• ดอยม่อนจอง ภูเขาสีทอง

    ดอยม่อนจอง หรือ ม่อนจอง  ฉันคุ้นกับชื่อนี้มานานหลายปี เมื่อใครพูดถึงชื่อนี้ภาพภูเขาหญ้าสีทองเรียงรายสลับซับซ้อนโอบด้วยแสงแดดในยามเย็นมักจะลอยผ่านเข้ามาในความรู้สึกเสมอ ฉันเก็บสถานที่นี้ไว้ในใจมานานแสนนานหวังแต่เพียงว่าซักวันหนึ่งคงได้มีโอกาสไปมองและสัมผัสบรรยากาศนั้นด้วยตัวเองซักครั้ง แม้รู้ว่าหนทางข้างหน้าอาจจะต้องเหน็ดเหนื่อยกับการปีนป่ายขึ้นภูเขาอีกแล้วเพราะที่ผ่านมาในช่วงฝนถึงหนาวก็บ้าพลังพิชิตเขาสูงในหลายแห่งแบบติดกันเทบทุกเดือนจนบางครั้งก็รู้สึกเหนื่อยและท้อกับความหนาวที่ต้องเผชิญ  แต่สิ่งนั้นก็ไม่เป็นอุปสรรคถ้าใจอยากไป ไกลแค่ไหนก็จะไปให้ถึง เมื่อโอกาสประจวบเหมาะขอเก็บภาพและพิชิตดอยสีทองในฝัน ดอยม่อนจอง

     

    ดอยม่อนจอง เมื่อก่อนตั้งอยู่ในเขตอำเภออ๋มก๋อย เชียงใหม่ แต่ในปัจจุบันตั้งอยู่ในอำเภอนันทบุรี ซึ่งเป็นอำเภอใหม่ อยู่ในความดูแลของหน่วยมูเซอ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอมก๋อย  จุดเริ่มต้นของการมาเที่ยวม่อนจองมีหลายแบบจะเดินทางมาด้วยตัวเองก็เริ่มตั้งแต่ติดต่อขออนุญาติกับทางหน่วย ฯ แจ้งความจำนง จำนวนคน จำนวนลูกหาบ  และรถโฟร์วิว จัดเตรียมอาหารเครื่องดื่มทุกอย่างให้พร้อม 

     

     

    สำหรับคณะของฉันเลือกใช้บริการของทัวร์เดินป่าซึ่งมีให้บริการหลายเจ้าซึ่งสามารถหาได้างอินเตอร์เน็ตตามความพอใจค่ะ ทางทัวร์จัดการทุกอย่างให้หมดตั้งแต่ติดต่อเจ้าหน้าที่ อาหารกิน เต้นท์ ถุงนอน ฯลฯ คณะเรามีหน้าที่เดินอย่างเดียวตามเคย  หลังจากนั่งรถตู้มาถึงหน่วยมูเซอแล้วก็เปลี่ยนเป็นรถโฟร์วิวเพื่อไปต่อยังจุดเดินเท้า ระหว่างทางแวะรับลูกหาบที่หมู่บ้านชาวเขามูเซอ

     

    DSC_2493

    DSC_2506

     

    เนื่องจากพวกเราเดินทางตรงกับช่วงวันปีใหม่ของหมูบ้าน เลยต้องใช้เวลาหาและรอลูกหาบซักนิด ระหว่างรอก็เดินเล่นถ่ายภาพเด็กน้อยในหมูบ้านไปเรื่อยๆ  แก้มยุ้ยน่ารัก

     

    DSC_2501

    DSC_2484

     

    หลังจากได้ลูกหาบมาเรียบร้อยแล้ว ก็นั่งรถโฟร์วิวผ่านเส้นทางถนนดินแดง ทางขรุขระ ประมาณ 1 ชั่วโมงกว่าก็มาถึงจุดเริ่มเดินทางไปยังดอยม่อนจอง  จัดการสัมภาระและรับประทานข้าวกลางวันให้เรียบร้อย หากถามว่าจะขับรถขึ้นมาเองได้มั้ย ตอบได้เลยว่าไม่แนะนำอย่างยิ่ง เพราะจุดเริ่มเดินเท้าอยู่เป็นป่าลึกไม่มีคนคอยดูแลรถให้ อีกอย่างเส้นทางไม่ใช่ง่ายๆ ถ้าไม่ชำนาญทางก็อย่าเสี่ยงค่ะ เพราะข้างทางบางช่วงเป็นหุบลึก วิธีที่ดีที่สุด คือ จอดรถไว้ที่หน่วยมูเซอ แล้วใช้บริการรถโฟร์วิวของชาวบ้าน จะปลอดภัยกว่า

     

     

    11.00 น. เริ่มสตาร์ทพวกเราทั้ง 9 ชีวิต พร้อมลุยจากจุดเดินเท้าไปยัง ดอยม่อนจอง ระยะทาง 4.5 ก.ม.  ใช้เวลาเดินประมาณ 3-4 ชั่วโมง สำหรับฉันเส้นทางแค่นี้ถือว่าเป็นการเดินป่าที่ไม่โหดมาก เพราะเคยผ่านการเดินที่หนักกว่านี้มาแล้วหลายครั้ง แต่อาจเหนื่อยตรงที่เส้นทางส่วนใหญ่ในช่วงแรกจะขึ้นเขาตลอดทางราบค่อนข้างน้อย

     

     

    เนื่องจากตั้งอยู่ในอำเภออมก๋อยหรือนันทบุรีที่ห่างไกลสุดชายแดนเป็นอำเภอที่ได้ชื่อว่าหนาวที่สุดอีกอำเภอหนึ่งของเชียงใหม่ และตั้งอยู่ในที่สูง  ทำให้ตลอดการเดินทางขึ้นสู่ ดอยม่อนจอง จากที่ในตอนแรกคิดว่าต้องร้อนแน่ แต่อากาศกลับเย็นจนถึงขั้นหนาวแบบไม่น่าเชื่อ เดินท่ามกลางแดดเปรี้ยงแต่เหงื่อแทบไม่ออก

    DSC_2543

     

    เมื่อเดินมาซักพักและเจอเจ้าหินสูงใหญ่ก้อนนี้ ตั้งตระหง่านอยู่ เรียกว่า ภูหินช่อ นั่นหมายความว่าเราได้เดินมาถึงครึ่งทางแล้วเร็วดีแท้  มาถึงแล้วก็ต้องปีนขึ้นไปชมวิวข้างบนซักหน่อย หินก้อนนี้ไม่แนะนำสำหรับคนกลัวความสูงและใจไม่กล้าพอเพราะมันเสียวมาก  ฉันคนหนึ่งไม่ขึ้นไปแน่นอนเพราะแอบกลัว ปล่อยให้สาวๆกลุ่มนี้เดินขึ้นไป

     

    DSC_2556

     

    ส่วนฉันขอเก็บภาพอยู่ข้างล่างน่าจะดีกว่า วิวตรงนี้ก็สวยดีไม่น้อย

     

    DSC_2559

     

     

    ตลอดทางเดินจะเห็นดอกไม้ป่าสีขาวแต่งแต้มให้หญ้าแห้งมีชิวิตชีวายิ่งขึ้น

     

     

    นั่งพักเหนื่อย รับลมเย็น ถ่ายรูปเล่นตรงภูหินช่อซักครู่

     

     

    เดินต่อไปเรื่อยๆ  พักอีกแล้วแต่ไม่ได้พักเหนื่อยเป็นการพักเพื่อชมวิวเก็บเกี่ยวความสวยงามระหว่างทาง  เมื่อก่อนฉันไม่เข้าใจว่าทำไมหลายคนถึงชอบการเดินป่านักทั้งที่มันเหนื่อยมาก กินนอนอยู่กลางป่าก็ไม่ใช่ว่าจะสบาย บางครั้งเจอฝน อากาศหนาวแทบนอนกันไม่ได้  เราไปเที่ยวสบายรถขึ้นถึงจะดีกว่ามั้ย แต่เมื่อได้มีโอกาสมาเดินป่าบ่อยๆ ทำให้รู้สึกว่า มันเหมือนได้ลุ้นว่าเมื่อไหร่จะเดินถึง ได้เห็นน้ำใจจากเพื่อนร่วมทาง บางคนหอบเหนื่อยเกือบไปไม่ไหวแต่ก็คอยพูดให้กำลังใจ “ ต้องเดินถึงซิ พักก่อน ค่อยๆเดิน ไม่ต้องรีบ ไปเรื่อย ๆ ”  เมื่อเราตัดสินใจลงเรือลำเดียวกันแล้วต้องไปให้ถึงจุดหมายด้วยกัน บรรยากาศสนุกๆของวงสนนทนากลางแคมป์ไฟอุ่น สำหรับฉันทั้งหมดนี้มันอาจเป็นเสน่ห์ของการเดินป่าที่หลายคนหลงใหล

     

     

    พักถ่ายรูปเล่นจนเป็นที่พอใจก็เดินต่อไปหันหลังมองกลับไปฟ้าสีฟ้าสวยได้ใจมาก

     

     

    มาถึงเนินสุดท้าย ที่พวกเราเรียกกันว่า เนิน 70 เนื่องจากความลาดชันของภูเขาชันมากเกือบ 70 องศา อีกนิดเดียวก็จะ 90 อยู่แล้ว เดินขึ้นไปหันไปมองวิวก็แอบเสียว เนินสุดท้ายทำเอาเหนื่อยเลยทีเดียว ขาขึ้นไม่เท่าไหร่แต่ขากลับไม่ต้องพูดถึงฉันคิดในใจเราเดินขึ้นมาได้อย่างไรเนี่ยสูงแท้  หันกลับไปมองวิวข้างหลังยอดภูเขาสีเขียวอยู่ไกลๆ เห็นนักท่องเที่ยวกลุ่มอื่นตัวเล็กเหมือนจุดอะไรซักอย่างอยู่บนยอดเขา  ยอดนั้นคือทางที่เราเพิ่งเดินจากมาในไม่กี่ชั่วโมง

     

     

    เมื่อเดินผ่านความลาดชันของเนิน 70 มาได้ จะพบเห็น ทุ่งหญ้ากว้างใหญ่สีทองและสนามกอลฟ์ช้าง อีก 1 จุดไฮไลต์ของดอยม่อนจอง ณ เวลา 14.00 น.  คือ เวลาที่พวกเราเดินมาถึงจุดนี้

    DSC_2723

     

    ผ่านจุดนี้ไปไม่ไกลลงไปในหุบเขาเพื่อไปยังจุดกางเต้นท์เก็บสัมภาระและพักเหนื่อยกันซักหน่อย

     

     

    บริเวณลานกางเต้นท์ ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกใดๆทั้งสิ้น ห้องน้ำเป็นแบบหาเองตามธรรมชาติ เพราะฉะนั้นสิ่งสำคัญที่ต้องพกมาด้วย คือ ทิชชูเปียก มีลำธารเล็กๆมีตาน้ำไหลมาตามท่อ สามาราถใช้ล้างหน้าล้างตา และนำมาประกอบอาหารได้

     

     

    ณ เวลาบ่ายสามถึงแม้จะมีแสงแดดยามบ่ายส่องกระทบ แต่อากาศในบริเวณลานกางเต้นท์เย็นจับจิต ฉันไม่อยากนึกถึงคืนนี้ว่าจะหนาวขนาดไหน แต่อย่างไรก็ไม่หวั่นเพราะเตรียมอุปกรณ์กันหนาวมาแบบจัดเต็ม

     

     

    พวกเรานั่งคุยเล่น เฮฮากันตามประสา รอเวลา 4 โมงเย็น ก็เดินขึ้นจากจุดกางเต้นท์เพื่อรอเก็บแสงยามเย็นของทุ่งหญ้าสีทอง เส้นทางเดินไปยังแต่ละจุดมีการทำเส้นทางไว้ชัดเจนเพื่อให้เดินง่ายขึ้น มองห็นนักท่องเที่ยวเดินเรียงกันมายาวตามทางดูเป็นระเบียบดีค่ะ เพราะแต่ละคนเดินไม่หลุดเส้นทางเลยทีเดียว

    DSC_2798

     

    ภูเขาสีทองสลับซับซ้อน ตลอดระยะเวลายังคงเห็นนักท่องเที่ยวกลุ่มแล้วกลุ่มเล่า เดินข้ามจากยอดนู้นมาสู่ยอดนี้เพื่อไปยังจุดกางเต้นท์

     

     

    ฉันและเพื่อนพักชมวิวถ่ายรูปเล่น อยู่ที่ลานหญ้าสีทองของสนามกอลฟ์ช้างอยู่ซักพักรอให้แสงแดดอ่อนลงกว่านี้ เพื่อเดินไปชมพระอาทิตย์ตกที่ดอยหัวสิงห์  ซึ่งอยู่ไม่ไกล

     

     

    เมื่อตะวันเริ่มคล้อยต่ำลง ก็ได้เวลาที่พวกเราต้องเดินต่อไป

     

     

    เมื่อมาอยู่ร่วมกับธรรมชาติมนุษย์เป็นเพียงสิ่งมีชีวิตตัวเล็ก ที่ไม่อาจเทียบทานความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติได้  สิ่งที่มนุษย์อย่างเราทำได้ คือ เรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันแบบสันติวิธี “ เมื่อเราไม่ทำร้ายธรรมชาติ ธรรมชาติก็จะไม่ทำร้ายเรา  ”

     

     

    เดินมาเรื่อยๆ เริ่มเห็นยอดดอยหัวสิงห์ชัดขึ้น ดอยหัวสิงห์ คือ จุดที่สูงที่สุดของดอยม่อนจองที่สามารถชมบรรยากาศของพระอาทิตย์ได้ทั้งขึ้นและตก

     

     

    ฉันชอบวิวและบรรยากาศของ ดอยม่อนจอง มาก โดยเฉพาะเวลาที่หันมองไปทั้งข้างหน้าและข้างหลังจะเห็นมนุษย์ตัวจิ๋วอยู่ท่ามกลางภูเขาอันยิ่งใหญ่ มองไปบางทีก็แอบรู้สึกกลัวแต่มันก็เป็นภาพที่แสดงให้เห็นถึงความเปรียบต่างได้เป็นอย่างดี

     

    DSC_2947

     

     

    เดินไปพักเก็บภาพวิวเล็กน้อย ระหว่างทาง พวกเรามาหยุด ณ จุดสุดท้าย ตั้งใจว่าจะไม่เดินไปถึงยอดดอยหัวสิงห์ เนื่องจากต้องการเห็นหัวสิงห์เป็นฉากหน้าในยามพระอาทิตย์ตก เพราะถ้าขึ้นข้างบนในคงเห็นแต่วิวโล่งแจ้ง

     

     

    ฉันนั่งชมวิวรอพระอาทิตย์ตก อากาศเริ่มหนาวเย็นขึ้นตามสภาพแสงที่เริ่มอ่อนลง

     

     

    ความสุขไหนในเวลานี้คงไม่เท่ากับการได้เก็บภาพและนั่งมองวิวภูเขาสีทอง สลับกับวิวทิวเขาน้อยใหญ่ที่เรียงรายอยู่เบื้องล่าง ความเหนื่อยล้าจากการเดินทางค่อยจางหายไปเมื่อเราได้มารับอากาศบริสุทธิ์และกลับสู่อ้อมกอดของธรรมชาติ

     

     

    พระอาทิตย์ดวงโตลาลับขอบฟ้า ทิ้งไว้เพียงความทรงจำที่ประทับใจของแสงสุดท้ายในวันนั้น

     

     

    หกนาฬิกาของเช้าวันใหม่ พวกเราก็เริ่มเดินกันอีกครั้งเพื่อไปเก็บภาพแสงเช้า ณ จุดเดิม คือ ดอยหัวสิงห์ ขึ้นลง ไปมา อยู่ในเส้นทางเดิมตลอดสองวัน อากาศในยามเช้าหนาวเอาเรื่องเลยทีเดียว แต่พวกเราก็มักจะแซวเล่นกันว่า “ เราผ่านอะไรมาเยอะรู้สึกชินชาแล้ว ” เพื่อนในกลุ่มเดินไปต่อเพื่อไปพิชิตยอดดอยหัวสิงห์ แต่ฉันยังคงเลือกเก็บความสวยงามยามเช้าอยู่ตรงนี้ตรงที่เดิม

     

     

    เมื่อแสงอาทิตย์เริ่มสาดส่องทุ่งหญ้าสีทองจากที่เคยดูแห้งแล้งมีชีวิตชีวาและดูสวยงามขึ้นมาทันที

     

     

    ท้องฟ้าสีฟ้ากับแสงแดดอ่อนในยามเช้า

     

     

    ไม่ว่าจะเช้า สาย บ่าย เย็น  แม้จะเป็นภาพในมุมเดิม ดอยม่อนจอง มองทีไรก็สวยเสมอ เป็นสถานที่อีกแห่งหนึ่งที่ฉันรู้สึกว่าองค์ประกอบของธรรมชาติทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นแสงอาทิตย์  ทุ่งหญ้าสีทอง ทิวเขาสลับซับซ้อนและมนุษย์ตัวเล็ก  มันผสมผสานกันได้อย่างลงตัว

     

     

    สายแล้วได้เวลาที่ต้องแพคกระเป๋ากลับไปยังเส้นทางเดิม ระยะเวลา 2 วัน 1 คืน ที่ได้มาที่นี่ ถึงแม้จะเป็นเพียงเวลาสั้นๆ แต่ความทรงจำและความรู้สึกประทับใจที่มีต่อที่นี่ จะถูกเก็บไว้ในความทรงจำของฉันตราบนานเท่านาน ดอยม่อนจอง

    DSC_3290

    DSC_3323

     

    ข้อมูลม่องเที่ยวดอยม่อนจอง

    ดอยม่อนจองเปิดให้ท่องเที่ยวในช่วงตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ไปจนถึง 15 กุมภาพันธ์ หลังจากนั้นจะปิด ไม่อนุญาตให้ นักท่องเที่ยวขึ้นเพราะต้องระวังภัยเรื่องช้างป่าที่ออกมาหากิน รวมถึงสภาพอากาศที่แห้งซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดไฟป่าสำหรับเวลา ในเวลาในการเดินทางขึ้น ดอยม่อนจอง นักท่องเที่ยวควรใช้ประมาณ 2 วัน 1 คืน

    การเดินทางขึ้นดอยม่อนจอง

    ต้องติดต่อขออนุญาตกับทางเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอมก๋อย หน่วยมูเซอ การเดินทางต้องไปยัง หน่วยพิทักษ์ป่ามูเซอ ระยะทางประมาณ 40 กิโลเมตร เมื่อถึงหน่วยมูเซอติดต่อทำเรื่องให้เรียบร้อย หลังจากนั้นจัดเตรียมสัมภาระ ขึ้นรถขับเคลื่อนสี่ล้อไปส่งยังจุดเริ่มเดินอีก 16 กิโลเมตร และขึ้นสู่ยอดดอยระยะทาง 4 กม ใช้เวลา เดินเท้าประมาณ 3-4 ชั่วโมง ผ่านเส้นทางชึ้นลงและราบสลับกันแต่ส่วนใหญ่จะเดินขึ้นมากกว่า ไม่แนะนำให้ ขับรถไปจอดยังจุดเดินเท้าเนื่องจากจุดเดินเท้า ตั้งอยู่ในป่าไม่มีคนดูแล เส้นทางบางช่วงแคบด้านข้างเป็นเหวลึก ควรอดไว้ที่หน่วยฯ และเช่ารถ 4WD ปลอดภัยกว่า

    ในส่วนของคนนำทาง ลูกหาบ รถ 4WD สามารถแจ้งความจำนงกับเจ้าหน้าที่เพื่อจัดเตรียม ส่วนอาหารน้ำดื่ม เต้นท์ ถุงนอน ต้องเตรียมไปเองให้พร้อม เพราะบนยอดดอยไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกอะไรมีลำธารเล็กๆตรงจุดกางเด้นท์สำหรับล้างหน้า แปรงฟัน อากาศข้างบนหนาวมากควรเตรียมอุปกรณ์กันหนาวไปให้พร้อม

    ค่าบริการ
    คนนำทาง เที่ยวละ 500 บาท 
    ค่าบริการลูกหาบคิดวันละ 400 บาท
    ค่ารถโฟร์วิวไปยังจุดเดินเท้า 2500-3000 บาท
    ในกรณีใช้บริการบริษัททัวร์ก็สะดวกสบายเพราะทัวร์จัดการให้หมด 

    ติดต่อ หัวหน้าหน่วยพิทักษ์ป่ามูเซอ นาย สมบัติ อ่อนสะอาด  โทร 085 708 7441
    153 หมู่ 2 ต. ยางเปียง อำเภอ อมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่  50310

     

    ค่าบริการอาจมีการเปลี่ยนแปลงก่อนเดินทางโปรดสอบถามอีกครั้ง

     

    การเดินทาง

    โดยรถส่วนตัวจากอำเภอเมืองเชียงใหม่ โดยทางรถยนต์ตามเส้นทางสายเดิม ตามข้อ 1.1 ถึงอำเภอฮอด แต่แทนที่จะแยกเข้าอำเภอดอยเต่า ตามทางหลวงจังหวัดหมายเลข 1103 จะเดินทางต่อตามเส้นทางเดิม (ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 108) จากอำเภอฮอดไปอีก 39 กม. แยกเข้าตามทางหลวง จังหวัดหมายเลข 1099 ถึงบ้านปางโอ้งโม้ง ตำบลยางเปียง อำเภออมก๋อย ตรงหลักกิโลเมตรที่ 32 แยกเข้าสู่เส้นทางไปยังเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอมก๋อย ถึงที่ทำการเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอมก๋อย ระยะทางประมาณ 12 กิโลเมตร รวมจากอำเภอเมืองเชียงใหม่ ถึงที่ทำการเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอมก๋อย ระยะทางประมาณ 171 กม.

    โดยรถสาธารณะ

    – ใช้บริการระทัวร์เส้นทาง กรุงเทพฯ-จอมทอง-ฮอด โดยบริการ สมบัติทัวร์ หรือในเส้นทางกรุงเทพฯ-แม่สะเรียง-แม่ฮองสอน คลิ๊ก ตารางเดินรถจากกรุงเทพ เมื่อถึงอำเภอฮอดสามารถต่อรถสองแถวสีฟ้าหรือรถเมล์สีฟ้าไปอำเภออมก๋อย รถสองแถวคันสีฟ้าวิ่ง จากอำเภอฮอด-อำเภออมก๋อย มีรถออกตั้งแต่เวลา 08.30  เป็นต้นไป ทุกชั่วโมง ถึงเวลา 12.30 น ออกวันละประมาณ 4 คัน การเดินทางจากอำเภอฮอดมาอมก๋อย จะใช้เวลา 2  ชั่วโมงโดยประมาณ  
    หรือจากเมืองเชียงใหม่มีรถเมล์โดยสารสีฟ้าที่วิ่งจากจังหวัดเชียงใหม่-อำเภออมก๋อย มีวันละ 2 รอบคือ
    ออกจากเชียงใหม่ 08.30  ถึงอมก๋อย 12.30 น.
    ออกจากเชียงใหม่ 14.00 ถึงอมก๋อย 18.00 น.
    หลังจากนั้นเหมารถสองแถวในอ.อมก๋อยไปยังที่ทำการเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอมก๋อย

    – มีรถตู้จากเชียงใหม่สาย อมก๋อย แม่ตื่น รถจอดที่ประตูเชียงใหม่ จะวิ่งถึงที่ทำการเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอมก๋อย ออก 5.30 หรือ 6.00 น. ค่าโดยสาร 170 บาท เวลาเดินทาง 4 ชั่วโมง

     

    Tags : , ,

  • บทความที่เกี่ยวข้อง

  • บทความล่าสุด

    บทความแนะนำ

    อร่อยด้วยกัน