศร่มรื่นทัศนียภาพงดงาม มองเห็นภูเขาที่รายล้อมเมืองเบตงอยู่เบื้องหน้า วัดพุทธาธิวาส มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่พุทธศาสนิกชนนิยมมาสักการะบูชา 3 สิ่งคือ พระมหาธาตุเจดีย์ พระพุทธธรรมประกาศ พระพุทธธรรมกายมงคลปยุรเกศานนท์สุพพิธาน และวิหารหลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด

     

    7-dew_3412

    7-dew_3421

    8-dew_3425

     

    อีกหนึ่งจุดไฮไลท์ที่ห้ามพลาดเด็ดขาด นั่นคือ พิพิธภัณฑ์เมืองเบตง เปิดทำการทุกวัน ตั้งแต่ 09.00 น. – 16.30 น. นอกจากเป็นพิพิธภัณฑ์ที่เก็บรวบรวมสิ่งของโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ ข้าวของเครื่องใช้ในสมัยเก่า แล้ว บริเวณชั้น3 ยังเป็นหอคอยชมวิวที่สามารถมองเห็นเมืองเบตงทั้งเมืองได้แบบสวยงาม  ยิ่งช่วงไหนฝนตกก็จะมีหมอกเข้ามาเป็นองค์ประกอบด้วย แต่เสียดายเพราะมัวแต่เพลินกับการเที่ยวชมเมืองถ่ายภาพสตรีทอาร์ตมากไปหน่อย มาถึงสี่โมงครึ่งกว่าๆพิพิธภัณฑ์ปิดพอดีจึงไม่สามารถขึ้นไปชั้น 3 ได้ ชมวิวได้แค่จากลานระเบียงข้างล่าง แต่แค่นี้ก็สวยแล้วสำหรับเรา ติดกับพิพิภัณฑ์มีภาพมือสองมือที่ประกบกันเป็นรูปหัวใจให้ถ่ายภาพด้วย ต้องยอมรับว่าในเมืองเบตงมีจุดถ่ายภาพเก๋เยอะจริงๆ ตามเก็บภาพกันสนุกมาก

     

    เบตง

     

     

    เบตง

    เบตง

     

    มาเที่ยวเบตงมีเวลาประมาณ 1-2 ชั่วโมง ต้องนั่งรถเที่ยวชมเมือง ถ่ายภาพสตรีทอาร์ตที่กระจายอยู่รอบเมือง ถึงจะเรียกว่ามาถึงและเข้าถึงความเบตงแบบแท้จริง 

     

    18.30 น. ทานอาหารร้านต้าเหยิน

    อาหารมื้อเย็นในวันที่สอง เรามุ่งหน้าไปที่ร้าน ต้าเหยิน ร้านอาหารขึ้นชื่ออีกร้านหนึ่งของเบตง โดยร้านนี้เมนูที่เน้นส่วนใหญ่จะเป็นอาหารจีน หน้าตาของเมนูที่สั่งมาทาน เน้นอาหารขึ้นชื่อของร้าน เช่น ผัดถั๋วเจี๋ยนลักษณะคล้ายถั่วฝักยาวแต่ใหญ่กว่า ผัดหมี่เบตง  ปลาจีนนึ่งซีอิ๋ว  หมูสามชั้นต้มกับเผือก ซุปปูใส่หมูสับ โดยส่วนตัวเราว่ารสชาติอาหารจะค่อนข้างออกไปทางจืด หรืออาจเป็นเพราะเป็นร้านอาหารจีนรสชาติจะเป็นแบบนี้ ซึ่งอาจไม่ใช่รสชาติที่เราคุ้นเคย แต่บางคนอาจจะชอบในรสชาติแบบนี้ก็ได้

     

    son00950

    son00958

     

    วันที่สาม

     

    05.00 น. พิชิตทะเลหมอก ฆูนุงซีลีปัต

    ทะเลหมอกฆูนุงซีลีปัต ตั้งอยู่ในระดับความสูงกว่าอันเยอร์เวง สามารถชมทะเลหมอกสุดอลังการได้แบบ 360 องศา เป็นสายหมอกที่คลอเคลียงดงามตามไหล่เขาที่เรียงรายสลับซับซ้อน หันมองไปทางไหนก็จะเห็นแต่สายหมอกขาวจรดขอบฟ้าคราม เรียกได้ว่าเป็นสุดยอดความงามที่สุดแห่งหนึ่งของเมืองไทย นักเดินทางที่ชื่นชอบในทะเลหมอกต้องไม่พลาด ที่สำคัญมีหมอกให้ชมได้ตลอดทั้งปีไม่ต้องรอให้ถึงหน้าหนาว รับรองได้ว่าหากใครได้ไปสัมผัสต้องประทับใจแบบไม่รู้ลืม

     

     

    ทะเลหมอกฆูนุงซีลีปัต  สามารถเที่ยวได้แบบวันเดียวโดยขึ้นไปชมทะเลหมอกในตอนเช้า สามารถเลือกพักที่ตัวอำเภอเบตง หรือจะพักค้างแรมข้างบนก็มีจุดกางเต้นท์ซึ่งห่างจากจุดชมวิวประมาณ 200 เมตร จุดกางเต้นท์ชื่อว่า ภูนภารีสอร์ท สามารถขับรถส่วนตัวมาถึงจุดนี้ได้เลยจากนั้นสามารถเดินขึ้นไปยังยอดฆูนุงซีลีปัตได้เลย ระยะทาง 1 กม เมตร ปีนป่ายนิดหน่อย ช่วง 200 เมตรสุดท้าย มีความพีคต้องปีนขึ้นเขาแอบมีความเสียวหน่อยๆ

     

     

    มาถึงข้างบนซึ่งเป็นจุดชมวิวซึ่งมีลักษณะเป็นลานดินที่ไม่กว้างมากนัก มองลงไปเห็นสายหมอกอยู่รายล้อม ก็หายเหนื่อยในทันที วิวสวยมากเป็นความสวยงามระดับทะเลหมอกทางเหนือ อารมณ์แบบดอยผาตั้ง เชียงราย ที่เรายกให้เป็นทะเลหมอกอันดับ 1 ในใจ แต่ต่างกันที่ ดอยผาตั้งจะเห็นหมอกได้ในฟีลแสงสวยๆแค่เพียงฤดูหนาว แต่ทะเลหมอกฆูนุงซีลีปัต มีให้ชมตลอดทั้งปีถึงแม้จะเป็นฤดูร้อนก็ตาม เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเดินทางในช่วงไหนก็ได้เห็นแน่ แต่จะได้เห็นในแบบไหน สวยมาก สวยน้อยเท่านั้นเอง ในระหว่างนี้ก็นั่งรอพระอาทิตย์ขึ้นไปเรื่อยๆ เริ่มเห็นแสงสีทองที่เส้นขอบฟ้าค่อยๆปรากฎชัดเจนขึ้น

     

     

     

    ในระหว่างรอก็เดินชมวิว ถ่ายภาพไปเรื่อยๆ ทางไกด์นำทางจะเตรียมธงชาติไทย ไว้ให้เรามาเป็นพรอพถ่ายภาพรับลมปลิวไสว  อารมณ์ว่าฉันเป็นผู้พิชิตทะเลหมอกฆูนุงซีลีปัต เพราะการปีนขึ้นมาในช่วง 200 เมตรสุดท้ายก็เป็นจุดวัดใจพอสมควร

     

     

    เมื่อพระอาทิตย์เริ่มมาทักทายพวกเรา แสงค่อยๆส่องกระทบมายังภูเขาและทะเลหมอก ประกอบกับท้องฟ้าสีฟ้ายิ่งเพิ่มความสวยงามขึ้นอีกเป็นทวีคูณ ทะเลหมอกเริ่มไหลมาคลอเคลียตามไหล่เขามากขึ้น

     

     

    เนื่องจากวันที่เราเดินทางไป คือ วันธรรมดานักท่องเที่ยวค่อนข้างน้อยมีแค่เราคนไทย 2 คน และนักท่องเที่ยวมาเลเซียอีก 6 คน พร้อมไกด์คนไทย บรรยากาศจึงไม่แน่นและอึดอัดจนเกินไป ทราบมาว่าคนมาเลชอบมาเที่ยวชมทะลหมอกมาก ทางไกด์คนไทยก็เตรียมพรอพเป็นแม่มดขี่ไม้กวาดเก๋ๆ มาด้วย พร้อมส่งพรอพมาให้พวกเราบอกว่า นี่ๆ เอาไปใส่ถ่ายภาพกันเลยครับ  และแน่นอนเราไม่ปฏิเสธแปลงกายเป็นแม่มดขี่ไม้กวาด กระโดดท่ามกลางภูเขาที่รายล้อมด้วยทะเลหมอก เหมือนเราลอยอยู่บนฟ้าเท่จิง

     

     

     

    เรานั่งมองทะเลหมอกที่อยู่ตรงหน้าอย่างเพลิดเพลินใจ แบบไม่คิดว่าภาคใต้จะมีทะเลหมอกที่สวยงามขนาดนี้  เป็นความงามที่ซ่อนอยู่ในเมืองเบตง เมืองเล็กน่ารัก  แต่ในเรื่องที่เที่ยวเบตงไม่เล็ก ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวที่รอให้เราเปิดใจมาเยี่ยมเยือนอีกมากมาย

     

     

     

    จาก ทะเลหมอกฆูนุงซีลีปัต กลับเข้าเมืองเบตง พักผ่อนเตรียมเก็บสัมภาระเดินทางกลับ เบตง ไม่ใช่เมืองที่เดินทางยาก ไม่ใช่เมืองที่น่ากลัว ตรงกันข้าม เบตง คือ เมืองท่องเที่ยวในฝันของใครหลายคน ที่มีความเป็นเอกลักษณ์และมีความครบในทุกสิ่ง รอคอยแค่ให้เราเปิดใจและเดินทางมาสัมผัสบรรยากาศของความสวยงามนี้ด้วยตัวเอง ที่รับรองได้ว่าจะได้รับความประทับใจจนอยากกลับมาซ้ำกันแน่นอน หลากหลายเรื่องราวจากนักเดินทางที่เราเคยได้อ่านก่อนมาที่นี่ ยังไม่เคยเห็นใครบอกว่ามาเบตง แล้วไม่ประทับใจเลยสักคนเดียว  “ฉันได้ไปแล้วนะ เบตง”  แล้วคุณละได้ไปกันหรือยัง ?

     

    son00822

     

    รายละเอียดเพิ่มเติม

     

    มาเที่ยวเบตงใช้เวลากี่วัน และควรเที่ยวช่วงไหน

    มาเทียวเบตงใช้เวลากี่วันดี สำหรับเรา 3 วัน 2 คืน คือเวลาที่เหมาะสมสำหรับการไปเที่ยวยังจุดต่างๆ เพราะสถานที่ท่องเที่ยวเบตงมีค่อนข้างเยอะ รวมระยะเวลาการเดินทางไปด้วยซึ่งอาจจะต้องเผื่อเวลาเดินทางทั้งไปกลับก็ต้องใช้เวลากันประมาณนี้ จึงจะเรียกว่าเที่ยวได้แบบครบถ้วน มาเที่ยวเบตงช่วงไหนดี เบตง เป็นเมืองที่เที่ยวได้ตลอดทั้งปี  แต่ในช่วงฤดูหนาว-ฤดูร้อน ฝนก็จะน้อยลง อากาศจะสดใส แต่ก็ต้องเสี่ยงดวงกับฝนเหมือนกัน เราเดินทางช่วงเดือนมกราคมยังเจอฝนอากาศครึ้มทุกวัน แต่ถ้าอยากได้ทะเลหมอกพร้อมแสงสวยๆ ปลอดฝนหน่อย ให้เดินทางมาในช่วงฤดูร้อน คือ มีนาคม – เมษายน อากาศจะเคลียร์ และทะเลหมอกก็สวยด้วย

     

    การเดินทางมาเบตง

    ปัจจุบันเบตงมีสนามบินแล้ว โดยมีเครื่องบินของสายการบินนกแอร์เพียงสายการบินเดียว บินมาที่เบตง วันละ 1 รอบ ทุกวัน อังคาร  ศุกร์ อาทิตย์ค่าโดยสารประมาณเที่ยวละ 3500 บาท 

    กรุงเทพฯ (ดอนเมือง) – เบตง ออก 10:00 ถึง 11:45

    เบตง – กรุงเทพฯ (ดอนเมือง) ออก 12:15 ถึง 14:00

     

    หรือวิธีการเดินทางที่นิยมของการเที่ยวเบตงมาแต่เดิม คือ นั่งเครื่องบินหรือนั่งรถทัวร์ รถไฟ มาลงหาดใหญ่ จากนั้นเช่ารถในจากเมืองหาดใหญ่ขับมายังเบตง จากเส้นทางจากหาดใหญ่ ปัตตานี ยะลาถึงบันนังสตา ทางตรง แต่พอเข้าอำเภอบันนังสตา ธารโต เบตง ทางโค้งให้ขับอย่างระมัดระวังนิดนึง ส่วนเรื่องความปลอดภัย โดยส่วนตัวจากที่นั่งรถผ่านเส้นทางนี้ก็ไม่มีอะไรน่ากลัวอย่างที่คิด แต่จะมีด่านตรวจเป็นระยะเท่านั้นเอง ซึ่งไม่ต้องกังวลอะไร

    หากต้องการเช่ารถขับเอง เพื่อเที่ยวเบตงหรือพื้นที่ใกล้เคียง เริ่มจากหาดใหญ่สามารถติดต่อเช่ารถได้ที่  บริษัท เซาท์เทิร์น คาร์เร้นท์ หาดใหญ่ โทร 064 162 4645 เคยใช้บริการเจ้านี้ บริการดี รถใหม่ สะอาด

    สำหรับใครที่ต้องการใช้บริการรถตู้นำเที่ยวเบตงพร้อมคนขับ รับจากสนามบินหาดใหญ่หรือสนามบินเบตง พร้อมนำเที่ยว หรือซื้อแพคเกจทัวร์เที่ยวเบตง ถ้ามาหลายคนค่อนข้างคุ้ม  สามารถติดต่อได้ที่ โกเอ๊กซ์ 064 962 6999 หรือเบอร์ผู้ช่วยโกเอ๊กซ์ 061 654  1519  ราคาสอบถามเองเพราะจะแตกต่างกันตามโปรแกรมทัวร์ที่เลือก 

     

    การเดินทางท่องเที่ยวในเมืองเบตง

    เมื่อมาถึงเบตง ไม่มีรถส่วนตัวจะเดินทางท่องเที่ยวตามจุดต่างๆอย่างไร  ที่พักในเมืองเบตง ส่วนใหญอยู่ใจกลางเมืองใกล้หอนาฬิกา สามารถเดินไปยังหอนาฬิกา อุโมงค์เบตงมงคลฤทธิ์ และสตรีทอาร์ทในบางจุดได้ และในตัวเมืองเบตง มีรถสองแถวเหลืองวิ่งรอบเมืองตลอด สามารถใช้บริการได้เลย คนละ 20-30 บาท แล้วแต่ระยะทาง อารมณ์คล้ายโบกรถแดงเที่ยวเชียงใหม่ หรือถ้าใครขับมอเตอร์ไซต์ได้ ก็ขับเที่ยวเองเลยค่ะ ตัวเมืองเบตงค่อนข้างเล็ก ขับแป๊บเดียวก็ทั่วแล้ว  ค่าเช่ารถมอเตอร์ไซต์ราคาจะอยู่ที่วันละ  250-300 บาท สอบถามเรื่องผู้ให้บริการเช่ารถได้จากโรงแรมที่พักค่ะ ส่วนใหญ่มี contact กันทั้งหมด

     

    การเดินทางท่องเที่ยวตามจุดต่างๆรอบเมืองเบตง

    โปรแกรมท่องเที่ยวรอบเมืองเบตง ส่วนใหญ่จะไปตามนี้ เริ่มจาก ทะเลหมอกอันเยอร์เวง น้ำตกเฉลิมพระเกียรติ ร9  เฉาก๊วยเบตง สวนหมื่นบุบผา อุโมงค์เบตงมงคลฤทธิ์  บ่อน้ำร้อนเบตง หากมีรถยนต์ส่วนตัว หรือขับมอเตอร์ไซต์ได้แบบชำนาญ ขับเที่ยวเองเลยค่ะ เพราะขับง่ายมาก สถานที่ท่องเที่ยวรอบเมืองส่วนใหญ่อยู่ใกล้กัน และในเส้นทางเดียวกัน มาตาม google maps และป้ายบอกทางซึ่งมีบอกเป็นระยะรับรองไม่น่าจะหลง แต่ถ้าไม่ได้นำรถส่วนตัวมาต้องใช้บริการรถเหมาเท่านั้น ราคาจะอยู่ที่ 1500 บาท up  ติดต่อสอบถามรถสองแถวนำเที่ยวหรือเช่ามอเตอร์ไซต์ขับเที่ยวเองได้ที่ บังมะ รถนำเที่ยวทะเลหมอกเบตง โทร .086-546 4641

     

     

    ที่พักในตัวเมืองเบตง

    โมเดิร์นไทย โฮเทล ที่พักตั้งอยู่ใกล้กับหอนาฬิกาที่สุด ค่อนข้างสะดวกมาก  โทร 073 235 666

    โฟโต้ โฮสเทล ที่พักสไตล์โฮสเทลตั้งอยู่ใจกลางเมืองไม่ไกลจากหอนาฬิกาเช่นกัน ที่นี่มีบริการจัดกลุ่มท่องเที่ยวรอบเมืองเบตง มาคนเดียวหรือสองคนก็ประหยัดได้เยอะ สามารถไป join ทริปกับคนอื่นที่เข้าพักได้ ซึ่งทางโรงแรมจะเป็นคนจัดการหาเพื่อนร่วมทริปให้ สามารถเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่เพจของที่พัก  https://www.facebook.com/FOTOHOSTEL/

    Grand Mandarin โทร 073 235 777

    โรงแรมศรีเบตงโทร  073 230 187 https://www.facebook.com/sribetong/

    Butterfly Princess โทร 073 230 888

    Hello Hotel โทร 073 245 555

     

     ตัวอย่างรีวิวท่องเที่ยวเบตง  4 วัน 3 คืน

     

    คลิ๊ก 4 วัน 3 คืน จากยะลาถึงเบตง  ฟินธรรมชาติ ตระเวนกินของดีขึ้นชื่อ  

     

     

     

    Tags : , , , , , , , ,

  • บทความที่เกี่ยวข้อง

  • บทความล่าสุด

    บทความแนะนำ

    รีวิวคาเฟ่และร้านอาหาร