• ได้ไปแล้ว…เบตง เที่ยวจัดเต็มแบบ 3 วัน 2 คืน

    เบตง นานมากแล้วรู้สึกชอบเมืองนี้จากการได้เห็นภาพหนึ่ง เป็นภาพในมุมสูงของอาคารบ้านเรือน ที่โอบล้อมด้วยขุนเขามีสายหมอกบางลอยปกคลุมเมือง ภาคใต้มีภาพแบบนี้ให้เห็นด้วยแปลกดีจัง มีความเป็นธรรมชาติ เงียบสงบ แต่แอบให้ความรู้สึกของความเป็นเมืองที่อินดี้นิดๆ ภาพนั้นยังคงเป็นภาพที่ประทับใจมาตลอด คิดว่าสักวันหนึ่งต้องไปเก็บภาพมุมที่ชอบให้ได้ และแล้วภาพสวยของเมืองเบตงก็มีมาเพิ่ม ทะเลหมอก !! เบตงมีทะเลหมอกด้วยสวยอลังการมาก คงถึงเวลาแล้วสิที่เราต้องไปเบตง ก่อนเดินทางบอกคนใกล้ชิดว่าจะไป เบตง ยะลา หลายคนถามว่าไปกับใคร ไปกันกี่คน ไม่กลัวเหรอ กล้ามาก ระวังตัวหน่อยนะ เดี๋ยวนะ นี่ไปเที่ยวไม่ได้ไปออกรบ ต้องใช้ความกล้าขนาดนั้นเลยเหรอ เบตง  ณ ปัจจุบันเป็นเมืองท่องเที่ยวที่ขึ้นชื่อ คนไปเที่ยวกันเยอะไม่มีอะไรต้องกลัวเลย เราควรเปลี่ยนความคิดใหม่กันสักที กับจังหวัดที่เราชอบเรียกกันว่า 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ซึ่งเป็นพื้นที่เสี่ยงภัย เป็นสามจังหวัดปลายด้ามขวาน ที่หากพูดในเรื่องของการท่องเที่ยวนั้นสวยงามไม่แพ้จังหวัดไหน

     

    เบตง

     

    การเดินทางมาเบตงของเรา เลือกเดินทางโดยนั่งเครื่องบินจากกรุงเทพมาลงหาดใหญ่ไฟท์เช้าประมาณ 7 โมงครึ่ง ถึงสนามบินประมาณ 9 โมงครึ่ง( ไฟท์ดีเลย์ 1 ชั่วโมง) จากนั้นใช้บริการเหมารถเก๋งนำเที่ยวจากโกเอ๊กซ์ซึ่งเป็นคนพื้นที่ผู้รอบรู้เรื่องเบตงนำเที่ยวตลอด 3 วัน 2 คืน โดยมารับที่สนามบินหาดใหญ่ ใช้เส้นทางหาดใหญ่ ปัตตานี  ยะลา เข้าสู่เบตง ตอนแรกตั้งใจว่าจะเดินทางโดยรถตู้โดยสาร โดยใช้เส้นทางมาเลเซียเพราะอ่านข้อมูลในรีวิวบอกว่าทางเบตงโค้งเยอะอาจเวียนหัวได้ ทางมาเลย์เป็นเส้นตรงและในเรื่องความปลอดภัยนั้นโอเคกว่า แต่สุดท้ายเปลี่ยนใจเหมารถแทน เพราะได้รับคำแนะนำกว่า เส้นทางเบตงสวยงาม มีอะไรน่ามองมากกว่าไปทางมาเลย์เซียเยอะ แถมมีจุดท่องเที่ยวให้แวะรายทางหลายจุด ทั้งวัดช้างให้ ปัตตานี วัดคูหาภิมุข ยะลา ได้ยินแล้วทำให้เปลี่ยนใจได้ไม่ยาก ด้วยความอยากเที่ยวและแวะตามใจตัวเอง เพราะนั่งรถตู้คงไม่ได้แวะแน่  ถึงแม้ค่าใช้จ่ายในการเหมารถจะค่อนข้างสูงกว่ามากก็ตาม อีกอย่างอยากนั่งรถผ่านเส้นทางเบตง ที่ว่าคดเคี้ยว อาจเมารถ อยู่ในพื้นที่เสี่ยงนั้น มันเป็นยังไง มาเที่ยวทั้งทีระยะทางไกลด้วย ไหนๆมาแล้วเราต้องไปให้สุด

    จากสนามบินหาดใหญ่เข้าสู่ปัตตานีใช้เวลาประมาณชั่วโมงกว่า เป็นเส้นทางตรงตลอด ผ่านบ้านเรือนผู้คน มีด่านตรวจเป็นระยะ แต่ไม่ได้ตื่นเต้นหรือกลัวอะไร เหมือนเจอด่านตรวจแม่สายประมาณนั้น ระหว่างนั่งรถก็มีคำถามจากโกเอ๊กซ์ว่า” เป็นไงรู้สึกว่าไม่ปลอดภัยมั้ย” เรารีบตอบทันที “ก็ไม่รู้สึกนะคะ บรรยากาศเหมือนนั่งรถเที่ยวตามเส้นทางต่างจังหวัดที่เคยนั่งอยู่บ่อยๆ”  ระหว่างทางมองเห็นวิถีชีวิตของผู้คน ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นชาวมุสลิม ยังคงใช้ชีวิตกันตามปกติ แถมวันที่เดินทางคือ วันเด็ก ตลอดเส้นทางมีการจัดงานสังสรรค์ตามโรงเรียน ดูคึกคักมาก

     

    วันแรก

    11.30 น. วัดช้างให้ ปัตตานี

    มาถึงจุดหมายแรกที่ตั้งอยู่ในเส้นทางผ่าน วัดช้างให้ ปัตตานี  ตั้งอยู่ที่ อำเภอโคกโพธิ์ ถือว่าเป็นวัดต้นตำรับของหลวงปู่ทวด เพราะท่านเป็นเจ้าอาวาสองค์แรกของวัดและอัฐิของท่านก็ถูกบรรจุไว้ที่วัดแห่งนี้ วัดช้างให้จึงกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวขึ้นชื่อและเป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ของจังหวัด  ที่เรียกว่าเมื่อมาถึงปัตตานีดินแดนแห่งปลายด้ามขวานแล้วต้องแวะมาให้ได้ ด้านหน้าวัดเป็นที่ตั้งของสถูปหรือมณฑปบรรจุอัฐิหลวงพ่อทวด ชาวบ้านเรียกว่า “เขื่อนหลวงพ่อทวดเหยียบน้ำทะเลจืด” หรือ “เขื่อนท่านเหยียบน้ำทะเลจืด” (คำว่าเขื่อนเป็นภาษาพื้นเมืองทางภาคใต้ หมายถึงสถูปที่บรรจุอัฐิของผู้มีบุญ) ซึ่งสถูปแห่งนี้ถือเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของชาวจังหวัดปัตตานีและใกล้เคียง มีผู้คนไปกราบไหว้บนบานอย่างไม่ขาดสาย ใครเจ็บไข้ได้ป่วยหรือวัตถุสิ่งของถูกขโมย หรือสูญหายก็พากันไปบนบาน ณ ที่สถูปแห่งนี้

     

     

    เมื่อเดินเข้ามาภายในบริเวณวัดจะพบกับซุ้มประตูทางเข้าโดดเด่นสวยงาม ภายในวัดเป็นที่ตั้งของ วิหารหลวงพ่อทวด อุโบสถและตรงกลางเป็นเจดีย์สูงนั้น คือ วิหารพระครูวิสัยโสภณ หรือจะเรียกว่าวิหารยอดก็ได้ เป็นสถาปัตยกรรมแบบอาคารทรงไทยประยุกต์ ฐานบนของวิหารเป็นที่ประดิษฐานพระเจดีย์ทรงลังกาองค์ใหญ่และเจดีย์บริวาร  ซึ่งปัจจุบันอยู่ในระหว่างบูรณะซ่อมแซม เราเดินเข้าไปยังวิหารสมเด็จหลวงพ่อทวด เป็นวิหารที่ประดิษฐานรูปเหมือนของหลวงพ่อทวดขนาดเท่าองค์จริง รูปแบบการก่อสร้างเป็นแบบก่ออิฐถือปูนทรงไทยสวยงาม

     

     

    14.00 น. วัดคูหาภิมุข

    จากวัดช้างให้ใช้เวลาประมาณ 20 นาที ก็เข้าสู่ตัวเมืองจังหวัดยะลา แวะยังจุดหมายต่อไป คือ  วัดคูหาภิมุข  วัดที่สำคัญและเก่าแก่วัดหนึ่งของจังหวัดยะลา เดิมวัดนี้ชื่อ วัดหน้าถ้ำ ภายในวัดมีถ้ำประดิษฐานพระพุทธไสยาสน์ขนาดใหญ่  พระพุทธรูปเก่าแก่หลายองค์ นอกจากนี้ยังมีหินงอกหินย้อยสวยงาม และน้ำใสสะอาดไหลรินจากโขดหิน  มีพิพิธภัณฑ์ศรีวิชัยเก็บวัตถุโบราณมากมาย  บริเวณทางเข้าถ้ำบรรยากาศร่มรื่น มีสระน้ำขนาดใหญ่และสะพานข้าม พร้อมป้ายชื่อวัดถ้ำสีสันสดใส สำหรับนักท่องเที่ยวไว้ถ่ายรูปเช็คอินเก๋ๆ กันบริเวณนี้

     

     

    เมื่อมาถึงทางเดินขึ้นซึ่งจะทำเป็นบันไดขึ้นเพื่อความสะดวก เดินไม่กี่ขั้นก็จะถึงปากทางเข้าถ้ำ มีรูปปั้นยักษ์ ซึ่งชาวบ้านเรียกว่า พ่อท่านเจ้าเขา เป็นรูปปั้นคอนกรีตมีความสูงประมาณ 6 เมตร มีลักษณะไม่เหมือนยักษ์ที่อื่น ตรงที่ท่านเจ้าเขานั้นเป็นยักษ์ป่า มีรูปร่างหน้าตาคล้าย เงาะป่าซาไก ดวงตาโปน มีงูเห่าพันรอบคอและรอบแขน นุ่งผ้าสีแดงเพียงผืนเดียว ยืนถือกระบองอยู่ที่ประตูเข้าถ้ำ พ่อท่านเจ้าเขาสร้างขึ้น เพื่อเป็นขวัญกำลังใจแก่ชาวบ้าน และมีความเชื่อว่าท่านจะปกปักษ์รักษาชาวบ้านหน้าถ้ำให้พ้นภัย และเป็นการป้องกันรักษาองค์พระพุทธไสยาสน์ ไม่ให้คนมาทำมิดีมิร้ายและทำลายองค์พระได้ โดยบริเวณด้านหน้าหลังรูปปั้นมีพระพุทธรูปและรูปปั้นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้สักการะ รวมทั้งรูปปั้นองค์ฤาษีที่บริเวณหินงอกหินย้อยมีน้ำไหลหยดลงมาบริเวณแอ่งหินเล็กๆ ซึ่งมีความเชื่อว่า คือ น้ำศักดิ์สิทธิ์ สามารถเอามือแตะน้ำมาพรมที่ตัวหรือหัว เพื่อความเป็นสิริมงคลได้

     

     

    เมื่อเดินเข้าไปในถ้ำมีลักษณะเป็นห้องโถง ที่เต็มไปด้วยพระพุทธรูปเก่าแก่มากมาย  ภายในห้องโถงประดิษฐานพระพุทธรูปปางไสยาสน์ขนาดใหญ่  ชาวบ้านเรียกว่า พ่อท่านบรรทม พระพุทธไสยาสน์องค์ที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน เป็นองค์ที่มีการบูรณะทับองค์เดิมไว้ องค์เดิมใช้โครงไม้ไผ่จัดสวนเป็นตะแกรงโบกด้วยดินดิบ พระพุทธรูปปางไสยาสน์มีความศักดิ์สิทธิ์ที่เชื่อว่าหากใครได้มากราบไว้ขอพรจะสมดั่งปราถนา นอกจากนี้ภายในถ้ำยังมีพระพุทธรูปเก่าแก่หลายองค์  มีหินงอก หินย้อย และลวดลายหินที่สวยงาม  มีปล่องแสงส่องขนาดเล็กบนเพดานถ้ำ ที่มีแสงลงมาทำให้รู้สึกถึงความขลังมากยิ่งขึ้น

     

     

    เส้นทางจากตัวเมืองยะลาถึงเบตง

    จากตัวเมืองยะลาในช่วงระยะทาง 60 กม. สุดท้าย ก่อนเข้าตัวเมืองเบตง ก็เข้าสู่เส้นทางโค้งที่ร่ำลือกันว่าอาจชวนเวียนหัว แต่พอได้นั่งรถผ่านบอกได้เลยว่า ความโค้งของถนนอยู่ในระดับอนุบาลมาก เมื่อเทียบกับการนั่งรถไปปาย หรือดอยอ่างข่างเพราะโค้งค่อนค้างชันกว่าเยอะ  แต่ที่เบตงถนนไม่ชันแต่แค่โค้งเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นใครที่กลัวการเดินทางมายังเบตงว่าไม่ปลอดภัย โค้งเยอะ กลัวเวียนหัว ลืมไปได้เลย สบายมาก แถมได้ชมวิวผืนป่าเขียวขจีที่สวยงามระหว่างทางเพลินตาไปอีก ก่อนเข้าสู่เมืองเบตงก็แวะพักชมวิวที่สะพานข้ามเขื่อนบางลาง ซึ่งมองเห็นทัศนียภาพของเขื่อนบางลางที่สวยงามอยู่เบื้องล่าง  เพราะฉะนั้นมาเที่ยวเบตงโดยใช้เส้นทางไทยจะนั่งรถตู้ รถทัวร์ หรือขับรถเองไม่ได้มีความน่ากลัวอย่างที่หลายคนคิด

     

    son00155

    son00161

    dew_3368

     son00169

     

    16.00 น. ถึงแล้วเบตง

    แวะเที่ยวมาตลอดทางในที่สุดฉันก็มาถึง เบตง รถค่อยๆผ่านเข้าไปในซุ้มประตูสู่เมืองมองเห็นภาพตัวเมืองเบตงอยู่ตรงหน้า และแล้วภาพความทรงจำในมุมที่ชอบก็ค่อยๆชัดเจนขึ้นมา ได้มาแล้วนะสมความตั้งใจ  เบตง เมืองที่ซ่อนตัวอยู่ในอ้อมกอดของหุบเขาและอากาศเย็นสบาย จนเป็นที่มาของสมญานามว่า  “เมืองในหมอกและดอกไม้” ในตัวเมืองค่อนข้างเล็กมีศูนย์กลางของเมือง คือ หอนาฬิกาขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่กลางสี่แยกมองเห็นเด่นมาแต่ไกล  หอนาฬิกาเป็นสิ่งก่อสร้างเก่าแก่ที่อยู่เคียงคู่กับเมืองเบตงมายาวนาน เปรียบเป็นสัญลักษณ์ของเมือง บริเวณหอนาฬิกาจะเรียกว่าเป็นความคึกคักที่บรรดานักท่องเที่ยวนิยมมาถ่ายภาพ และรอบหอนาฬิกามีทั้งที่พัก ร้านอาหาร ตั้งอยู่ไม่ไกลจากบริเวณนี้

     

     

    บริเวณหอนาฬิกา  คือ ที่ตั้งของตู้ไปรษณีย์ยักษ์ที่ใหญ่ที่สุดโลก ซึ่งสามารถส่งจดหมายได้จริง ตู้ไปรษณีย์มีความพิเศษเพราะมีรูด้านบนกับมีลำโพงเพื่อใช้กระจายเสียงข่าวสารให้กับชาวบ้าน ไปรษณีย์ยังเป็นเครื่องมือสื่อสารสำคัญในอดีตของเบตง เพราะการติดต่อกับภายนอกทำได้อย่างลำบาก จึงต้องพึ่งพาการส่งจดหมายเป็นหลัก บริเวณสี่แยกไม่ไกลกันคือ อุโมงค์เบตงมงคลฤทธิ์  อุโมงค์รถยนต์ลอดภูเขาแห่งแรกของประเทศไทย  ในยามค่ำคืนภายในอุโมงค์มีการติดไฟสวยงาม ทำให้ช่วงเวลาค่ำจุดนี้จะคึกคักไปด้วยนักท่องเที่ยวที่มาเก็บภาพบรรยากาศของแสงสีในยามค่ำ

     

    เบตง

     

    เราเดินทางไปยังที่พัก โมเดิร์นไทย  ซึ่งเราพักตลอด 2 คืน ในเบตง  ที่พักตั้งอยู่ใจกลางเมืองเบตงใกล้กับหอนาฬิกาเพียงไม่กี่ก้าว ใกล้อุโมงค์เบตงมงคลฤทธิ์ สตรีทอาร์ทเบตง ที่พักสะดวกสบาย มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบ ในราคาหลักร้อยคืนละ 890 บาท  ทั้งหมด คือ เหตุผลที่เราเลือกพักที่นี่

     

    son00268

    son00947

    son00179

     

    18.00 น. เดินชมบรรยากาศในเมืองใกล้ที่พัก

    หลังจากพักผ่อนจากการเดินทางมาตลอดทั้งวัน  ออกจากโรงแรมมาเดินเล่นชมบรรยากาศในเมืองสักหน่อย บรรยากาศในเวลานี้ค่อนข้างคึกคัก ร้านค้าอาหารริมถนนเริ่มเปิดให้บริการ อารมณ์แบบสตรีทฟู๊ด ในเวลาใกล้ค่ำบริเวณวงเวียนหอนาฬิกาเปิดไฟสวยงาม มีนักท่องเที่ยวเดินถ่ายรูปค่อนข้างเยอะ และเราจะได้เห็นความพิเศษในช่วงเวลานี้ นั่นคือ ฝูงนกนางแอ่นจำนวนมาก ส่งเสียงร้องบินวนไปมา เกาะสายไฟ  โดยเฉพาะหอนาฬิกาและอาคารบ้านเรือน เป็นภาพที่สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับนักท่องเที่ยวที่ได้พบเห็น

     

    เบตง

     

    จากหอนาฬิกาเดินไปไม่ไกล ก็จะถึงอุโมงค์เบตงมงคลฤทธิ์  เป็น อุโมงค์รถยนต์ลอดภูเขาแห่งแรกของประเทศไทย  ในยามค่ำคืนภายในอุโมงค์มีการติดไฟสวยงาม ทำให้ช่วงเวลาค่ำ จะคึกคักไปด้วยนักท่องเที่ยวที่มาเก็บภาพบรรยากาศของแสงสีในยามค่ำ

     

     เบตง

    เบตง

    เบตง

     

    19.00 น. ทานอาหารร้านบ้านคุณชาย

    นอกจากเป็นเมืองที่ขึ้นชื่อในเรื่องท่องเที่ยวแล้ว เบตงนั้นถือว่าเป็นเมืองแห่งอาหาร ที่มีอาหารท้องถิ่นรสชาติดีให้ลิ้มลองมากมาย เช่น ไก่สับเบตง ปลานิลสายน้ำไหล กบภูเขา  ปลาจีน ผัดผักน้ำ หมี่เบตง   เฉาก๊วยโบราณ  เราได้มาลิ้มรสความอร่อยในระดับตำนานของเบตง ที่ร้านบ้านคุณชาย ร้านอาหารชื่อดังที่มีเมนูอาหารในระดับพรีเมี่ยมและขึ้นชื่อของเบตงรวมอยู่ที่นี่ เพราะฉะนั้นมาทานอาหารที่ร้านนี้ เราก็จะได้ทานอาหารท้องถิ่นขึ้นชื่อแบบครบเกือบทุกเมนู

     

    son00326

     

    และนี่คือ หน้าตาอาหาร ทั้งหมด เยอะมากสำหรับการทานกัน  2  คน เน้นเฉพาะเมนูเด่น  เริ่มจาก ไก่สับเบตง ที่มีชื่อเสียงคู่บ้านคู่เมืองมานาน ได้ชื่อว่าเอร็ดอร่อยกว่าไก่สายพันธุ์อื่น มาถึงถิ่นทั้งทีต้องลอง คำแรกที่ได้ทาน อร่อยสมคำร่ำรือตั้งแต่กินไก่สับมาต้องยกให้ที่นี่เป็นที่หนึ่ง  ไก่เบตงเป็นไก่ที่มีลักษณะพิเศษเนื่องมาจากสายพันธุ์ที่มาจากจีนแผ่นดินใหญ่เลี้ยงด้วยวิธีแบบโบราณคือ ปล่อยให้หากินเองตามธรรมชาติ และการหุงข้าวให้กิน ผสมข้าวโพด ทำให้เนื้อมีรสชาติพิเศษกว่าไก่ชนิดอื่น หนังจะกรอบไม่มีมันแทรก เนื้อนุ่ม หนังมีสีเหลืองอ่อน ไม่ขาวเหมือนไก่ทั่วไป  ทำให้เวลาเราทานไก่เบตงจะไม่รู้สึกถึงความมันเลี่ยน ไก่เบตงจากร้านบ้านคุณชาย มาจากฟาร์มโกช้าง ซึ่งเป็นฟาร์มเลี้ยงไก่รายใหญ่ที่ขึ้นชื่อของเบตง

     

    son00334

     

    ส่วนเมนูอื่นๆ ซึ่งถือว่าเป็นเมนูเด่น ได้แก่ ปลานิลลวกจิ้ม มาพร้อมผัก น้ำซุปและน้ำจิ้มทานแบบสุกี้ ปลานิล ชื่อนี้อาจดูเป็นปลาที่ธรรมดาที่ทานกันอยู่บ่อย แต่ทำไมกลายเป็นอาหารขึ้นชื่อของเบตงไปได้ เพราะปลานิลที่นี่มีลักษณะพิเศษอีกแล้ว  คือ เป็นปลานิลที่เลี้ยงในสายน้ำไหลเย็นจากเทือกเขาสันกาลาคีรีทำให้เนื้อปลามีไขมันแทรกเนื้อจึงนุ่ม ประกอบกับปลาได้ว่ายทวนสายน้ำทำให้เนื้อแน่น และสายน้ำที่ไหลผ่านตัวปลาทำให้ปลาไม่มีกลิ่นโคลน รสชาติเวลาทานปลานิลเบตง เหมือนกับกำลังทานปลากระพง ไม่มีกลิ่นดินมารบกวน แถมเนื้อนุ่มและสดมาก จึงเป็นอีกเมนูหนึ่งที่ห้ามพลาดต้องสั่ง

     

    son00337

     

    กบภูเขา อีกหนึ่งเมนูเด่น จะสั่งแบบทอดกระเทียมพริกไทย หรือแกงส้มใส่ดอกดาหลาก็ได้ เราสั่งแกงส้มมาลองทาน เพราะกบทอดกระเทียมกินบ่อยแล้ว กบภูเขา อาหารขึ้นชื่อและสัตว์เศรษฐกิจของเบตง เป็นกบที่อาศัยอยู่ตามธรรมชาติ ในป่าเบญจพรรณที่มีความอุดมสมบูรณ์สูง ทำให้มีขนาดใหญ่กว่ากบทั่วไปและเนื้อนุ่มแน่น  ชาวเบตงนิยมนำประกอบอาหารหลากหลายประเภท เมนูกบภูเขามีขายอยู่ตามร้านอาหารชื่อดังของเบตงหลายร้าน นักท่องเที่ยวหลายคนได้มาทานแล้วจะติดใจในความอร่อยของเนื้อกบ รวมทั้งเราด้วยเพิ่งเคยทานแบบแกงส้มครั้งแรก ได้รสชาติแบบแกงส้มใต้ขนานแท้ แถมได้กลิ่นหอมแบบสมุนไพรจากดอกดาหลา เมนูนี้ให้ 10 ดาวไปเลย

     

    son00332

     

    กุ้งผัดไข่เค็ม เพิ่งเคยทานครั้งแรก เป็นความกลมกล่อมและลงตัวของเนื้อกุ้งตัวโตที่ทอดมาอย่างกรอบ กับรสชาติกับไข่เค็มและน้ำซอสแบบขลุกขลิก รสชาติโดยรวมของอาหารทุกจานของร้านบ้านคุณชายต้องยกนิ้วให้ คือ อร่อยมากกกก กไก่ล้านตัว มาเบตง แนะนำต้องมาทานอาหารร้านบ้านคุณชาย กลับที่พักนอนหลับอย่างมีความสุขกับการได้ทานอาหารอร่อยมื้อนี้ซึ่งเป็นมื้อแรกที่เบตง ประทับใจมาก

     

    son00328

     

     

    วันที่สอง  เริ่มเที่ยวรอบเมืองเบตง +ในเมืองเบตง

     

    เบตง แบ่งสถานที่ท่องเที่ยวออกเป็น 2  เส้นทางสำคัญ คือ เที่ยวในเมืองเบตง ซึ่งสถานที่ท่องเที่ยวในตัวเมือง ได้แก่ หอนาฬิกา สตรีทอาร์ต ตู้ไปรษณียยักษ์ อุโมงเบตงมงคงฤทธิ์ พิพิธภัณฑ์เมืองเบตง สนามกีฬาเบตง และสถานที่ท่องเที่ยวที่ออกไปนอกเมือง ได้แก่  ทะเลหมอกอันเยอร์เวง ทะเลหมอกฆูนุงซีลีปัต  น้ำตกเฉลิมพระเกียรติ ร9 อุโมงค์ปิยะมิตร สวนดอกไม้เบตง บ่อน้ำร้อนเบตง  สถานที่ท่องเที่ยวนอกเมืองตั้งในเส้นทางที่ใกล้กัน  จึงนิยมเที่ยวในรูทเดียวกันโดยใช้เวลาเพียงครึ่งวันเท่านั้นก็เที่ยวได้ครบ

     

    05.00 น. ชมทะเลหมอกอันเยอร์เวง

    เราตื่นแต่เช้า ประมาณตี 5 คือเวลานัดหมายเพื่อไปชมทะเลหมอกอันเยอร์เวง โดยใช้บริการรถเช่าของโกเอ๊กซ์เช่นเคย  ทะเลหมอกอัยเยอร์เวง  ตั้งอยู่ที่ตำบลอัยเยอร์เวง อำเภอเบตง จังหวัดยะลา เป็นจุดชมวิวทะเลหมอกยอดฮิตของเบตงที่เดินทางสะดวกรถขึ้นถึง และมีทะเลหมอกให้ชมตลอดทั้งปี ทะเลหมอกอัยเยอร์เวง  ตั้งอยู่ห่างจากตัวอำเภอเบตง ประมาณ 40 กิโลเมตร ในพื้นที่ของเขาไมโครเวฟ มีความสูงจากระดับน้ำทะเล 2,038 เมตร เป็นทะเลหมอกที่ใหญ่และสวยงาม ในช่วงเวลาเช้าจุดชมวิวแห่งนี้จะกลายเป็นสวรรค์บนดินเปิดให้นักท่องเที่ยวเต็มอิ่มกับทะเลหมอก  สัมผัสอากาศอันบริสุทธิ์ และทัศนียภาพที่สวยงามของยอดเขาไมโครเวฟ

     

     

    จุดชมวิวทะเลหมอกอัยเยอร์เวง สามารถเที่ยวได้แบบ Day trip โดยมีให้ชม 2 จุด คือ จุดชมวิวที่ 1 และจุดชมวิวที่ 2 ซึ่งอยู่ถัดลงมา แต่ในช่วงวันหยุดเสาร์ อาทิตย์ จะมีนักท่องเที่ยวมาชมทะเลหมอกจำนวนมาก ในภาพนี้ คือ จำนวนนักท่องเที่ยวที่ค่อนข้างหนาแน่นในจุดชมวิวที่ 1 ซึ่งเป็นจุดชมวิวสูงสุด ส่วนใหญ่ก่อนพระอาทิตย์ขึ้นจะมุ่งตรงกันมาที่นี่ก่อน  ซึ่งมีพื้นที่ค่อนข้างแคบและมีจำนวนจำกัด ในช่วงเช้าแทบจะไม่มีที่ยืนกันเลยทีเดียว แอบตกใจนิดหน่อยที่มีคนมาเที่ยวมากมายขนาดนี้

    ***สำหรับการขึ้นมาชมทะเลหมอกจุดชมวิวที่ 1 ไม่สามารถนำรถขึ้นมาได้ ต้องจอดรถไว้บริเวณจุดจอดรถแล้วเดินขึ้นมาประมาณ 500 เมตร หรือจะใช้บริการรถมอเตอร์ไซต์รับจ้างบริเวณจุดจอดรถราคาคนละ 20 บาท แนะนำให้ใช้บริการค่ะ เพราะหากเดินไกลอยู่นะ

     

     

    เรารอเวลาจนถึงประมาณ 7 โมงกว่า นักท่องเที่ยวเริ่มน้อยลงบ้าง พอจะมีที่ให้ชมวิวและถ่ายภาพ เนื่องจากจุดชมวิวจุดแรกตั้งอยู่บนจุดสูงสุด เลยทำให้สามารถมองเห็นทะเลหมอกได้ในมุมสูงกว่าระดับสายตา น่าเสียดายวันที่เดินทางอากาศค่อนข้างครึ้มเลยทำให้มองไม่เห็นแสงอาทิตย์ ก็จะได้ภาพสายหมอกแบบทึมๆ มาแทน ถามคนในพื้นที่ว่าควรจะมาเที่ยวในช่วงไหน ถึงจะได้แสงสวยๆ ฟ้าใสๆ แน่นอนแบบไม่ต้องหวั่นเรื่องอากาศว่าฝนจะตกเพราะเราเลือกมาช่วงเดือนมกราคมอากาศก็ยังคล้ายฤดูฝน  ได้รับคำตอบว่า ช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน แน่นอนที่สุด ยังมีทะเลหมอกให้ชม ฟ้าใสแสงสวย

     

     

    หลังจากชมวิวจุดที่ 1 แล้ว ประมาณ 7.30 น. ก็นั่งมอเตอร์ไซต์ลงมายังจุดชมวิวจุดที่ 2  จุดนี้รถขึ้นถึงให้จอดรถบริเวณจุดชมวิวได้ เพราะตรงนี้คือ พื้นที่ร้านค้าอาหาร เห็นวิวแล้วเสียดายมาก น่าจะอยู่ตรงนี้แต่แรก แนะนำเลยค่ะ ใครมาชมทะเลหมอกมุ่งมาตรงนี้ก่อน  โดยส่วนตัวชอบจุดชมวิวที่ 2 มากกว่า เพราะเป็นลานระเบียงกว้างวิวสวยกว่ามาก ช่วงเช้าก่อนพระอาทิตย์ขึ้นคนน้อยมาก เพราะส่วนใหญ่มุ่งไปจุดชมวิวที่ 1 กัน ส่วนตรงจุดที่ 2 จะลงมาหลังจากชมวิวจุดที่ 1 แล้ว จุดชมวิวที่ 2  เป็นลานระเบียงลดหลั่นให้ยื่นชมวิว  5 จุด  แต่ละจุดมีป้ายและมุมสวยให้ถ่ายภาพและสามารถเห็นทะเลหมอกได้แบบใกล้ชิดในระดับสายตา

     

     

     

    ยืนมองทะเลหมอก รู้สึกมีความสุขอย่างบอกไม่ถูก ถึงแม้บรรยากาศจะคล้ายฤดูฝนแต่โดยส่วนตัวหมอกก็ยังสวยและอลังการ ได้เห็นรอยยิ้ม เสียงหัวเราะของนักท่องเที่ยวก็สุขใจไปด้วย  นักท่องเที่ยวที่มาชมทะเลหมอกส่วนใหญ่เป็นคนมาเลเซีย และประชาชนในภาคใต้แถวสงขลา ปัตตานี และนราธิวาส คนกรุงเทพค่อนข้างน้อยเพราะอาจกลัวๆกัน แต่อยากบอกว่าเบตง เป็นเมืองท่องเที่ยว ที่ไม่มีอะไรน่ากลัวเลยสักนิด เดินทางไปเที่ยวเชียงใหม่ เชียงรายได้ ก็ต้องเดินทางมาเที่ยวเบตงได้ค่ะ ฟีลเดียวกัน

     

     

    08.00 น. น้ำตกเฉลิมพระเกียรติ ร9

    จากทะเลหมอกอันเยอร์เวง เราเดินทางไปต่อยัง น้ำตกเฉลิมพระเกียรติ ร9 ซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลกันนัก  เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของเบตง ตั้งอยู่ริมถนนทางหลวงสาย 410 ยะลา-เบตง บริเวณ กิโลเมตรที่ 33 บ้าน กม.32  ชื่อเดิม คือ น้ำตก “วังเวง” หรือ “อัยเยอร์เค็ม” เพราะเรียกตามชาวจีนที่มาทำเหมืองกับฝรั่งในยุคมลายูเป็นอานานิคมอังกฤษ ชื่อ เข่ง ชาวบ้านเรียก “ไอเข่ง” “ไอเกง” เพี๊ยนเป็น “อัยเยอร์เค็ม” ต่อมาในปีมหามงคลครบรอบ 72 พรรษาของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในปี 2542 จึงได้เข้ามาพัฒนาบุกเบิกเส้นทาง พัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยว และได้เปลี่ยนชื่อเป็น น้ำตกเฉลิมพระเกียรติ ร.9 ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา จากถนนสายหลักไปยังทางเข้าน้ำตกบางช่วงเป็นทางดินและแคบเล็กน้อย เมื่อมาถึงทางเข้าน้ำตกเดินเท้าต่อไปอีกประมาณ  700 เมตร ระหว่างทางเห็นลำธารที่ไหลมากจากตัวน้ำตกข้างบนตลอดเส้นทาง บรรยากาศร่มรื่นเย็นสบาย

     

    เบตง

     

    น้ำตกตั้งอยู่ในป่าที่อุดมสมบูรณ์ ไหลมาจากหน้าผาสูง กว่า 30 เมตร ทำให้มีละอองน้ำลอยตามอากาศ รอบบริเวณปกคลุมไปด้วยพรรณไม้เขียวขจี มีศาลาสำหรับนั่งพักผ่อนชมวิวน้ำตกประมาณ 2 จุด ตอนแรกเห็นน้ำตกแค่ในภาพ มาเห็นของจริงไม่คิดว่าจะสวยงามขนาดนี้คล้ายกับน้ำตกที่ลอซู สายน้ำจากที่สูงไหลลงมาตามโขดหินน้อยใหญ่ นั่งพักผ่อนฟังเสียงน้ำตกเพลินดีแท้ ชอบมากบรรยากาศร่มรื่นและเงียบสงบเหมาะสำหรับมาพักผ่อนมากน้ำตกเฉลิมพระเกียรติ ร.9   ถึงแม้จะเป็นน้ำตกขนาดเล็ก แต่มีน้ำไหลตลอดทั้งปี

     

     

    จากน้ำตกเฉลิมพระเกียรติ ร9 ระหว่างทางแวะไปถ่ายภาพที่ สะพานแตปูซู สะพานแขวนไม้ข้ามแม่น้ำปัตตานี ที่ชาวบ้านบริเวณนี้ยังคงใช้สัญจรไปมาตามปกติ เดินชมวิวริมแม่น้ำปัตตานี้ ท่ามกลางธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์  มีความสดชื่นเบาๆ นอกจากนี้ตรงจุดนี้ยังเป็นสถานที่ล่องแก่ง อีกด้วย

     

    son00611

     son00589

    son00599

    son00609

     

    09.30 น. แวะทานเฉาก๊วยเบตง กม. 4

    เฉาก๊วยหรือวุ้นดำ เป็นขนมขึ้นชื่อของอำเภอเบตง ซึ่งทำจากหญ้าชนิดหนึ่ง ที่มีปลูกในประเทศจีน เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สืบทอดมาตั้งแต่บรรพบุรุษ ซึ่งอพยพมาจากประเทศจีน ประมาณ 30 กว่าปีมาแล้ว และถ่ายทอดให้ลูกหลานได้ทำสืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน เป็นอาหารที่เป็นเอกลักษณ์ของอำเภอเบตงอีกชนิดหนึ่งด้วย โดยนำมาต้มกับส่วนผสมแล้วกรองเอาเฉพาะน้ำ เพื่อแยกหญ้าวุ้นดำออกจากน้ำ ซึ่งกลายเป็นสีดำ จากนั้นนำแป้งมันสำปะหลังผสมกับน้ำที่ได้จากการกรองในขณะที่ยังร้อน แล้วคนให้เข้ากัน ทิ้งไว้จนกว่าจะกลายเป็นวุ้น นิยมรับประทานกับน้ำเชื่อมแล้วเติมน้ำแข็ง ความแตกต่างของเฉาก๊วยเบตงนั้น คือ เนื้อมีความเด้งดึ๊งไม่นิ่มจนเกินไป ทานแล้วละมุนลิ้น  ร้านเฉาก๊วยในเส้นทางนี้มีอยู่ประมาณ 2 ร้าน แต่ร้านดั้งเดิม คือ บ้านไม้ดั้งเดิม เจ้าแรก ซึ่งนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะทานกันที่ร้านนี้ และที่สำคัญไม่ใช่ว่ามาถึงแล้วจะสั่งทานได้เหมือนร้านทั่วไป ต้องโทรจองล่วงหน้าถึงจะได้ทาน ประมาณสิบโมงกว่าของก็หมดแล้วค่ะ  แต่ถ้ามาเที่ยวเบตงโดยใช้บริการของรถนำเที่ยวก็จะมีการจองไว้ให้ล่วงหน้าตามจำนวนคนอยู่แล้ว แต่ถ้าขับรถเที่ยวเองก็โทรจองเองได้เลยค่ะ เบอร์ตามหน้าถุง กี่ถ้วยก็ว่ากันไป

     

    son00618

    son00621

    son00635

     

    10.30 น. อุโมงค์ปิยะมิตร ชมต้นไม้พันปี

    ชื่นใจกับการทานเฉาก๊วยพอหอมปากหอมคอ  จุดหมายต่อไป อุโมงค์ปิยะมิตร เป็นอุโมงค์ดินที่อดีตขบวนการโจรคอมมิวนิสต์มลายา สร้างขึ้น สำหรับเป็นฐานปฏิบัติการต่อสู้ทางการเมือง แต่ต่อมาได้กลับมาร่วมพัฒนาชาติไทย  อุโมงค์ปิยะมิตร สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2519 ใช้หลบการโจมตีทางอากาศและสะสมเสบียง ในปัจจุบันได้เปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวให้แก่นักท่องเที่ยวที่สนใจเข้ามาเรียนรู้ประวัติศาสตร์ในอดีต บริเวณทางเข้ามีรูปปั้นเจ้าแม่กวนอิมขนาดใหญ่ให้ได้ไหว้สักการะขอพร  เดินมาอีกนิดจะเห็นซุ้มประตูพร้อมป้ายชื่อ เต็มไปด้วยกลิ่นอายของวัฒนธรรมจีน โดยเสียค่าเข้าชมคนละ 40 บาท การไปชมอุโมงค์ปิยะมิตร ต้องเดินเท้าเข้าไป ใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมงจะถึงตัวอุโมงค์ โดยจัดทำเป็นเส้นทางเดินแบบบันไดตลอดเส้นทางภายใต้ร่มเงาของพรรณไม้กำบังแดดได้เป็นอย่างดี  เดินไปอาจมีเหนื่อยบ้าง ระหว่างทางก็จะมีจุดแวะต่างๆ

     

     

    กว่าจะเดินมาถึงอุโมงค์แอบเหนื่อยนิดหน่อยพอได้เหงื่อ ทางเข้าอุโมงค์มีหลายทาง โดยเรียกชื่อ อุโมงค์ที่  1 2 3 4 5 6  โดยมีทางออกทั้งหมด 6  ทางกระจายไปตามจุดต่างๆ จะเลือกเข้าชมอุโมงค์ไหนและออกตรงจุดไหนก็ได้ แต่แนะนำให้ไปออกที่ทางออกอุโมงค์ ที่ 1 ซึ่งจะเป็นเส้นทางที่ใกล้ที่สุดสำหรับเดินไปชมต้นไม้พันปีต่อ  สำหรับอุโมงค์นี้ถูกสร้างขึ้นในปี 2519 การสร้างใช้กำลังคน 40 – 50 คน ขุดเข้าไปในภูเขา และใช้เวลาเพียง 3 เดือน จึงแล้วเสร็จ อุโมงค์มีความกว้าง 50-60 ฟุต ยาวประมาณ 1 กิโลเมตร สามารถจุคนได้เกือบ 200 คน มีทางเข้าออกทั้งหมด 9 ทาง เชื่อมต่อถึงกันหมด ปัจจุบันเหลือ 6 ทาง ภายในมีสถานีวิทยุของ จคม. ห้องนอน ห้องเก็บเสบียง มีซอกมีมุมให้เลี้ยวลัดเลาะ ด้านบนเป็นป่ามีต้นไม้ใหญ่มากมายปกคลุม ยากแก่การค้นหาและถูกค้นพบโดยทหารฝ่ายรัฐบาล  ภายในอุโมงค์มีการติดตั้งไฟฟ้าตลอดแนว อากาศภายในเย็นสบายไม่อึดอัด  ตลอดอุโมงค์จะพบเห็นร่องรอยของการดำเนินชีวิตที่ยังคงหลงเหลืออยู่ เช่น ห้องนอนที่มีเตียงดิน ก่อติดกับผนัง อุปกรณ์ในการสู้รบ และเครื่องไม้เครื่องมือในการเดินป่า รวมทั้งห้องบัญชาการรบ ซึ่งจุคนได้ถึง 200 คน

     

     

    บริเวณภายนอกอุโมงค์ซึ่งเคยเป็นลานกว้างสำหรับฝึกกำลังพล แต่ปัจจุบันได้มีการจัดนิทรรศการและพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ สำหรับให้ความรู้นักท่องเที่ยว นอกจากนี้ยังมีศาลเจ้าศักดิ์สิทธิ์ตั้งอยู่ใกล้กับพิพิธภัณฑ์ด้วย

     

     

    เดินไปจนสุดทางใช้เวลาประมาณ 10 นาที จะพบกับต้นไทรพันปี ซึ่งเป็นอีกหนึ่งไฮไลท์ของการเที่ยวอุโมงค์ปิยะมิตร ต้นไทรสวยงามแปลกตา มีโพรงขนาดใหญ่จำนวน 2 โพรง บริเวณลำต้นให้เราได้เดินเข้าไปด้วย

     

     

    จากนั้นก็เดินกลับอีกเส้นหนึ่งเป็นลักษณะการเดินแบบวงกลม มาถึงบริเวณด้านหน้า บริเวณทางเข้ามีร้านจำหน่ายอาหาร ร้านขายของที่ระลึก รวมทั้งผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่ได้จากธรรมชาติ เช่น เห็ดหลินจือ ยาสมุนไพร หลังจากเดินไปชมอุโมงค์ไปจนถึงต้นไม้พันปี ซึ่งใช้พลังค่อนข้างเยอะ มีความเหนื่อยและหมดแรงเบาๆ แวะทานอาหารเพิ่มพลังที่ร้าน ลำธาร เป็นร้านอาหารสไตล์จีน ที่รสชาติอร่อยมาก แนะนำต้องแวะทาน สั่ง ผัดผักน้ำ และหมูอะไรสักอย่างจำชื่อไม่ได้แล้ว หมูเนื้อนุ่ม มีความเปรี้ยวอมหวาน รสชาติดีมาก ส่วนไก่นั้นเป็นไก่มาเล ที่เรียกว่าอร่อยไม่แพ้ไก่เบตง

     

     

     

    อิ่มท้องแล้วไปกันต่อ ที่สวนหมื่นบุปผา ระหว่างทางผ่านเส้นทางที่คดเคี้ยวนิดหน่อย มองเห็นเส้นโค้งของถนนที่สวยงามมาก มาช่วงเดือนมกราคม ป่ายางกำลังเปลี่ยนสีสวยงาม

     

    son00726

     

    12.30 น. สวนหมื่นบุปผา สวนดอกไม้เบตง

    สวนหมื่นบุปผา หรือเรียกว่า สวนไม้ดอกเมืองหนาวเบตง เป็นสวนดอกไม้เมืองหนาวแห่งเดียวในภาคใต้  เนื่องจากเบตงมีสภาพอากาศที่เหมาะสม ด้วยสภาพภูมิประเทศที่อยู่สูงจากระดับทะเลปานกลางราว 800 เมตร มีอากาศเย็นสบายตลอดปี ระบบน้ำเพียงพอ จึงมีความเหมาะสมกับการปลูกไม้ดอกเมืองหนาวนานาชนิด สวนดอกไม้นี้อยู่ท่ามกลางภูเขา ในโครงการตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี  ที่มีดอกไม้นานาพันธุ์บานสะพรั่ง คอยเชื้อเชิญผู้มาเยือน ความสวยงามของดอกไม้ที่ปลูกเรียงรายเป็นทิวแถวเย้ายวนให้นักท่องเที่ยวเข้าไปเที่ยวชม และสัมผัสกับสภาพภูมิอากาศที่มีอุณหภูมิต่ำกว่าพื้นที่อื่นของภาคใต้

     

     

    ก่อนจะเข้ามาถึงพื้นที่ของสวนดอกไม้ ก็จะพบกับโรงเรือนปลูกแปลงดอกเบศจมาศหลากสีสันสวยงาม ทั้งสีเหลือง ม่วง ขาว ชมพู เคยเห็นแต่โรงเรือนปลูกเบญจมาศตามภาคเหนือและสวนบิกเต้ ที่สระบุรี ไม่คิดว่าจะได้มาเห็นภาพแบบนี้ที่เบตงด้วย

     

     

    จากนั้นเข้ามาภายในสวนดอกไม้ โดยจะแบ่งเป็นแปลงปลูกไม้ดอกกลางแจ้ง เช่น แกลดิโอลัส บานไม่รู้โรย ดาวเรือง ซัลเวีย รักเร่ ซ่อนกลิ่น ฮอลลีฮ็อก ผีเสื้อ พีค็อก สร้อยทอง แอสเตอร์จีน เสี้ยนฝรั่ง เป็นต้น มีกันหันลมแบบเนเธอแลนด์ สะพานท่ามกลางสวน และป้ายชื่อสวนดอกไม้บุบผาราม ที่ตั้งอยู่ข้างบนโดดเด่น

     

     

    ตรงข้ามกับสวนดอกไม้กลางแจ้ง คือ สวนดอกไม้ในโรงเรือน ที่มีดอกไม้หลากสี  ได้แก่ ลิลลี่ แอสเตอร์ เบญจมาศ กุหลาบ พีค๊อก เยอบีร่า แกลดิโอลัส ตุ้มหูนางฟ้า และอีกหลายสายพันธุ์  แต่ดอกลิลลี่จะสามารถชมได้เฉพาะในช่วงฤดูหนาวและช่วงที่มีจะเทศกาลดอกไม้งามเบตง คือ เดือน มกราคม เป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่ให้คุณสัมผัสกับบรรยากาศของเมืองดอกไม้นานาชนิด ไปพร้อมๆ กับอากาศเย็นสบายของเมืองเบตง

     

     

     

    13.30 น. บ่อน้ำร้อนเบตง

    ปิดทริปเส้นทางท่องเที่ยวรอบเมือง กันที่ บ่อน้ำร้อนเบตง ไปแช่น้ำร้อนให้ผ่อนคลายจากความเมื่อยล้ากันสักหน่อย   เป็นบ่อน้ำร้อนธรรมชาติขนาดใหญ่ มีพื้นที่ประมาณ 3 ไร่ โดยจะมีน้ำร้อนผุดขึ้นมาจากใต้ดิน ประกอบด้วยแร่ธาตุต่างๆ มากมาย อุณหภูมิของน้ำอยู่ที่ประมาณ 80 องศาเซลเซียส ซึ่งตรงจุดที่มีน้ำเดือดนี้ สามารถต้มไข่ไก่ได้จนสุกภายใน 10 นาที โดยได้ปรับปรุงภูมิทัศน์โดยรอบบ่อน้ำร้อน ให้มีความสวยงาม แต่ยังคงความเป็นธรรมชาติ เพื่อให้เหมาะสำหรับการมาพักผ่อนหย่อนใจ

     

    son00810

    son00813

     

    ภายในบ่อน้ำร้อนเบตง มีสระน้ำขนาดใหญ่สำหรับกักน้ำจากน้ำพุร้อน เพื่อให้ประชาชน และนักท่องเที่ยว ได้ใช้อาบหรือแช่เท้าเล่น ซึ่งแต่ละโซนออกแบบอย่างได้มาตรฐาน ถูกสุขลักษณะ ทั้งบ่อน้ำร้อนบ่อใหญ่ บ่อแช่น้ำร้อนใหม่ และอาคารธาราบำบัด โดยเชื่อกันว่าน้ำแร่แห่งนี้ สามารถบรรเทารักษาโรคภัยต่างๆ ได้เป็นอย่างดี อาทิ โรคปวดเมื่อย โรคเหน็บชา โรคผิวหนัง เป็นต้น ตลอดจนมีอาคารสำหรับพักค้างคืน ที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกสบายอย่างครบครัน เปิดให้เข้าชมทุกวัน ตั้งแต่เวลา 09.00 – 17.00 น.

     

    son00811

    son00818

    son00815

     

    15.30 น. นั่งรถชมเมือง ถ่าพภาพสตรีทอาร์ต

    กลับมาถึงที่พักประมาณบ่ายสองโมงกว่า พักผ่อนกันสักครู่  บ่ายสามโมงครึ่งจึงเริ่มกิจกรรมท่องเที่ยวในตัวเมืองเบตง นั่งรถชมเมืองถ่ายภาพสตรีทอาร์ต  นอกจากจะเที่ยวตามแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ และประวัติศาสตร์ที่อยู่นอกเมืองแล้ว แน่นอนกิจกรรมที่ไม่ควรพลาด คือ  เที่ยวในตัวเมืองเบตง ชมวีถีชีวิตของผู้คน อาคารบ้านเรือนที่มีสถาปัตยกรรมอันเป็นเอกลักษณ์ ท่ามกลางวิวทิวทัศน์ที่สวยงามกลางหุบเขา ถ่ายภาพสตรีทอาร์ตน่ารักที่สะท้อนเรื่องราวและวิถีชีวิตของความเป็นเบตงได้อย่างดีเยี่ยม ช่วยแต่งแต้มสีสันให้เมืองเบตงมีบรรยากาศที่สดใสและน่าเที่ยวมากขึ้น โดยภาพวาดมีประมาณ 11 ภาพ แต่ละภาพจะวาดอยู่ตามผนังอาคารบ้านเรือน ในตรอกซอกซอย ให้ได้แวะแชะถ่ายภาพ ครีเอทท่ากันอย่างสนุกสนาน

    จุดเริ่มต้นเที่ยวชมเมืองถ่ายภาพสตรีทอาร์ต  หากใครพักในตัวเมืองซึ่งที่พักมีอยู่ประมาณ 3-4 แห่ง ที่พักส่วนใหญ่ตั้งอยูใกล้หอนาฬิกาในพิกัดที่สามารถเดินได้ในระยะไม่กี่ร้อยเมตรเกือบทั้งหมด แต่ถ้าพักที่โมเดิร์นไทยก็จะใกล้แบบเดินไม่กี่ก้าวก็ถึงหอนาฬิกาและใกล้กับซอยที่มีสตรีทอาร์ตหลายภาพ  ซึ่งแต่ละโรงแรมก็จะมีใบปลิวที่อธิบายสถานที่ท่องเที่ยวและภาพสตรีทอาร์ตว่าอยู่ตรงไหนบ้าง จะเดินเที่ยวเองก็ได้แต่เอาจริงๆ ในฐานะนักท่องเที่ยวที่ไม่ได้อาศัยอยู่ในเบตง คงไม่ง่ายที่จะรู้จักถนนหนทางในเมืองนี้ และเดินหาสตรีทอาร์ตได้ครบหมดถ้าไม่มีคนนำทาง เพราะภาพอยู่รอบเมืองค่อนข้างกระจายกันพอสมควร ถึงแม้จะมีการบอกพิกัดอย่างชัดเจนก็ตามแต่บางทีเราอ่านก็ยังงงอยู่ดี ซอยที่ว่านี้อยู่ตรงไหน เดินไปยังไง จะไม่เหมือนสตรีทอาร์ตภูเก็ต ตรัง  เพราะค่อนข้างจะอยู่ในโซนเดียวกัน หากต้องการความสะดวกรวดเร็วแถมได้เที่ยวชมเมือง ได้อารมณ์ของการนั่งรถท้องถิ่นเที่ยว แนะนำใช้บริการรถสองแถวในเมืองเบตง เป็นรถสองแถวทิ่วิ่งรอบเมือง โดยเหมาในราคาเที่ยวละ 200-300 บาท ซึ่งไม่แพงเลย เพราะพาเที่ยวชมเมืองและถ่ายภาพสตรีทอาร์ตเด่นๆ ทุกจุด หรืออยากแวะตรงจุดไหนก็บอกได้ โดยใช้เวลาประมาณ 2  ชั่วโมงกว่า ถ้าจุดไหนจอดรถได้ก็จะจอดรอ หากจอดไม่ได้ก็จะวนมารับ เราเริ่มโปรแกรมเที่ยวชมเมืองกันประมาณบ่ายสามโมงครึ่ง

     

     

    จุดแรก เพื่อความเป็นศิริมงคลของการเที่ยวชมเมืองเบตง รถสองแถวพาเราแวะไป  วัดพุทธาธิวาส วัดสวยที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองเบตง โดยองค์เจดีย์ตั้งอยู่บนเนินเขา มีบรรยากาศร่มรื่นทัศนียภาพงดงาม มองเห็นภูเขาที่รายล้อมเมืองเบตงอยู่เบื้องหน้า วัดพุทธาธิวาส มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่พุทธศาสนิกชนนิยมมาสักการะบูชา 3 สิ่งคือ พระมหาธาตุเจดีย์ พระพุทธธรรมประกาศ พระพุทธธรรมกายมงคลปยุรเกศานนท์สุพพิธาน และวิหารหลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด

     

    จากนั้นพาถ่ายภาพสตรีทอาร์ตที่เป็นภาพเด่นๆ เริ่มจาก ภาพกบภูเขากำลังกินป๊อบคอร์น  ต่อด้วยตู้ไปรษณีย์สีแดง ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ของเมืองเบตง ภาพชุดนี้เพิ่มสีสันด้วยภาพเด็กผู้หญิงสะพานเป้เหมือนนักท่องเที่ยว น้องแมว น้องหมาซึ่งเชือกให้เราทำท่าจูงด้วย  พิกัดอยู่ในซอยภมรสิงห์

     

     

    ภาพต่อไปอยู่แถวซอยตรงข้ามร้านอาหารต้าเหยิน เป็นภาพไก่เบตง ในจุดเดียวกันมีภาพเด็กอ้วนถือชามที่มีภาพของสัตว์ซึ่งเป็นอาหารขึ้นชื่อของเบตง ทั้งไก่เบตง ปลานิล ปลาจีน และกบภูเขา  ตรงข้ามกับเป็นภาพพื้นสีเขียวที่มีภาพของน้องหมา น้องแมวแสนน่ารัก สีสันสดใสมาก

     

    ภาพเพ้นท์การ์ตูน เป็นรูปรถที่นั่งมาเบตง หลายคนที่นั่งรถโดยสารผ่านเส้นนี้อาจมึนหัวและเกิดอาการอาเจียนได้เลยเป็นที่มาของภาพนี้  ตรงข้ามกับภาพเพ้นท์การ์ตูน บริเวณทางเข้าอุโมงค์เบตงมงคลฤทธิ์ เป็นภาพเพ้นท์กราฟิคตี้ ชื่อเบตงภาษาอังกฤษ ไก่เบตง ตู้ไปรษณีย์แดง

     

     

    คั่นรายการสตรีทอาร์ตด้วยการพาไปชมสนามกีฬากลางหุบเขา ที่มีวิวสวยและบรรยากาศน่ามาวิ่งออกกำลังหรือปั่นจักรยานเป็นที่สุด  เป็นสนามกีฬาที่ตั้งอยู่ในระดับความสูงที่สุดในบรรดาสนามกีฬาแห่งอื่นๆ ในประเทศไทย แอบมีความอิจฉาประชาชนชาวเบตงแบบเบาๆ

    เบตง

     

    ต่อด้วยวัดพระโพธิสัตว์เจ้าแม่กวนอิมเบตง เป็นสถานที่ตั้งศาลเจ้าอันเป็นที่ประดิษฐานของเทพสำคัญ ๆ หลายองค์ ทั้งเจ้าแม่กวนอิม ท่านแป๊ะกง ท่านกวงกง  มีสถาปัตยกรรมของเจดีย์ 7 ชั้น ที่สวยงาม บริเวณวัด ซึ่งตั้งอยู่บนเนินเขา สามารถมองเห็นทัศนียภาพอันงดงามของเมืองเบตงได้อีกด้วย

     

    รถพาชมรอบเมืองผ่านศาลาประชาคม มาถึงจุดนี้ให้คนขับจอดรถสักครู่ เพราะอยากถ่ายภาพตู้ไปรษณีย์ใบใหม่ ที่มีขนาดใหญ่กว่าตู้ไปรษณีย์แดงบริเวณหอนาฬิกา  ถือเป็นตู้ไปรษณีย์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกในปัจจุบัน

     

     

    มาถึงจุดหมายสำคัญที่เราตั้งใจต้องแวะมาให้ได้ ที่โรงเรียนอนุบาลเบตงอยู่ติดกับศาลาประชาคมบริเวณผนังของอาคารเรียน มีภาพพระบรมฉายาลักษณ์ของในหลวง ร 9  เป็นภาพที่สวยเหมือนพระองค์ท่านมาก ความหมายที่ยิ่งใหญ่ของภาพนี้ คือ ข้อความบนภาพ ที่ครั้งหนึ่งเคยเสด็จฯ เยี่ยมเยียนประชาชน ที่อำเภอรือเสาะ จังหวัดนราธิวาส ในเวลาประมาณสองทุ่มเศษ ได้มีประชาชนกราบทูล ระหว่างเข้าเฝ้าว่า เวลานี้พระองค์ควรเสด็จฯ กลับได้แล้ว เพราะหากเวลาล่วงเลยจนดึกดื่นไปกว่านี้ เกรงว่าจะไม่ปลอดภัย และได้รับอันตรายจากโจรได้  “พระองค์ท่านรับสั่งว่า  ไม่ได้จะมารบกับโจร ฉันจะมาเยี่ยมเยียนประชาชน มาช่วยเหลือคนเจ็บไข้ได้ป่วย เพราะพสกนิกรที่นี่ยากลำบากมาก พร้อมกับหันไปตรัสกับผู้ติดตามว่า หากใครกลัวก็กลับไปก่อน ฉันยังไม่กลับ” และตลอดระยะทางจาก อ.เบตง ไป อ.รือเสาะ เสด็จฯ ผ่านภูเขาที่มีโจรชุกชุม จุดบอด จุดมืดอันตรายมาโดยตลอด แต่พระองค์ก็ยังมีรับสั่งให้จอดรถ เพื่อลงไปทักทายกับชาวบ้านที่มารอรับเสด็จ ยืนมองภาพด้วยความสงบนิ่งและอ่านข้อความซ้ำไปมาอยู่หลายรอบ แอบน้ำตาไหลด้วยความคิดถึงพระองค์

     

     

    อีกหนึ่งจุดไฮไลท์ที่ห้ามพลาดเด็ดขาด นั่นคือ พิพิธภัณฑ์เมืองเบตง เปิดทำการทุกวัน ตั้งแต่ 09.00 น. – 16.30 น. นอกจากเป็นพิพิธภัณฑ์ที่เก็บรวบรวมสิ่งของโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ ข้าวของเครื่องใช้ในสมัยเก่า บริเวณชั้น3 ยังเป็นหอคอยชมวิวที่สามารถมองเห็นเมืองเบตงทั้งเมืองได้แบบสวยงาม   ยิ่งช่วงไหนฝนตกก็จะมีหมอกเข้ามาเป็นองค์ประกอบด้วย  แต่เสียดายเพราะมัวแต่เพลินกับการเที่ยวชมเมืองถ่ายภาพสตรีทอาร์ตมากไปหน่อย มาถึงสี่โมงครึ่งกว่าๆพิพิธภัณฑ์ปิด จึงไม่สามารถขึ้นไปชั้น 3 ได้ ชมวิวได้แค่จากลานระเบียงข้างล่าง แต่แค่นี้ก็สวยแล้วสำหรับเรา และนี่แหละคือ ภาพประทับใจของเบตงที่เราตามหาถึงแม้จะไม่เห็นหมอกปกคลุมก็ตาม

     

     

    รถพาเรามาถึงภาพสตรีทอาร์ตซึ่งเป็นจุดสุดท้ายบริเวณโรงแรมโมเดิร์นไทย ซึ่งมีภาพตามตรอกซอกซอยข้างโรงแรมหลายภาพ เราพักที่โรงแรมนี้พอดี เลยบอกรถสองแถวว่าจบแค่ตรงจุดนี้จะเดินชมเอง เป็นภาพที่เราเรียกเองว่าปีกนางฟ้า และภาพแมวเหมียวมองลอดกระจก ภาพอยู่ตรงผนังโรงแรมเลย ไม่ต้องเดินไปไกล เดินมาอีกนิดนึง ซอยข้างโรงแรมเป็นภาพเลียนแบบบรรยากาศของตลาดสดในเมืองเบตง สถานที่สำคัญอย่างศาลประชาคม และภาพเจ๊ขายติ๋มซำอาหารเช้าที่ขึ้นชื่อของเบตงด้วย

     

     

    ข้ามถนนมาอีกฝั่งตรงข้ามกับโรงแรมโมเดิรนท์ไทย จะมีร้านขายชากาแฟอยู่หน้าซอย จึงมีภาพวาดเป็นภาพบรรยากาศของสภากาแฟในเบตง น่ารักมาก นายแบบก็คือประชาชนชาวเบตงที่นั่งดื่มกาแฟอยู่ที่ร้าน หันมามองกล้องอย่างยิ้มแย้มและเป็นมิตร  มีแอบทำท่าให้เนียนๆไปกับภาพตามที่เราขอด้วย ขอบคุณนะคะที่เป็นแบบให้ มาเที่ยวเบตงมีเวลาประมาณ 1-2 ชั่วโมง ต้องนั่งรถเที่ยวชมเมือง ถ่ายภาพสตรีทอาร์ตที่กระจายอยู่รอบเมือง ถึงจะเรียกว่ามาถึงและเข้าถึงความเบตงแบบแท้จริง

     

    18.30 น. ทานอาหารร้านต้าเหยิน

    อาหารมื้อเย็นในวันที่สอง เรามุ่งหน้าไปที่ร้าน ต้าเหยิน ร้านอาหารขึ้นชื่ออีกร้านหนึ่งของเบตง โดยร้านนี้เมนูที่เน้นส่วนใหญ่ก็จะเป็นอาหารจีน หน้าตาของเมนูที่สั่งมาทาน เน้นอาหารขึ้นชื่อของร้าน เช่น ผัดถั๋วเจี๋ยนลักษณะคล้ายถั่วฝักยาวแต่ใหญ่กว่า ผัดหมี่เบตง  ปลาจีนนึ่งซีอิ๋ว  หมูสามชั้นต้มกับเผือก ซุปปูใส่หมูสับ โดยส่วนตัวเราว่ารสชาติอาหารจะค่อนข้างออกไปทางจืด หรืออาจเป็นเพราะเป็นร้านอาหารจีนซึ่งรสชาติจะเป็นแบบนี้ ซึ่งอาจไม่ใช่รสชาติที่เราคุ้นเคย แต่บางคนอาจจะชอบในรสชาติแบบนี้ก็ได้

     

    son00950

    son00958

     

    วันที่สาม

    05.00 น. พิชิตทะเลหมอก ฆูนุงซีลีปัต

    จริงๆแล้วในการเดินทางครั้งนี้ ชื่อของ ฆูนุงซีลีปัต ไม่ได้เข้ามาอยู่ในเพลนเลยแม้แต่น้อย เพราะอ่านข้อมูลคร่าวๆ ได้ใจความว่าต้องเดินขึ้นเขาไปในระยะทางเกือบ 2 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินเท้าเกือบสองชั่วโมง เป็นฟีลแบบเดินป่านิดๆ ซึ่งระยะเวลาแค่เพียงช่วงเช้าสั้นๆในวันกลับคงไม่น่าจะเที่ยวได้แน่ทั้งที่จริงแล้วอยากไปมาก เพลนวันสุดท้ายตั้งใจว่าจะไปชมวิวเมืองอีกครั้งบนพิพิธภัณฑ์ในยามเช้าเผื่อได้สายหมอกบางๆ  ต่อด้วยกินติ่มซำอร่อยๆ แต่แล้วเหมือนสวรรค์มาโปรด โกเอ็กซ์นั่นเอง บอกเราว่า “ เดี๋ยวนี้ฆูนุงซีลีปัตไม่ต้องเดินไกลแล้ว มีอีกเส้นทางเพิ่งเปิดใหม่ รถขึ้นเกือบถึงแล้วเดินเท้าต่อไปอีกแค่ 700 เมตรเอง  เที่ยวตอนเช้าก็ยังทัน ” เท่านั้นแหละแผนเปลี่ยนทันที ทะเลหมอกฆูนุงซีลีปัต ตั้งอยู่ในระดับความสูงกว่าอันเยอร์เวง สามารถชมทะเลหมอกสุดอลังการได้แบบ 360 องศา เป็นสายหมอกที่คลอเคลียงดงามตามไหล่เขาที่เรียงรายสลับซับซ้อน หันมองไปทางไหนก็จะเห็นแต่สายหมอกขาวจรดขอบฟ้าคราม เรียกได้ว่าเป็นสุดยอดความงามที่สุดแห่งหนึ่งของเมืองไทย นักเดินทางที่ชื่นชอบในทะเลหมอกต้องไม่พลาด ที่สำคัญมีหมอกให้ชมได้ตลอดทั้งปีไม่ต้องรอให้ถึงหน้าหนาว รับรองได้ว่าหากใครได้ไปสัมผัสต้องประทับใจแบบไม่รู้ลืม

     

     

    ทะเลหมอกฆูนุงซีลีปัต  สามารถเที่ยวได้แบบวันเดียวโดยขึ้นไปชมทะเลหมอกในตอนเช้า สามารถเลือกพักที่ตัวอำเภอเบตง หรือจะพักค้างแรมข้างบนก็มีจุดกางเต้นท์ซึ่งห่างจากจุดชมวิวประมาณ 200 เมตร ซึ่งเป็นพื้นที่ของเอกชนมีเต้นท์ ถุงนอน และอาหารให้บริการ หรือจะเตรียมอาหารมาเองก็ได้  โดยเส้นทางขึ้นมาชมทะเลหมอกฆูนุงซีลีปัต นั่งรถโฟรวิวจากปากทางขึ้นใช้เวลา 20 นาที จากนั้นเดินเท้าต่อไปอีก 700 เมตร  เส้นทาง 500เมตรแรก เดินผ่านสวนยางที่ต้องไต่ระดับขึ้นไปเรื่อยๆแต่ไม่ชันมาก จะชันที่สุดในช่วง 200 เมตรสุดท้ายที่ต้องไต่ขึ้นยอดเขาเป็นหินและมีเชือกให้จับเดินไปก็จะถึงจุดชมวิว

     

     

    ผ่านสวนยางมาแล้วจะถึงลานกางเต้นท์ จากนั้นเดินไปต่อยัง 200 เมตรสุดท้าย ซึ่งมีความพีคต้องปีนขึ้นเขาแอบมีความเสียวหน่อยๆ ยอดเขาเขียวด้านบนคือจุดชมวิว มองไปแอบหวั่นใจเราจะไหวมั้ยไม่ใช่เหนื่อย แต่เพราะเป็นคนกลัวความสูงที่ปืนขึ้นเขาแบบที่ไม่มีอะไรมาบดบัง  แต่มาถึงขนาดนี้แล้วต้องไปต่อ ปลอบใจตัวเองความสวยงามรออยู่ไม่ไกลแล้ว หลับตานึกถึงภาพทะเลหมอก กลั้นใจรีบปีนขึ้นไปเรื่อยๆแบบไม่มองวิวข้างหลังที่โล่งโหวงเหวง ปีนไปบ่นไปเสียวเป็นบ้า ในระหว่างนั้นไกด์บอกว่าคนอายุ 60 กว่า ยังเดินขึ้นมาได้เลย เท่านั้นแหละเงียบสงบทันที

     

     

    แต่พอมาถึงข้างบนซึ่งเป็นจุดชมวิวซึ่งมีลักษณะเป็นลานดินที่ไม่กว้างมากนัก มองลงไปเห็นสายหมอกอยู่รายล้อม ก็หายเหนื่อยในทันที วิวสวยมากเป็นความสวยงามระดับทะเลหมอกทางเหนือ อารมณ์แบบดอยผาตั้ง เชียงราย ที่เรายกให้เป็นทะเลหมอกอันดับ 1 ในใจ แต่ต่างกันที่ ดอยผาตั้งจะเห็นหมอกได้ในฟีลแสงสวยๆแค่เพียงฤดูหนาว แต่ทะเลหมอกฆูนุงซีลีปัต มีให้ชมตลอดทั้งปีถึงแม้จะเป็นฤดูร้อนก็ตาม เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเดินทางในช่วงไหนก็ได้เห็นแน่ แต่จะได้เห็นในแบบไหน สวยมาก สวยน้อยเท่านั้นเอง ในระหว่างนี้ก็นั่งรอพระอาทิตย์ขึ้นไปเรื่อยๆ เริ่มเห็นแสงสีทองที่เส้นขอบฟ้าค่อยๆปรากฎชัดเจนขึ้น

     

     

     

    ในระหว่างรอก็เดินชมวิว ถ่ายภาพไปเรื่อยๆ ทางไกด์นำทางจะเตรียมธงชาติไทย ไว้ให้เรามาเป็นพรอพถ่ายภาพรับลมปลิวไสว  อารมณ์ว่าฉันเป็นผู้พิชิตทะเลหมอกฆูนุงซีลีปัต เพราะการปีนขึ้นมาในช่วง 200 เมตรสุดท้ายก็เป็นจุดวัดใจพอสมควร

     

     

    เมื่อพระอาทิตย์เริ่มมาทักทายพวกเรา แสงค่อยๆส่องกระทบมายังภูเขาและทะเลหมอก ประกอบกับท้องฟ้าสีฟ้ายิ่งเพิ่มความสวยงามขึ้นอีกเป็นทวีคูณ ทะเลหมอกเริ่มไหลมาคลอเคลียตามไหล่เขามากขึ้น

     

     

    เนื่องจากวันที่เราเดินทางไป คือ วันธรรมดานักท่องเที่ยวค่อนข้างน้อยมีแค่เราคนไทย 2 คน และนักท่องเที่ยวมาเลเซียอีก 6 คน พร้อมไกด์คนไทย บรรยากาศจึงไม่แน่นและอึดอัดจนเกินไป ทราบมาว่าคนมาเลชอบมาเที่ยวชมทะลหมอกมาก ทางไกด์คนไทยก็เตรียมพรอพเป็นแม่มดขี่ไม้กวาดเก๋ๆ มาด้วย พร้อมส่งพรอพมาให้พวกเราบอกว่า นี่ๆ เอาไปใส่ถ่ายภาพกันเลยครับ  และแน่นอนเราไม่ปฏิเสธแปลงกายเป็นแม่มดขี่ไม้กวาด กระโดดท่ามกลางภูเขาที่รายล้อมด้วยทะเลหมอก เหมือนเราลอยอยู่บนฟ้าเท่จิง

     

    ไทย มาเลเซีย เราคือพี่น้องกัน ถ่ายภาพรวมกลุ่มกับนักท่องเที่ยวมาเลสักหน่อย

     

     

    เรานั่งมองทะเลหมอกที่อยู่ตรงหน้าอย่างเพลิดเพลินใจ แบบไม่คิดว่าภาคใต้ของเราจะมีทะเลหมอกที่สวยงามขนาดนี้  เป็นความงามที่ซ่อนอยู่ในเมืองเบตง เมืองเล็กน่ารัก  แต่ในเรื่องที่เที่ยวเบตงไม่เล็ก ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวที่รอให้เราเปิดใจมาเยี่ยมเยือนอีกมากมาย

     

     

     

    จาก ทะเลหมอกฆูนุงซีลีปัต กลับเข้าเมืองเบตง พักผ่อนเตรียมเก็บสัมภาระเดินทางกลับ เบตง ไม่ใช่เมืองที่เดินทางยาก ไม่ใช่เมืองที่น่ากลัว ตรงกันข้าม เบตง คือ เมืองท่องเที่ยวในฝันของใครหลายคน ที่มีความเป็นเอกลักษณ์และมีความครบในทุกสิ่ง รอคอยแค่ให้เราเปิดใจและเดินทางมาสัมผัสบรรยากาศของความสวยงามนี้ด้วยตัวเอง ที่รับรองได้ว่าจะได้รับความประทับใจจนอยากกลับมาซ้ำกันแน่นอน หลากหลายเรื่องราวจากนักเดินทางที่เราเคยได้อ่านก่อนมาที่นี่ ยังไม่เคยเห็นใครบอกว่ามาเบตง แล้วไม่ประทับใจเลยสักคนเดียว  “ฉันได้ไปแล้วนะ เบตง”  แล้วคุณละได้ไปกันหรือยัง ?

     

    son00822

     

    รายละเอียดเพิ่มเติม

    มาเที่ยวเบตงใช้เวลากี่วัน และควรเที่ยวช่วงไหน

    มาเทียวเบตงใช้เวลากี่วันดี สำหรับเรา 3 วัน 2 คืน คือเวลาที่เหมาะสมสำหรับการไปเที่ยวยังจุดต่างๆ เพราะสถานที่ท่องเที่ยวเบตงมีค่อนข้างเยอะ รวมระยะเวลาการเดินทางไปด้วยซึ่งอาจจะต้องเผื่อเวลาเดินทางทั้งไปกลับก็ต้องใช้เวลากันประมาณนี้ถึงจะเรียกว่าเที่ยวได้แบบครบถ้วน มาเที่ยวเบตงช่วงไหนดี เบตง เป็นเมืองที่เที่ยวได้ตลอดทั้งปี  แต่ในช่วงฤดูหนาว-ฤดูร้อน ฝนก็จะน้อยลง อากาศพอจะสดใส แต่ก็ต้องเสี่ยงดวงกับฝนเหมือนกัน เราเดินทางช่วงเดือนมกราคมยังเจอฝนอากาศครึ้มทุกวัน แต่ถ้าอยากได้ทะเลหมอกพร้อมแสงสวยๆ ปลอดฝนหน่อย ให้เดินทางมาในช่วงฤดูร้อน คือ มีนาคม – เมษายน อากาศจะเคลียร์ และทะเลหมอกก็สวยด้วย

    การเดินทางมาเบตง

    ส่วนใหญ่ที่นิยมกัน คือ นั่งเครื่องบินหรือนั่งรถทัวร์ รถไฟ มาลงหาดใหญ่ จากนั้นนั่งรถตู้จากหาดใหญ่ต่อไปยังเบตง โดยมีรถตู้ให้บริการ 2 เส้นทางให้เลือก คือ  นั่งรถผ่านเส้นทางไทย ผ่านปัตตานี ยะลา เข้าเบตง ซึ่งส่วนใหญ่จะกลัวกัน คือ ไม่มีอะไรน่ากลัวอย่างที่คิด ส่วนความโค้งน้อยกว่าปายมาก และโค้งแค่ในช่วง 60 กิโลเมตรสุดท้ายซึ่งใช้เวลาผ่านโค้งประมาณ 1 ชั่วโมง ค่ะ เส้นทางนี้สวยงามน่ามอง  แต่ถ้ายังไม่สบายใจก็นั่งรถตู้จากหาดใหญ่ไปทางมาเลย์เส้นทางจะเป็นเส้นตรงตลอด แต่ต้องพก passport ติดตัว สำหรับใช้ผ่านแดนด้วยค่ะ ระยะเวลาในการเดินทางของทั้งสองเส้นทางใช้เวลาประมาณ 3 – 4 ชั่วโมง ไม่ต่างกันมาก ไปทางเบตงอาจช้าตรงช่วงโค้ง ไปทางมาเลย์ก็ช้าเวลารอทำเรื่องผ่านแดนเช่นกันค่ะ

    สำหรับรอบรถโดยสารต่างๆและการเดินทางไปเที่ยวเบตง เข้าไปอ่านที่เว็บ โอเคเบตง ตามลิงค์  http://bit.ly/2RQ2MM8   เขียนข้อมูลการเดินทางไว้ดีและละเอียดมาก จะเลือกเดินทางแบบไหนแล้วแต่ความสะดวกของแต่ละคน

     

    สำหรับใครที่ต้องการใช้บริการรถนำเที่ยวเบตงพร้อมคนขับมีทั้งรถตู้และรถเก๋ง รับจากสนามบินหาดใหญ่พร้อมนำเที่ยว ซึ่งถ้ามากันหลายคนก็ค่อนข้างคุ้ม หรือจะให้รับที่สนามบินอย่างเดียวแล้วมาส่งที่เบตงทั้งไปกลับก็ได้  สามารถติดต่อได้ที่ โกเอ็กซ์ โทร 061 654  1519 ราคาสอบถามเองเพราะจะแตกต่างกันตามเส้นทางท่องเที่ยวและรถที่ใช้  (ราคาจะอยู่ที่วันละ 2500 บาท up ) หากต้องการสอบถามข้อมูลเบตงคร่าวๆในทุกเรื่องก็สอบถามได้เลย โกเอ็กซ์ใจดีและยินดีให้ข้อมูล

    แนะนำเพิ่มเติมหากนั่งเครื่องบินมาถึงหาดใหญ่แล้วจะเช่ารถจากสนามบินหาดใหญ่ขับมาเบตงก็ได้ รถเช่ามีตรงทางออกสนามบิน ค่าบริการ วันละ 800-1000 บาท จากเส้นทางจากหาดใหญ่ ปัตตานี ยะลาถึงบันนังสตา ทางตรงค่ะ แต่พอเข้าอำเภอบันนังสตา ธารโต เบตง ทางโค้งให้ขับอย่างระมัดระวังนิดนึง ส่วนเรื่องความปลอดภัยโดยส่วนตัวจากที่นั่งรถผ่านเส้นทางนี้ก็ไม่มีอะไรน่ากลัวอย่างที่คิด แต่จะมีด่านตรวจเป็นระยะเท่านั้นเองค่ะ ซึ่งไม่ต้องกังวลอะไร

     

    การเดินทางท่องเที่ยวในเมืองเบตง

    เมื่อมาถึงเบตง ไม่มีรถส่วนตัวจะเดินทางท่องเที่ยวตามจุดต่างๆอย่างไร  ที่พักในเมืองเบตง ส่วนใหญอยู่ใจกลางเมืองใกล้หอนาฬิกา สามารถเดินไปยังหอนาฬิกา อุโมงค์เบตงมงคลฤทธิ์ และสตรีทอาร์ทในบางจุดได้ และในตัวเมืองเบตง มีรถสองแถวเหลืองวิ่งรอบเมืองตลอด สามารถใช้บริการได้เลย คนละ 20-30 บาท แล้วแต่ระยะทาง อารมณ์คล้ายโบกรถแดงเที่ยวเชียงใหม่ หรือถ้าใครขับมอเตอร์ไซต์ได้ ก็ขับเที่ยวเองเลยค่ะ ตัวเมืองเบตงค่อนข้างเล็ก ขับแป๊บเดียวก็ทั่วแล้ว  ค่าเช่ารถมอเตอร์ไซต์ราคาจะอยู่ที่วันละ  250-300 บาท สอบถามเรื่องผู้ให้บริการเช่ารถได้จากโรงแรมที่พักค่ะ ส่วนใหญ่มี contact กันทั้งหมด

    การเดินทางท่องเที่ยวตามจุดต่างๆรอบเมืองเบตง

    โปรแกรมท่องเที่ยวรอบเมืองเบตง ส่วนใหญ่จะไปตามนี้ เริ่มจาก ทะเลหมอกอันเยอร์เวง น้ำตกเฉลิมพระเกียรติ ร9  เฉาก๊วยเบตง สวนหมื่นบุบผา อุโมงค์เบตงมงคลฤทธิ์  บ่อน้ำร้อนเบตง

    หากมีรถยนต์ส่วนตัว หรือขับมอเตอร์ไซต์ได้แบบชำนาญ ขับเที่ยวเองเลยค่ะ เพราะขับง่ายมาก สถานที่ท่องเที่ยวรอบเมืองส่วนใหญ่อยู่ใกล้กัน และในเส้นทางเดียวกัน มาตาม google maps และป้ายบอกทางซึ่งมีบอกเป็นระยะรับรองไม่น่าจะหลง แต่ถ้าไม่ได้นำรถส่วนตัวมาต้องใช้บริการรถเหมาเท่านั้น ราคาจะอยู่ที่ 1500 บาท up  ติดต่อสอบถามรถสองแถวนำเที่ยวหรือเช่ามอเตอร์ไซต์ขับเที่ยวเองได้ที่ บังมะ รถนำเที่ยวทะเลหมอกเบตง โทร 086 546 464

     

    เที่ยวชมทะเลหมอกฆูนุงซีลีปัต 

    ทะเลหมอกฆูนุงซีลีปัต  สามารถเที่ยวได้แบบวันเดียวโดยขึ้นไปชมทะเลหมอกในตอนเช้าโดยเลือกพักที่ตัวอำเภอเบตง หรือจะพักค้างแรมข้างบนมีจุดกางเต้นท์ซึ่งห่างจากจุดชมวิวประมาณ 200 เมตร เป็นพื้นที่ของเอกชนซึ่งมีเพียงเจ้าเดียว มีเต้นท์ ถุงนอน และอาหารให้บริการ หรือจะเตรียมอาหารมาเองก็ได้  โดยเส้นทางขึ้นมาชมทะเลทะเลหมอกเป็นเส้นทางออฟโรดไม่สามารถใช้รถส่วนตัวขึ้นไปได้ เพราะเส้นทางขึ้นเป็นสวนยางซึ่งเป็นพื้นที่ส่วนบุคคล ต้องใช้บริการนำเที่ยวของเจ้าของพื้นที่ให้มารับ จากนั้นเดินทางขึ้นไปอีก 700 เมตร   ราคารถรับส่งรับจากปากทางขึ้น 1000 บาท จากตัวเมืองเบตง 1500 บาท  สามารถติดต่อผู้ให้บริการได้ในรายละเอียดตามภาพ

     

    ที่พักในตัวเมืองเบตง

    โมเดิร์นไทย โฮเทล ที่พักตั้งอยู่ใกล้กับหอนาฬิกาที่สุด ค่อนข้างสะดวกมาก  โทร 073 235 666

    โฟโต้ โฮสเทล ที่พักสไตล์โฮสเทลตั้งอยู่ใจกลางเมืองไม่ไกลจากหอนาฬิกาเช่นกัน ที่นี่มีบริการจัดกลุ่มท่องเที่ยวรอบเมืองเบตง มาคนเดียวหรือสองคนก็ประหยัดได้เยอะ สามารถไป join ทริปกับคนอื่นที่เข้าพักได้ ซึ่งทางโรงแรมจะเป็นคนจัดการหาเพื่อนร่วมทริปให้ สามารถเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่เพจของที่พัก  https://www.facebook.com/FOTOHOSTEL/

    Grand Mandarin โทร 073 235 777

    โรงแรมศรีเบตงโทร  073 230 187 https://www.facebook.com/sribetong/

    Butterfly Princess โทร 073 230 888

    Hello Hotel โทร 073 245 555

    หรือค้นหาที่พักเพิ่มเติมได้ที่เว็บโอเคเบตง ที่ลิงค์ http://bit.ly/2Te90lB

     

    ชมวิดีโอเที่ยวเบตง

    Tags : , , , , , , , ,

  • บทความที่เกี่ยวข้อง

  • บทความล่าสุด

    บทความแนะนำ

    อร่อยด้วยกัน