• ชมทุ่งดอกหงอนนาค พิชิตภูสอยดาว

    ” ภูสอยดาว ดอกหงอนนาคสีม่วง บานสะพรั่ง ” ภาพนี้วนเวียนอยู่ในหัวของฉันมาตลอดหลายปี  โดยส่วนตัวสไตล์การท่องเที่ยวของฉันไม่ค่อยนิยมเดินป่าซักเท่าไหร่ เพราะมักจะคิดว่า ไม่ไหว เหนื่อย  ทำไมต้องเอาตัวเองไปลำบากขนาดนั้น แต่ถ้าจะต้องเดินป่าหากไม่อยากไปมากจริงๆ สำหรับฉันไม่ยอมเดินแน่  ฉันเคยได้ยินหลายคนพูดไว้ว่า 10 ภูกระดึง ไม่เท่า 1 ภูสอยดาว จริงเท็จแค่ไหนไม่รู้เพราะไม่เคยไปทั้งสองที่ ประโยคนี้คอยทำให้ฉันเลื่อนเดินทางทริปนี้แทบทุกปี  แต่เหมือนมีมนต์อะไรซักอย่างคอยบอกว่า “จงไปให้ได้  รีบไปเถอะ” อาจเป็นเพราะฉันชอบบรรยากาศความสดชื่นของป่าในหน้าฝน  ทุ่งดอกไม้ ภูเขาสีเขียว มากก็เป็นได้  รวมทั้งภาพของภูสอยดาววนเวียนตอกย้ำอยู่ตลอด ฉันตั้งใจว่าซักวันหนึ่งคนไม่ชอบเดินป่าจนหลายคนถาม ”  ไปจริงเหรอ จะไหวเหรอ ”  จะต้องไปพิชิตและเก็บภาพดอกหงอนนาคสีม่วงมาให้ได้ หลังจากเตรียมความพร้อมของใจและกาย รวบรวมสมาชิกที่พร้อมลุยไปด้วยกัน เมื่อเข้าสู่ฤดูการท่องเที่ยวภูสอยดาวซึ่งเริ่มตั้งแต่ เดืิอน ส ค. – ต.ค. ของทุกปี ทริปนี้จึงเกิดขึ้น ” มาพิชิตภูสอยดาวด้วยกัน “

     

     

    การเดินทางไปพิชิตภูสอยดาว พวกเราใช้บริการของทัวร์เดินป่าเป็นคนจัดการทุกอย่างให้หมด หลังจากมาถึงที่ทำการอุทยาน ทานข้าวเช้าที่ร้านอาหารเรียบร้อย ก็ถ่ายภาพร่วมกันหน้าป้าย น้ำตกภูสอยดาว ณ จุดนี้คือจุดเริ่มต้นของการเดินเท้าเพื่อพิชิตภูสอยดาว การแต่งกายสำหรับการเดินป่าต้องเตรียมตัว โดยเฉพาะรองเท้าเลือกที่พื้นรองเท้าดอกยางเยอะหน่อย เพราะทางเดินส่วนใหญ่เป็นพื้นดิน ลื่นบางช่วง  และอาจต้องเจอฝนตก ไม่มีกฎตายตัวว่าต้องใช้รองเท้าแบบไหน เอาเป็นว่าแบบไหนก็ได้ที่เราใส่แล้วสบายเท้าที่สุด  ใส่ถุงเท้าป้องกันเท้าไว้ด้วยก็จะดี เพราะระยะทางเดินไปขึ้นไปยังลานสนซึ่งเป็นที่พักกางเต้นท์และเป็นจุดที่ดอกหงอนนาคบาน ประมาณ 6.5 กิโล  ใช้เวลาเดินขึ้นประมาณ  5-8 ชั่วโมง สามารถอ่านข้อมูลท่องเที่ยวภูสอยดาวอย่างละเอียดได้ที่นี่ คลิ๊ก ข้อมูลภูสอยดาว

     

    ภูสอยดาว

     

    หลังจากพร้อมแล้วก็ถึงเวลาที่พวกเราต้องเดิน ออกสตาร์ทเวลา 9.00 น. ในช่วงแรกเดินขนาบไปกับน้ำตกยังเป็นทางราบและทางชันเล็กน้อย  เดินง่าย ฟังเสียงน้ำตก พักถ่ายดอกไม้ แมลง ชมธรรมชาติ  รู้สึกเพลินดี

     

     

    ระหว่างทางก็มีพืชและเห็ดแปลกๆ ให้เห็นตลอด เห็ดชนิดนี้ ชื่อว่า เห็ดร่างแห  หากเข้าไปใกล้จะมีกลิ่นตุๆเล็กน้อย มีแมลงตอมด้วย

     

     

    เดินมาได้ประมาณเกือบหนึ่งชั่วโมง ก็มาถึงเนินแรก  เนินส่งญาติ พร้อมส่งพวกเราขึ้นยอดภูสอยดาวเต็มที่  การเดินพิชิตภูสอยดาวจะต้องเดินผ่านทั้ง 5 เนิน เริ่มจาก เนินส่งญาติ เนินปราบเซียน  เนินป่าก่อ เนินเสือโคร่ง และสุดท้ายเนินมรณะ   ลักษณะของเนินส่งญาติก็จะเริ่มชัน บางช่วงก็มีบันไดให้เราเดินขึ้นไปเรื่อยๆ ก็คิดในใจเมื่อไหร่จะส่งฉันเสร็จซักทีล่ะเนี่ยแต่ก็เดินได้ไม่ถึงขนาดเหนื่อยมากนัก เพราะถ้าเหนื่อยก็นั่งพัก หายเหนื่อยก็เดินต่อเท่านั้นเอง


    DEW_5830

    ภูสอยดาว

     

    สำหรับฉันการเดินป่า นอกจากเราจะได้ชมธรรมชาติสวยระหว่างทาง ได้เหนื่อย ได้ลุ้นไปกับทุกช่วงของการเดินทางว่าจะเดินถึงเมื่อไหร่  สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ มิตรภาพและรอยยิ้มที่สามารถพบเห็นได้ตลอดทางทั้งจากเพื่อนร่วมทางที่รู้จักกันและไม่รู้จัก เดินผ่านมองหน้า ยิ้มให้กัน ไถ่ถามความรู้สึก อารมณ์เหมือนตกอยูในชะตากรรมเดียวกันประมาณนั้น  ภาพนี้สมาชิกที่ใส่เสื้อสีส้มกำลังใช้หมวกพัดคลายร้อนให้กับน้องสาวอีกคนที่มาร่วมทริป น้องไม่เคยเดินป่ามาก่อน รู้แต่ว่าภูสอยดาวสวย ต้องเดินเยอะแต่ใจน้องอยากมา น้องเลยดูจะเหนื่อยง่ายเป็นพิเศษ แต่ใจน้องสู้มาก เห็นภาพนี้รู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก ฉันรู้ว่าตัวคนดูแลก็อาจเหนื่อยและร้อนเช่นกัน แต่ยังไงขอช่วยน้องให้หายเหนื่อยก่อน

     

    ภูสอยดาว

     

    ลูกหาบเป็นอีกอาชีพที่ฉันเห็นใจ ลองนึกดูต้องแบกของหนักขึ้นภูเพื่อแลกรายได้กิโลละ 20 บาท เพราะฉะนั้นขั้นต่ำต้องมีของคนละ 10 กิโล ไม่อย่างนั้นขึ้นครั้งหนึ่งก็ไม่คุ้มเหนื่อย บางคนร่างกายไม่ค่อยดี ข้อเข่าก็ไม่ดี แต่ก็ต้องทำ นักท่องเที่ยวบางคนแค่เดินตัวปลิวก็บ่นจะแย่อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นเราควรเห็นใจเค้าค่ะ  ทักทายพูดคุย แสดงน้ำใจ เสมือนเค้าคือ เพื่อนร่วมเดินทางคนหนึ่ง  เพราะถ้าไม่มีลูกหาบเราก็ต้องแบกทุกอย่างขึ้นไปเองน่ะค่ะ

    DEW_5830

     

    ผ่านบันไดชันของเนินส่งญาติมาได้ ก็เดินผ่านป่าพื้นราบ ชันบ้างสลับกัน ถ่ายแมลงใบหญ้าไปเรื่อย เที่ยงกว่า พวกเราก็มาถึง เนินปราบเซียน นั่งพักเหนื่อยทานข้าวเที่ยงกันที่นี่ซักครู่

     

     

    อิ่มท้องจะได้มีแรงเดินต่อ เหลืออีก 3 เนิน ที่เราต้องเดินผ่านไปเพื่อให้ถึงจุดหมาย เนินที่ 3 เนินป่าก่อ ทางราบค่อนข้างเยอะ เดินง่าย แต่ก็เป็นช่วงระยะทางที่ไกลพอสมควรกว่าจะเดินผ่านเนินนี้มาได้ และด้วยทางเป็นทางราบซะเยอะเลยได้ถ่ายภาพ เห็ด และแมลงมาตลอดทาง  สำหรับฉันเดินมาไกลขนาดนี้ต้องบ่นและรู้สึกเหนื่อยมาก แต่อาจเพราะเพลิดเพลินกับการถ่ายภาพธรรมชาติแปลกๆ ที่ไม่เคยเห็นจึงทำให้ลืมความรู้สึกเหนื่อยไปแต่ก็ยอมรับว่าเมื่อยขาอยู่บ้าง  ภูสอยดาว ในวันนี้ไม่ได้เดินยากและลำบากอย่างที่หลายคนได้บอกไว้ ในทางกลับกันฉันรู้สึกว่าเป็นการเดินป่าที่เหนื่อยน้อยที่สุดเท่าที่เคยเดินมา ทั้งที่ระยะทางเดินขึ้นภูสอยดาวไกลกว่าและชันกว่าที่เคยเดินป่ามาเมื่อก่อน

     

    ภูสอยดาว

     

    เห็ดพันธุ์แปลกๆ ที่พบเห็นมาตลอดทาง มีเห็ดสีดำด้วย สิ่งเหล่านี้ทำให้ฉันสนุกสนานกับการถ่ายภาพไม่น้อยเลยทีเดียว

     

     

    รวมถึงเจ้าตัวนี้ ตอนแรกมันอยู่นิ่ง ฉันกับพี่อีกคนมองอยู่ตั้งนานว่ามันคือ เศษกิ่งไม้หรือตัวอะไรหรือเปล่า  แต่พอซักพักเริ่มขยับตัวจึงได้รู้ว่ามันคือ สิ่งมีชีวิต ตอนแรกนึกว่า คือกิ้งกือพันธุ์หนึ่ง แต่ถามเจ้าหน้าที่บอกว่ามัน คือ หนอน

     

    ภูสอยดาว

     

    เดินมาถึงเนินสุดท้าย เนินมรณะ เนินนี้ขึ้นชื่อว่าโหดและชันสุด เมื่อก่อนอาจเดินลำบาก แต่เดี๋ยวนี้มีการทำขั้นบันไดทำให้เดินง่ายขึ้น ยิ่งเดินขึ้นก็สูงขึ้นเรื่อยๆ ฉันมองเห็นลานสนที่เป็นจุดหมายอยู่ไม่ไกล แต่ทำไมเราเดินไม่ถึงซักทีน่ะ ตอนแรกตั้งใจจะหยุดถ่ายภาพที่เนินนี้เพราะมองลงมาจากข้างล่างวิวสวยมาก แต่โชคไม่ดีระหว่างทางเดินฝนตกลงมาอย่างหนัก ฝนตกถือเป็นเรื่องปกติมากของการมาเที่ยวภูสอยดาว ถ้ามาแล้วไม่เจอฝนถือว่าแปลก พวกเรารีบเร่งฝีเท้าเดินฝ่าฝนขึ้นไปเพื่อให้ถึงจุดหมายโดยเร็ว

     

    ภูสอยดาว ภูสอยดาว

    เวลาบ่ายสามโมงครึ่ง ก็มาถึงลานกางเต้นท์แบบทุกลักทุเลด้วยสภาพเปียกปอน ภาพที่พักพิงของพวกเราและนักท่องเที่ยวคนอื่นในคืนนี้ อยู่ท่ามกลางดอกหงอนนาค กางเต้นท์บนภูสอยดาว ต้องขึงไฟล์ชีทให้แน่นกับต้นไม้ป้องกันไว้เพราะพายุฝนและลมแรงมาก บางครั้งเต้นท์ปลิวเลยก็มี  บนลานกางเต้นท์ข้างบนไม่มีร้านค้า ร้านอาหารใดๆ ทั้งสิ้น ทุกอย่างต้องเตรียมมาเองไม่ว่าจะเป็น อาหาร น้ำดื่ม แต่ด้วยคณะเราใช้บริการของทัวร์ทุกอย่างเค้าจัดการให้หมด ทั้งกางเต้นท์ ทำอาหาร มาถึงปุ๊บมีแป๊บซี่ใส่น้ำแข็งพร้อมไอติมแม๊กนั่มวางอยู่แปลกดีไม่เคยเจอ  สิ่งที่อุทยานอำนวยความสะดวกให้มีเพียงอย่างเดียว คือ ห้องน้ำ ที่เห็นลักษณะเหมือนบ้านหลังเล็กๆ สีเขียวนั่นแหละค่ะ  แต่ไม่มีน้ำเราต้องถือกระป๋องรองน้ำพร้อมขันที่ทางอุทยานเตรียมไว้ให้ไปตักน้ำที่ลำธารด้านข้างแล้วนำมาอาบชำระร่างกาย ล้างหน้าล้างตา หรือล้างสิ่งต่างๆ ด้วยตัวเอง

     

     

    หลังจากรอให้ฝนเริ่มซาก็เดินออกมาเก็บภาพทุ่งดอกหงอนนาค ฝนที่นี้จะมาๆ หายๆ  แต่มาเป็นระยะ หยุดเมื่อไหร่เราต้องรีบออกมาเก็บภาพทันที  เพราะไม่รู้ว่าอีกกี่นาทีข้างหน้าจะตกมาอีกหรือเปล่า

     

    http://www.paiduaykan.com/province/north/uttaradit/pic/phoosoidao24.jpg

     

    ดอกหงอนนาคเคล้าหมอกฝนช่างแสนโรแมนติก เดินถ่ายภาพไปอาการปวดขาเริ่มแสดงออกมาชัดเจน แต่ก็พยายามจะลืมเพราะอยากเก็บภาพวินาทีนี้ให้ได้มากที่สุดกับทริปการเดินทางในฝันของฉันที่เก็บมานานหลายปี

     

     

    ซูมมาแบบชัดๆ ถ่ายยากพอสมควร เพราะลมพัดดอกไม้ไหวตลอดเวลา

     

     

    หาสมาชิกมาเป็นแบบบ้าง สาวน้อยท่ามกลางดอกหงอนนาคดูชวนฝันดี

     

    ภูสอยดาว

     

    พระอาทิตย์เริ่มจะลาลับไปจากท้องฟ้า เป็นโชคดีของคณะเราอีกแล้วทีได้มาเจอแสงอาทิตย์ คนนำทริปบอกว่าเป็นอะไรที่เห็นได้ยากมากเมื่อมาเที่ยวบนภูสอยดาวในหน้าฝน  ทริปเราเป็นทริปแรกในรอบ 5 สัปดาห์ที่เจอแสงพระอาทิตย์

     

     

    ลองเปลี่ยนจากการนอนบนที่นอนนุ่ม แอร์เย็น พัดลมจ่อหน้า มานอนเต้นท์ สูดกลิ่นไอดินและธรมชาติ ท่ามกลางความหนาวเย็นของฝนท่ามกลางทุ่งดอกไม้บนภูสอยดาวบ้างก็ดีนะ

     

     

    แสงสุดท้ายของวันนี้ที่เก็บมาบริเวญหน้าเต้นท์ น่าเสียดายที่ฉันล้าและเจ็บขามากจากการเดินทั้งวัน ไม่สามารถที่จะวิ่งไปเก็บภาพที่จุดชมวิวได้  แต่เพื่อนอีกคนหนึ่งรีบวิ่งไปถ่ายภาพให้ทันได้ภาพกลับมามันสวยมาก

     

     

    หลังจากพัก 1 คืน ให้คลายจากอาการเหนื่อยล้าและปวดขา เช้าวันใหม่พวกเราก็เดินไปเที่ยวยังน้ำตกสายทิพย์ น้ำตกที่สวยงามและขึ้นชื่อของ ภูสอยดาว  ใช้เวลาเดินประมาณ 15 – 20 นาที โดยคนนำทริปพาไปเปิดเส้นทางใหม่อีกทางบุกป่าฝ่าดง  ลื่นพอสมควร ตอนแรกก็แอบบ่นเล็กน้อย แต่ตอนหลังได้รู้ความจริงว่าเส้นทางนี้ จะเดินเป็นวงกลมเค้าเห็นว่าคณะเราชอบถ่ายภาพ เลยพามา โดยเส้นทางจะเริ่มเดินจากน้ำตกขั้นล่างสุด ขึ้นไปถึงชั้นบนสุดซึ่งเป็นทางออก จะได้เก็บได้ครบและไม่ต้องย้อนไปมา

     

     

    ความสวยงามของ น้ำตกสายทิพย์ ก็คือ ความเขียวขจีของมอสสีเขียวที่ขึ้นอยู่ทั่วเส้นทางเดินและก้อนหิน  เสมือนพรมสีเขียวธรรมชาติที่ไม่ต้องปรุงแต่งใดๆ  จึงทำใ ห้น้ำตกสายทิพย์ มีชื่่อเรียกอีกชื่อว่่า น้ำตกมอส

     

     

    วันที่ฉันไปอาจรู้สึกไม่ค่อยเขียวมาก เพราะอากาศดูเหมือนจะแอบครึ้มไปเล็กน้อย หมอกฝนลอยมาตลอด

     

    ภูสอยดาว

     

    ค่อยๆ ไล่ถ่ายภาพและเดินจากชั้นล่างสุดไปเรื่อยๆ ทางเดินต้องเดินขึ้นเนินและชันตลอด

     

     

    ซักพักก็มาถึงน้ำตกสายทิพย์ชั้นบนสุด  ชั้นนี้จะมองเห็นวิวน้ำตกที่อยู่เบื้องล่างได้ ไกลสุดตา

     

     

    ซูมๆ ความเขียวเข้ามาใกล้ๆ

     

     

    ใบไม้หลากสีที่ร่วงอยู่บริเวญน้ำตก ถ้ามาในหน้าหนาวเห็นว่ามีใบเมเปิ้ลสีแดงด้วย แต่น้ำอาจจะน้อย

     

     

    ใกล้เวลาเที่ยงแล้ว พวกเราเดินขึ้นจากน้ำตก เพื่อมายังลานกางเต้นท์รับประทานข้าวเที่ยง หลังจากนั้นบ่ายสองโมงกว่าก็เดินไปยัง หลักเขตไทยลาว อีกหนึ่งไฮไลต์ของการมาเที่ยวภูสอยดาว ตั้งอยู่ไม่ไกลจากลานกางเต้นท์  ประเทศไทยกับลาวใกล้กันแค่เราเดินข้ามไป ฝั่งนี้เป็นฝั่งไทย

     

     

    และอีกฝั่งหนึ่ง คือ ฝั่งลาว

     

     

    ระหว่างทางเดินกลับก็เห็นทุ่งดอกหงอนนาคบานเป็นระยะตามทางเดิน

     

    ภูสอยดาว

     

     

    ส่องใยแมงมุม กว่าจะถ่ายได้ ทำเอาเหงื่อตกเพราะลมพัดตลอด

     

    ภูสอยดาว

     

    ถ่ายภาพดอกไม้บนภูสอยดาวก็เหมือนเล่นเก้าอี้ดนตรี  หมอกพัดมาอากาศครึ้มเรานั่งนิ่งรอเวลาอยู่ซักพักให้ลมพัดหมอกหายไปเพราะหากมีหมอกคลุมหนาเมื่อไหร่ไม่สามารถถ่ายภาพอะไรมาได้  พอหมอกจางปุ๊บต้องรีบถ่ายอะไรได้ให้รีบถ่ายเพราะเป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ เท่านั้น

     

     

    หลังจากนั้นลมก็พัดหมอกมาปกคลุมไปทั่วอีกครั้ง

     

     

    นอกจากดอกหงอนนาคแล้ว เราจะสามารถพบเห็นดอกไม้ป่าอีกชนิดหนึ่ง ที่แย้มบานแซมกับดอกหงอนนาค นั่น คือ เจ้าดอกสีม่วงอมชมพูดอกนี้ ชื่อว่า เอนอ้าขน ซึ่งออกดอกตลอดปี  นอกจากนี้ก็ยังมีดอกไม้ป่าอีกหลายชนิด เช่น กระดุมเงิน ดอกหงอนนาคสีขาว แต่อาจจะพบเห็นได้น้อยกว่าสองชนิดแรก

     

     

    หยดน้ำค้างของไอฝน เกาะอยู่ตามใบไม้ เห็นแล้วสดชื่น

     

     

    ได้เวลากลับลงไปสู่โลกของความจริงแล้ว ก่อนกลับขอถ่ายภาพที่ระลึกกับป้ายผู้พิชิตลานสนซักหน่อย หลังจากวันแรกของเดินทางฝนตกไม่ได้ถ่ายภาพเก็บไว้

     

    ภูสอยดาว

     

    รวมทั้งวิวภูเขาสวยจากเนินมรณะอีกด้วย โชคดีมากที่ขากลับฝนไม่ตก

     

     

    มองวิวจากตึกสูงรู้สึกเบื่อ ขอเปลี่ยนบรรยากาศมานั่งมอง ทิวเขาเขียว และไอหมอก จาก เนินมรณะบ้าง

     

     

    หลังจากนั้นก็ได้เวลาเดินกลับไปยังเส้นทางเดิม ขากลับจะใช้เวลาไม่นานเท่าขาขึ้น เพียง  3 ชั่วโมงกว่าก็ลงมาถึงที่ทำการอุทยาน อาบน้ำชำระร่างกาย รับประทานข้าวกลางวัน

     

     

    ภูเขาสูงเสียดฟ้าแค่ไหน การพิชิตภูสอยดาว สำหรับฉันไม่ได้ง่ายแต่ก็ไม่ได้ยากจนเกินไป ถ้าใจเราพร้อม สะพายเป้และกล้องคู่ใจออกไปสู่โลกกว้าง ธรรมชาติพร้อมอ้าแขนรับและรอคอยเราเสมอ  กลับถึงบ้านนั่งมองภาพถ่ายรู้สึกมีความสุข แต่นั่นไม่สำคัญเท่ากับเรื่องราวประทับใจที่เกิดขึ้นหลังกล้อง เสียงหัวเราะ รอยยิ้มแห่งมิตรภาพ  ทำให้ฉันรู้สึกว่าการมาเที่ยว ภูสอยดาว ที่หลายคนว่าโหดนักหนากลายเป็นเรื่องสนุกและทำให้คนไม่ชอบเดินป่าอย่างฉันรู้สึกรักที่นี่ ภูสอยดาว

     

    Tags : , , ,

  • บทความที่เกี่ยวข้อง

  • บทความล่าสุด

    บทความแนะนำ

    รีวิวคาเฟ่และร้านอาหาร