• โครงการหลวงขุนแปะ ดีงามจนต้องแปะ

    สำหรับแฟนพันธุ์แท้ที่รักการท่องเที่ยวโครงการหลวงอย่างฉัน คงต้องบอกว่าแทบทุกปีจะหาเวลาแวะไปตลอด โครงการหลวงมีอะไรดี ทำไมถึงชอบไปนัก  ถ้าใครเคยไปเที่ยวโครงการหลวงบ่อยจะรู้ว่า นอกจากความสวยงามของธรรมชาติที่ยังดูเป็นธรรมชาติสุด สุดแล้ว แน่นอนอาหารของโครงการ โดยเฉพาะเมนูผักสดอร่อยอย่าบอกใคร ซึ่งโครงการหลวงแต่ละที่ก็จะมีความดีงามและเอกลักษณ์เฉพาะที่แตกต่างกันไป   ปีนี้ไปถูกตาต้องใจกับภาพถ่ายนาข้าวขั้นบันได ของโครงการหลวงแห่งหนึ่ง  ชื่อว่า โครงการหลวงขุนแปะ   หลังจากนั้นก็เริ่มค้นหาข้อมูลว่าอยู่ที่ไหน ไปยังไง มีอะไรบ้าง ปรากฏว่าข้อมูลที่มีอยู่มีน้อยมาก  และข้อมูลก็เป็นเพียงข้อมูลเบื้องต้นไม่ได้ลึกมาก ภาพส่วนใหญ่ก็เป็นภาพที่เอามาจากโครงการหลวงซึ่งนานมากแล้ว  เบอร์โทรทุกอย่างที่ลงกันติดต่อไม่ได้หมด  แต่สุดท้ายแล้วเราก็ไปสืบเสาะหาเบอร์ที่ถูกต้องมาจนได้  เบื้องต้นรู้เพียงแต่ว่าอยู่ในอำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเรามีเพลนว่าจะไปเที่ยวบ้านป่าบงเปียงอยู่แล้ว จากการดูแผนที่และคำนวณระยะทางก็ไม่ไกลกันมากไม่เกิน 2 ชั่วโมง  เอานะลองชะแว่บแอบไปดูซักหน่อยว่านอกจากภาพเพียงไม่กี่ภาพที่เราเห็น ที่โครงการหลวงขุนแปะ มีอะไรอีกบ้าง  คำถามแรกของน้องนิ่มผู้ดูแลโครงการหลวงขุนแปะซึ่งเป็นผู้จัดการเรื่องเส้นทางท่องเที่ยวให้เราทั้งหมด ได้ถามเราว่า พี่รู้จักที่นี่ได้ยังไง  พี่รู้มั้ยว่าพวกพี่ คือ นักท่องเที่ยวกลุ่มแรกๆที่ติดต่อมาเที่ยว  

     

     

    cover

     

    ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงขุนแปะ ตั้งอยู่ในตำบลบ้านแปะ อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ ก่อตั้งขึ้นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ปี พ.ศ. 2526 ตามพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อช่วยเหลือชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยงและม้ง โดยสร้างอาชีพทดแทน การปลูกฝิ่นและทำไร่เลื่อนลอยเพื่อให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น  เวลา 9 โมงเช้าเราลงมาจากบ้านป่าบงเปียง เพื่อมุ่งหน้าไปยังโครงการหลวงขุนแปะ เมื่อมาถึงตรงปากทางขึ้นดอยอินนทนนท์ ก็ให้เลี้ยวไปตามเส้นทางที่จะไปอำเภอฮอด  ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 108 สังเกต กม. 82-83  จะมีปั้มน้ำมันเล็กๆ ข้างปั้มมีซอยทางเข้าสำนักปฏิบัติธรรมถ้ำตอง  ให้เลี้ยวเข้าซอยและขับตรงไปเรื่อย ผ่านเส้นทางคดเคี้ยวในบางช่วง  ผ่านบ้านบนนา บ้านขุนแปะ จะมีป้ายบอกทางเรื่อยๆ ระยะทางประมาณ 22 กิโลเมตร  จะถึงที่ทำการของโครงการหลวงขุนแปะ  เส้นทางบางช่วงเป็นถนราดยางและบางช่วงเป็นดินลูกรัง แต่รถทุกชนิดสามารถไปได้ถึงแค่ที่ทำการของโครงการหลวง  อีกนิดที่อยากจะบอกคือ หากใครตั้งเส้นทางโดยใช้  google maps ให้ตั้งว่าไปสำนักปฏิบัติธรรมถ้ำตอง  เพราะถ้าตั้งไปบ้านขุนแปะจะเป็นคนละแห่งคะเพราะตอนแรกตั้งแบบนี้ ปรากฏว่าพาไปคนละที่กันเลย  โครงการหลวงขุนแปะไม่มีรถประจำทางผ่านต้องใช้รถส่วนตัวเดินทางเท่านั้น   ถนนหนทางช่วงแรกเป็นถนนราดยาง จากนั้นก็เริ่มเป็นถนนลูกรังบ้าง แต่เส้นทางตามที่บอกคือ รถทุกชนิดไปได้หมด เมื่อขับมาแล้วเห็นป้ายบ้านขุนแปะนั่น ก็หมายความว่าเราใกล้ถึงจุดหมายปลายทางแล้ว

     

     

    แต่ก่อนที่จะถึงจุดหมายปลายทางที่มองเห็นอยู่ไม่ไกล เรื่องราวระหว่างทางก็ช่างน่ารื่นรมย์ยิ่งนัก วิวสีเขียวของนาข้าวขั้นบันไดท่ามกลางขุนเขาก็ชวนให้เราต้องจอดรถเพื่อมาเก็บภาพความงามนั้นไว้

     

     

    นาข้าวขั้นบันไดพื้นที่กว้างใหญ่ไกลสุดตา มองไปแล้วพวกเราก็คุยกันว่า  คล้ายกับโครงการหลวงแม่ลาน้อยที่เคยไปเที่ยวกันเลยเนอะ   พวกเราเฝ้ามอง เฝ้าเก็บภาพ วิวในบริเวณนี้อยู่นานมาก ถึงแม้มันจะเป็นภาพเดิม และมุมเดิมก็ตาม

     

     

    บ้านหลังเล็ก หลังใหญ่ ก็มีความสุขได้เหมือนกัน ถ้าใจเรามีความสุข

     

     

    ใช้เวลาเพียงไม่นานเราก็มาถึงที่ทำการของศูนย์พัฒนาโครงการหลวงขุนแปะ ซึ่งด้านหน้าในเวลานี้เขียวขจีไปด้วยนาข้าว  สำหรับเราช่วงเวลาหน้าฝนในฤดูทำนา คือ ช่วงเวลาหน้าเที่ยวที่สุดของที่นี่คะ แต่น้องที่ดูแลบอกว่าหน้าหนาวก็อากาศเย็น แต่สำหรับเราคิดว่ามันไม่มีอะไรให้น่าชมเท่าหน้าฝน  อีกอย่างหน้าฝนก็อากาศดีมากเย็นไม่แพ้หน้าหนาวเลย ขนาดว่าเรามาถึงกันช่วงเที่ยงยังไม่รู้สึกร้อนมาก

     

     

    รถขนผักกาดและกะหล่ำปลีของชาวบ้านที่เรามักจะได้เห็นวิ่งผ่านไปมาจนกลายเป็นภาพที่ชินตา

     

     

    เก็บบรรยากาศของความงามกับหลักกิโลด้านหน้าซักหน่อย

     

     

    บรรยากาศภายในโครงการหลวงขุนแปะ ต้องบอกว่าเหนือความคาดหมายคะเมื่อพิจารณาจากเส้นทางและความใหม่ของที่นี่ คิดไว้ตอนแรกน่าจะเป็นอะไรที่ดูเป็นชาวบ้านยังไม่น่าจะเจริญเท่าไหร่  แต่ผิดคาดไปมากภายในโครงการตกแต่งได้น่าอยู่ ร่มรื่นไปด้วยต้นไม้   ซึ่งเอาจริงๆ เราก็ลืมไปว่าโครงการหลวงเดี๋ยวนี้เค้าทันสมัยกันพอสมควร

     

    12 DEW_3605

     

    พื้นที่ส่วนนี้คือ ร้านอาหารของโครงการซึ่งเราจะรับประทานมื้อกลางวันกัน  ด้านหลังเห็นวิวนาข้าวและภูเขา คือ ดีงามอีกแล้ว

     

     

    ที่เห็นในกระถาง คือ ดอกไฮเดรนเยีย ซึ่งเป็นของจริงไม่ใช่ดอกไม้ปลอมแต่อย่างใดทานข้าวเรียบร้อยแล้ว น้องเจ้าหน้าที่ก็จะพาเราไปชมแปลงดอกไม้ชนิดนี้ด้วยเช่นกัน

     

     

    อาหารมื้อกลางวันของพวกเรา จัดมาเต็มมากโดยเฉพาะผักสดที่นำมาจากแปลงปลูกผักของโครงการหลวง  คนชอบทานผักอย่างเราก็รู้สึกว่า สวรรค์ละงานนี้

     

     

    ราคาอาหารคิดเป็นมื้อ สำหรับมื้อกลางวันคนละ 150 บาท  มีประมาณ 3 อย่าง แต่เติมได้ตลอด พร้อมผลไม้ด้วย เรียกว่าทานกันจนอิ่ม แต่ก่อนเดินทางต้องแจ้งให้เจ้าหน้าที่ทราบล่วงหน้าด้วยเรื่องอาหารว่าจะทานกี่มื้อและกี่ท่าน  เค้าจะได้จัดเตรียมไว้ให้คะ  ถ้าไปถึงแล้วสั่งทานเลยนี่อาจไม่มีให้ทานนะคะ

     

     

    หลังจากอิ่มท้องแล้ว ก็เดินสำรวจบ้านพักกันซักหน่อย ถึงแม้เราจะไม่ได้พักที่นี่  คือ มาเที่ยวแบบวันเดียว ก็อยากจะเก็บข้อมูลไว้ บ้านพักมีหลังเดียวเป็นบ้านหลังใหญ่ มีทั้งหมด 4 ห้อง ห้องหนึ่งพักได้ 4 คน คิดราคาคนละ 150 บาทเท่านั้น ต้องเรียกได้ว่าถูกมาก แอร์ พัดลม ไม่ต้อง เพราะอากาศเย็นอยู่แล้ว  เครื่องนอนดูสะอาดสะอ้าน มีเครื่องทำน้ำอุ่นด้วย ไฟฟ้ามีให้ใช้ตลอด และสัญญาณมือถือมีหมดทุกค่าย  เรียกได้ว่าเจริญแล้วคะ

     

     

    มีระเบียงชมวิว เห็นวิวของทุ่งนาและภูเขาเขียวขจีอยู่เบื้องหน้า แต่ถ้าพ้นฤดูทำนาไปแล้ว ก็จะเป็นพื้นที่ว่างเปล่า

     

     

    14.00 น. ก็ได้เวลาที่เราต้องนั่งรถไปเที่ยวตามจุดต่างๆ ภายในโครงการหลวงขุนแปะกันแล้ว  โดยต้องใช้บริการรถโฟรวิวของโครงการหลวงคะ เพราะเส้นทางจากนี้ไปคือ ออฟโรด รถเก๋ง รถตู้ ต้องจอดไว้ที่ศูนย์ โดยคิดราคาค่ารถนำเที่ยวคันละ 1500 บาท นั่งได้ 10 คน

     

     

    เส้นทางการชมวิวของเราตลอดเส้นทางจะเป็นดินแดงสลับกันไปกับทางลูกรัง หลายคนอาจคิดว่าโห ทางโหด นั่งรถลำบากจัง  แต่ถ้าคุณได้เห็นวิวระหว่างทางเหมือนที่พวกเราได้เห็น พวกคุณจะเพลิดเพลินและลืมสิ่งเหล่านี้ไปในทันที  สำหรับเราการนั่งรถในเส้นทางแบบนี้ก็ไม่ได้ลำบากอะไรดีกว่าเดินด้วยซ้ำไป ที่ไหนที่รถเข้าถึงไม่ว่าเส้นทางจะเป็นเช่นไร  คือ สบายมากขอแค่ระหว่างทางและปลายทางได้พบเจอวิวที่สวยงาม นั่งรถไปได้พูดคุยหยอกล้อหัวเราะกับเพื่อนร่วมทาง ก็สนุกดี บางทีเราก็รู้สึกขำนะที่หลายคนเห็นภาพ เอ้ยสวย อยากตามรอยบ้าง แต่พอบอกต้องนั่งรถเข้าไปทางลำบากนะ ได้ยินปุ๊บถอดใจปั๊บ คือ เราคิดว่าบางทีคุณยืนโหนรถเมล์นานเป็นชั่วโมงในบรรยากาศรถติด น่าจะลำบากกว่ามากกว่านี้เยอะ

     

     

    ทักทายเพื่อนร่วมโลกกันหน่อย คงคิดสิน่ะ ว่า พวกเราเป็นใครมารุมมองและรุมถ่ายกันอยู่ได้ ที่นี่เค้ายังใช้ควายทำนาตามแบบดั้งเดิมนะคะ รถไถคูโบต้าอะไรนี่ไม่เห็นแน่นอน  เห็นแล้วก็ดีใจกับน้องบัฟด้วยเพราะอยู่ที่นี่ไม่ตกงานแล้ว มีงานทำนะจะบอกให้

     

    ชาวบ้านที่นี่เค้าจะปลูกข้าวผสมกับการทำไร่คะ ปลูกกะหล่ำปลี ผักกาด  พริก แล้วแต่ฤดูกาล  เอาเป็นว่าเกือบทุกพื้นที่ของโครงการหลวงเราแทบไม่ได้เห็นภูเขาสีน้ำตาลหัวโล้นกันเลย มีแต่สีเขียว และอากาศรับรู้ได้ถึงความบริสุทธิ์จริงๆ นั่งรถมองวิวไปชอบมาก

     

     

    นาข้าวขั้นบันไดซึ่งเป็นพื้นที่ของชาวบ้าน หากมาในช่วงเดือน ต.ค. ก็เริ่มจะออกรวงแล้ว แต่ยังมีสีเขียวอยู่ อยากได้สีทองก็มาช่วงปลายเดือน ต ค คะ

     

     

    ถ่ายรูปชมวิวกันไปตามระเบียบ

     

    42 DEW_3426

     

    จุดต่อไป คือ ชมแปลงดอกไฮเดรนเยีย เส้นทางก็เป็นเช่นนี้อีกตามเคยคะ แต่พวกเราก็ไม่ได้รู้สึกว่าจะเหนื่อยหรือจะเบื่ออะไร  นั่งรถไปก็มีลมเย็นพัดผ่านใบหน้าตลอด เทียบแล้วดีกว่านั่งมอเตอร์ไซต์ หรือ รถเมล์ซิ่งสูดมลพิษในเมืองกรุงเป็นไหนๆ  ตอนนี้มีความรู้สึกเดียว คือ  วิวข้างทางสวยมาก  ที่เห็นไกลๆ นั่นคือ แปลงพริก ซึ่งปลูกลดหลั่นกันตามไหล่เขาเลยทีเดียว

     

     

    และเราก็มาถึงแล้วคะ แปลงดอกไฮเดรนเยีย ซึ่งโครงการหลวงขุนแปะ มีพื้นที่ปลูกดอกไฮเดรนเยียมากที่สุดของโครงการหลวงทั้งหมด  ดอกไฮเดรนเยีย เป็นไม้ที่มีถิ่นกำเนิดจากประเทศญี่ปุ่น  มีหลายสีได้แก่ สีขาว ชมพู หรือฟ้าอมม่วง และเมื่อโตเต็มที่แล้วช่อดอกมีขนาดค่อนข้างมากเกือบเท่าหน้าคนเลย

     

     

    ทางเดินข้างแปลงดอกไฮเดรนเยีย เป็นซุ้มต้นคริสต์มาสคะ ในช่วงฤดูหนาวซุ้มตรงนี้จะผลัดใบกลายเป็นสีแดงทั้งหมดสวยมาก น้องเค้าบอกมาคะ

     

    53 DEW_3383

    54 DEW_3388

     

    นั่งรถไปต่อกันอีกแล้วแวะผ่านเข้าไปในหมู่บ้านกันซักหน่อย ชาวบ้านส่วนใหญ่ก็จะเป็นชาวกะเหรี่ยงกับม้ง  บ้านที่ปลูกก็เป็นบ้านแบบดั้งเดิมเรียบง่าย

     

    53 DEW_3500

    54 DEW_3466

    55 DEW_3471

     

    ระหว่างทางเราก็จะได้พบเห็นชาวบ้านและเด็กน้อยยิ้มหวานทักทายเราแบบเขินอายนิดหน่อยแต่ก็ให้ความร่วมมือในการถ่ายภาพเป็นอย่างดี ถ้าใครชอบถ่ายภาพในแนวไลฟ์ ชอบถ่ายเด็กชาวเขา ถ้าเข้ามาในหมู่บ้านน่าจะได้ภาพกลับไปเยอะ

     

     

    มาพักเหนื่อยสูดอากาศชมวิวกันต่อที่ โรงเรียนบ้านบนนา  เป็นโรงเรียนที่วิวสวยสุดๆ เลยคะ เห็นวิวนาข้าวขั้นบันไดอีกแล้ว น้องนิ่มบอกว่า ตรงนี้เปิดให้เป็นจุดกางเต้นท์ด้วย  จุดต่อไปน้องจะพาเราไปชมวิวที่จุดชมวิวสูงสุดของบ้านขุนแปะ  แต่เราบอกว่าน่าจะเป็นช่วงเช้าคงเหมาะกว่าไปในเวลาที่แสงแรงแบบนี้ ไว้โอกาสหน้าถ้ามาค้างจะขึ้นไปแน่นอน

     

     

    พวกเรากลับไปยังที่ทำการของโครงการหลวง เลยจากที่ทำการไปนิดเดียว มีกระท่อมให้เรานั่งเล่น และก็มองเห็นวิวนาข้าวแบบกว้างไกลมากๆ กระท่องหลังนี้คือ ร้านส้มตำไก่ย่าง  ซึ่งจะเปิดขายในช่วงเย็น  ถ้ามาค้างและมีเวลาก็เดินจากโครงการหลวงนั่งชมวิว กินส้มตำกันตรงนี้ได้

     

     

    วิวของทุ่งนาซึ่งจะออกไปทางสีเขียวตองอ่อนแล้วเพราะใกล้เหลืองเต็มที  คิดว่าน่าจะพร้อมเกี่ยวช่วงต้นเดือน พ.ย. เพราฉะนั้นถ้าใครอยากมาชมบรรรยากาศของนาข้าวก็ให้รีบมากันคะ แนะนำว่าค้างที่โครงการหลวงซักคืน จะเยี่ยมมาก

     

     

    โครงการหลวงขุนแปะ  อีกหนึ่งที่เที่ยวต้องแปะไว้ในเส้นทางท่องเที่ยว ดีใจมากที่ได้มีโอกาสรู้จักและได้มาที่นี่  มาตามภาพเพียง 4 ภาพ แบบที่ไม่รู้ข้อมูลด้วยซ้ำว่ามาถึงแล้วจะเป็นแบบในภาพมั้ย จะเจออะไรบ้าง เพราะเราบอกน้องนิ่มที่โครงการหลวงว่าอยากพาไปไหนจัดได้เลยเพราะเราไม่ทราบข้อมูลจริงๆ ว่ามีตรงไหนน่าสนใจบ้าง  ทราบเพียงอย่างเดียวอยากไปดูนาข้าวขั้นบันได เมื่อได้มาสัมผัสด้วยตัวเองบอกได้เลย ว่ามันเกินภาพที่เราได้เห็นไปเยอะมาก ตั้งใจไว้แล้วว่าปีหน้าจะกลับไปอีกแน่นอนในช่วงนาข้าวสีทอง ไปค้างสูดอากาศบริสุทธิ์ให้เต็มที่ซัก  1  คืน สุดท้ายของคุณน้องนิ่มเจ้าหน้าที่โครงการหลวงขุนแปะมากที่คอยดูแลต้อนรับและพาเราไปเที่ยวยังจุดต่างๆ  ทำให้เราได้รู้จักที่นี่มากขึ้น ดีงามมากอย่างแท้จริง

    รายละเอียดการติดต่อ สามารถสอบถามข้อมูลจองบ้านพักได้ที่คุณนิ่ม โทร 095 450 6335

     

    Tags : , , ,

    บทความที่เกี่ยวข้อง

    3 Responses to “โครงการหลวงขุนแปะ ดีงามจนต้องแปะ”

    1. ขอบใจน้องๆที่มารีวิวให้ชมนะคะ เลยได้รู้จักที่เที่ยวเชิงนิเวศน์อีกแห่ง ควายน้อยทำให้ยิ้มได้เลยค่ะ

    2. Good Morning:
      I am Thai but lived in America. I am coming home to visit my homeland next year. I have no car and wondering how can I I visit this place. It looks wonderful. I will be staying in Chiangmai for a few days in Mae Rim( Mae Jo University area). I would really love to come for a visit and staying at the Government’s Hotel room there.
      Please let me know. I am wondering if there is a local people who are willing to be my tour guide. Have never seen a rice paddy looks as gorgeous as this.
      Thank you.
      Mantana

    3. คุณ มัณฑณา

      มีที่พัก ดีๆ แบบโฮมเสตย์ เยอะครับ ลองหาดู ในพันทิป ผมอยู่ในกรุงเทพ ใกล้กว่าคุณ แท้ๆ ยังอยากไปนอน สูดอากาศ สักอาทิตย์ เลย ครับ ไม่แปลกใจหรอกครับว่า คนที่อยู่อเมริกา จะไม่อยากมานอน คิดถึงความหลังเมื่อวัยเด็กแบบนี้

      เมืองไทย มีอีกหลายสถานที่ ที่ คนไทย ยังไม่เคยไป

      ยินดีต้อนรับครับ

    Leave a Reply

    บทความล่าสุด

    บทความแนะนำ

    รวมที่พัก