• ลองมาแล้วจะรัก…ลอง แพร่

    หากมาเที่ยวเมืองแพร่ มักนึกถึงแต่สถานที่ท่องเที่ยวในตัวเมือง แวะเที่ยววัด คุ้มอาคารเก่า และร้านกาแฟชิค แต่แพร่ไม่ได้มีดีแค่ในตัวเมือง ไม่ไกลจากตัวเมือง มีอำเภอเล็กๆที่ซ่อนตัวอย่างสงบท่ามกลางหุบเขา นามว่า เมืองลอง อำเภอเก่าแก่ที่มีเรื่องราวประวัติศาสตร์อันยาวนาน มีความเป็นธรรมชาติเรียบง่ายตามแบบฉบับวิถีดั้งเดิม แต่ถ้าอยากได้ความฮิบผ่านอาคารสถาปัตยกรรมคลาสสิคและร้านกาแฟ เมืองลองก็มีให้ได้ไปโพสต์ท่าถ่ายภาพชิคๆ  อยากเที่ยววัดเก่าชมวิวสวยก็มีให้ชม อยากพักผ่อนแบบสโลวไลฟ์มีที่พักโฮมสเตย์แสนอบอุ่นให้พักกายพักใจ เรียกได้ว่า อำเภอลองมีความพิเศษซ่อนอยู่มากมาย จนไม่อยากให้มองผ่านไป รีวิวนี้จะพาไปตามรอยอำเภอเก่า ที่มาของวลี “เมืองแพร่แห่ระเบิด” ที่เราคุ้นหูและผ่านตากันมาบ้าง

    เที่ยวลอง แพร่

     

     

    วันแรก

    08.00 น. สถานีรถไฟบ้านปิน

    จุดหมายแรกในเช้าวันใหม่ หลังจากเดินทางมาตลอดทั้งคืนด้วยรถส่วนตัว เรามุ่งหน้าไปที่ สถานีรถไฟบ้านปิน  สถานีรถไฟที่มีอาคารมีเอกลักษณ์โดดเด่นด้วยศิลปะยุโรป มีอายุกว่า 100 ปี  เป็นสถานีรถไฟแห่งแรกและแห่งเดียวในประเทศไทยที่สร้างด้วยสไตล์ “เฟรมเฮ้าส์” แบบบาวาเรียน หรือแบบโครงไม้ ซึ่งเป็นที่นิยมมากในแคว้นบาวาเรียของเยอรมนี  ประกอบกับเมืองแพร่มีป่าไม้สักอุดมสมบูรณ์ที่สุด ทำให้เกิดแนวคิดในการออกแบบผสมผสานให้เข้ากับเรือนปั้นหยาแบบไทย ซึ่งเป็นที่นิยมอยู่ในยุคนั้นได้อย่างลงตัว ถึงแม้จะผ่านมามากกว่าร้อยปีแล้วแต่อาคารก็คงยังดูสวยงามทรงคุณค่า

     

     

    สถานีรถไฟบ้านปิน สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 6 โดยการรถไฟหลวงแห่งสยาม มีพลเอกพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบุร-ฉัตรไชยการ กรมพระกำแพงเพชรอัครโยธินเป็นผู้บังคับบัญชาการ และมีนายช่างชาวเยอรมันชื่อ เอมิล ไอเซนโฮเฟอร์ เป็นผู้ควบคุมการก่อสร้าง โดยตัวอาคารสองชั้นตัวตึกประกอบด้วยไม้ หลังคาจั่วและปั้นหยา ตัวอาคารทาด้วยสีเหลือง ตัดกับโครงสร้างสีน้ำตาลเข้ม หน้าต่างโค้งมีลายฉลุสวยงาม ประตูหน้าต่างเป็นบานลูกฟักไม้ เหนือบานประตูหน้าต่างและหน้าช่องจำหน่ายตั๋วประดับด้วยไม้ฉลุลายพรรณพฤกษามีความงดงามอ่อนช้อยประณีตละเอียดอ่อน

     

     

    ด้านหน้าสถานีประดับด้วยภาพตุ๊กตาจำลองบรรยากาศของสถานีบ้านปินสีสันสดใส กลายเป็นมุมถ่ายภาพน่ารักที่นักท่องเที่ยวต้องแวะถ่ายภาพ

     

     

    บรรยากาศภายในสถานี เส้นทางรถไฟสายเหนือที่เชื่อมยาวไปจนสุดลูกหูหลูกตา มองเห็นวิวภูเขาอยู่เบื้องหน้า พร้อมสายหมอกลอยคลอเคลีย เป็นสถานี่วิวสวยมีความเป็นธรรมชาติมาก

     

     

    ตรงกันข้ามกับสถานีเป็นฝายกันน้ำ ที่มีระเบียงชมวิวไม้ไผ่ สามารถไปยืนชมวิวฝาย เช็คอินถ่ายภาพสวยๆ ได้อีกจุดหนึ่ง สถานีรถไฟบ้านปินจึงเป็นอีกหนึ่งเสน่ห์ที่เชิญชวนผู้คนให้อยากมาสัมผัสกับสถานที่คลาสิคแห่งนี้

     

     

    09.00 น. ร้านกาแฟแห่ระเบิด

    ร้านกาแฟชื่อดังของเมืองลอง ตกแต่งมีสไตล์แบบอาร์ตๆ ที่มีไอเดียจากการนำวลีเด็ดที่เป็นตำนานของแพร่อย่าง “แพร่…แห่ระเบิด” มาตั้งเป็นชื่อร้าน นอกจากชื่อร้านที่มีคำว่าระเบิดแล้ว ป้ายร้านยังมีลูกระเบิดขนาดใหญ่ตั้งไว้ให้เห็นได้ชัดและสะดุดตาแก่ผู้พบเห็น กลายเป็นสิ่งที่ดึงดูดให้ผู้คนเกิดความสงสัยและสนใจที่จะเข้ามาเยือนร้านกาแฟแห่ระเบิด

     

     

    เจ้าของร้าน คือ คุณเชษฐา สุวรรณสา ที่ความสงสัยในวลีเด็ดนี้จึงได้ศึกษาหาความจริง และนำวลีเด็ดนั้นมาตั้งชื่อร้านพร้อมกับนำลูกระเบิดมาเป็นจุดขายของร้าน ตัวร้านเป็นบ้านไม้ขนาดเล็กที่ปกคลุมด้วยต้นไม้ และไม้ประดับต่างๆ มีลูกระเบิดวางอยู่ด้านหน้า ข้างในเป็นเคาน์เตอร์สำหรับสั่งเครื่องดื่ม

     

     

    ภายในร้านเป็นแบบโอเพ่นแอร์ทั้งหมด แต่อากาศไม่ร้อนเพราะร่มรื่นไปด้วยต้นไม้ จัดมุมที่นั่งด้วยเก้าอี้ไม้ เต็มไปด้วยเรื่องราวประวัติศาสตร์ของแพร่ มีทั้งภาพถ่ายในอดีตของเมืองลอง และงานศิลปะซึ่งเป็นผลงานของคุณเชษฐาให้ได้ชมอีกด้วยมีมุม ที่โดดเด่น คือ ภาพเพนท์หลากสีสันขนาดใหญ่ฝีมือการวาดของเจ้าของร้าน มีเก้าอี้ไม้ขนาดเล็กวางอยู่หน้าภาพ กลายเป็นที่นั่งจิบกาแฟ และฉากถ่ายภาพเก๋ๆไปในตัว ในอีกมุมหนึ่งจะเป็นมุมที่นั่งแบบบ้านต้นไม้ด้วย เป็นร้านกาแฟที่ไม่ใช่แค่มีกาแฟอร่อย ยังมีเรื่องเล่าเมืองแพร่แห่ระเบิด ร่องรอยเมืองโบราณ ที่เจ้าของร้านภูมิใจและเต็มใจเล่าให้แขกผู้มาเยือนฟัง

     

     

    เครื่องดื่มภายในร้านมีหลากหลายเมนูให้ได้เลือก และมีเมนูที่เป็นสูตรเฉพาะของทางร้านแนะนำ ชาเขียวมะนาวมะกรูดซิกเนเจอร์ของร้าน มีรสชาเขียวผสมผสานเข้ากับความเปรี้ยวของมะกรูดมะนาวได้อย่างลงตัวให้ความรู้สึกสดชื่น และมีกลิ่นหอมของมะกรูดซึ่งเป็นรสชาติไม่เหมือนใคร กาแฟแห่ระเบิด สูตรเฉพาะของร้านความพิเศษ คือ การชงกาแฟอเมริกาโน่ เพิ่มความดิบและความขม โดยเติมเนื้อกาแฟบดลงไปกินแล้วตาสว่าง เรียกได้ว่า นอกจากจะได้ลิ้มลองรสชาติเครื่องดื่มที่เป็นสูตรพิเศษของร้านแล้ว ยังได้เรียนรู้ระวัติศาสตร์ตำนานเมืองแพร่ที่น่าสนใจอีกด้วย

     

     

     

    10.00 น. พิพิธภัณฑ์โกมลผ้าโบราณ

    อีกหนึ่งสถานที่ห้ามพลาดเมื่อมาถึงอำเภอลอง ตั้งอยู่ไม่ไกลจากร้านกาแฟแห่ระเบิด หากใครผ่านไปมาก็จะสะดุดตากับตัวอาคารมีสีเหลืองโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ จำลองคล้ายกับสถาปัตยกรรมของสถานีรถไฟบ้านปิน เป็นพิพิธภัณฑ์จัดแสดงผ้าซิ่นโบราณและของเก่าต่างๆ รวมถึงจำหน่ายผลิตภัณฑ์ผ้าซิ่นตีนตกสินค้าโอทอปขึ้นชื้อของเมืองลองอีกด้วย

     

     

    พิพิธภัณฑ์โกมลผ้าโบราณ  ริเริ่มโดยนายโกมล พานิชพันธ์ นักสะสมผ้าโบราณชาวอำเภอลอง ซึ่งได้สะสมผ้าโบราณชนิดต่างๆของ “เมืองลอง” และผ้าโบราณของชุมชนใกล้เคียง จนกระทั่งร่วมมือกับศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนจังหวัดแพร่ จัดตั้งศูนย์เทคโนโลยีพื้นบ้านสาขาสิ่งทอ เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ 9 ในวโรกาสทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 6 รอบ เมื่อปี พ.ศ.2535 จากนั้นจึงได้เปิดเป็นพิพิธภัณฑ์โกมลผ้าโบราณให้บุคคลทั่วไปชม

     

     

    อีกส่วนหนึ่งที่เป็นไฮไลท์ของที่นี่คือ ห้องเก็บรวบรวมตุ๊กตาที่ปั้นเหมือนบุคคลชื่อดังในโลก และนำผ้าซิ่นของเมือง ลอง มาประยุกต์ใส่ให้ตุ๊กตา เป็นการบูรณาการในการเรียนรู้สำหรับเด็กๆให้เข้าถึงประวัติศาสตร์ของผ้าซิ่นได้ง่ายขึ้น ถือเป็นไอเดียที่ดีมากๆ อีกทั้งยังได้ตื่นตาตื่นใจกับตุ๊กตาคนดังจำนวนมากในห้องนี้

     

     

    ส่วนสุดท้ายคือส่วนของร้านค้า จัดจำหน่ายผ้าตีนตกที่มีลวดลายสวยงามเป็นเอกลักษณ์ สนนราคาอยู่ในระดับหลักพันถึงหมื่น หากใครเป็นคอผ้าซิ่นตีนตกและชอบผ้าแนวนี้ รับรองมีเสียเงิน

     

    พิพิธภัณฑ์โกมลผ้าโบราณ

    ที่ตั้ง : ตำบล ห้วยอ้อ อำเภอลอง แพร่ 54150
    โทร : 081 807 9960
    เปิดทุกวัน 08.00 น.- 15.30 น. เข้าชมฟรี

     

    11.00 น. วัดพระธาตุศรีดอนคำ

    หากมีโอกาสเดินทางมาเยือนเมืองแพร่ แวะผ่านไปเที่ยวอำเภอลอง ต้องแวะมาที่ วัดพระธาตุศรีดอนคำ เพื่อเข้าไปกราบนมัสการ พระเจ้าพร้าโต้ ชมศิลปะฝีมือของบรรพบุรุษชาวพุทธล้านนาและนมัสการขอพรกับ พระธาตุศรีดอนคำ ทำให้อิ่มเอิบใจในกุศลผลบุญและความโชคดีเป็นสิริมงคลแก่ตัวเองตลอดไป

     

     

    ภายในวัดมีพิพิธภัณฑ์ “พระเจ้าพร้าโต” หรือที่เรียกว่าพระเจ้าทันใจ เนื่องจากว่าสร้างเสร็จภายในเวลาเพียง 1 วัน โดยใช้มีดโต้แกะสลักบนไม้ จนเป็นพระไม้ศิลปะแบบลั่วะ ที่มีพุทธลักษณะเอกลักษณ์เพียงองค์เดียวในโลก รวมถึงยังมีพระแกะสลักจากไม้อีกนับพันองค์ที่เกิดจากแรงศรัทธาจาก พุทธศาสนิกชนชาวบ้านในอดีตได้นำมาถวายไว้ที่วัด

     

     

    และที่ขาดไม่ได้คือต้องมาดูระฆังลูกระเบิด ที่มาของคำว่า “เมืองแพร่แห่ระเบิด” ที่เกิดขึ้นตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 จากการที่มีการทิ้งระเบิดทางรถไฟ แต่ระเบิดไม่ระเบิด ชาวบ้านเกิดความเสียดายจึงได้ช่วยกันแบกหามใส่เกวียนไปถวายวัดทำเป็นระฆัง ผู้คนที่ผ่านไปมา ไม่เข้าใจก็ต่างนำไปพูดกล่าวขานว่า “แพร่แห่งระเบิด”

     

     

    12.00 น. วัดสะแล่ง

    อีกหนึ่งวัดสำคัญของชาวเมืองลองมาจนถึงปัจจุบัน  เป็นวัดที่สร้างสมัยทวาราวดี ในสมัยของพระนางจามเทวี สะแล่ง มาจาก “ดอกสะแล่ง” ดอกไม้ที่ชาวเมืองนำมาถวายพระพุทธองค์เมื่อครั้งพุทธกาล ที่วัดนี้มีสถาปัตยกรรมแบบล้านนามากมาย ทั้งพระธาตุ อุโบสถ หอระฆัง  สลุงหลวง

     

     

    วัดสะแล่งวัดที่มีความเก่าแก่มาก ตั้งแต่สมัยทวาราวดีเรื่อยมาและได้กลายเป็นวัดร้างหลายยุคหลายสมัย ซึ่งเคยเป็นวัดร้างเกือบ 300 ปี ปัจจุบันภายในวัดได้แบ่งเขตเป็นเขตพุทธาวาสเก่าและเขตพุทธาวาสใหม่ รูปแบบสถาปัตยกรรมภายในวัดทั้งตัวพระอุโบสถและวิหาร มีลักษณะเป็นศิลปะแบบล้านนาประยุกต์ บริเวณวัดมีโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ อยู่เป็นจำนวนมาก และได้จัดตั้งเป็น “พิพิธภัณฑ์วัดสะแล่ง” กรุเชียงชื่น มหาสมบัติโบราณแห่งล้านนาขึ้นมา เป็นสถานที่เก็บโบราณวัตถุตั้งแต่สมัยทวารวดีจนถึงสมัยอยุธยาตอนปลาย

     

     

    มณฑปที่ประดิษฐานพระแก้วจันทรวิทูร

     

     

    12.30 น. ขนมจีนน้ำย้อยแม่ลาน

    มาเที่ยวอำเภอลอง ต้องห้ามพลาดอาหารพื้นถิ่นขึ้นชื่อ ขนมเส้นน้าย้อย ที่นี่ถือเป็นต้นตำรับความอร่อยของขนมจีนน้ำย้อย ซึ่งมีเอกลักษณ์เฉพาะ ในเมืองลองมีหลายร้านมาก แต่ละร้านมีความแตกต่างกันไปที่สูตรหมักแป้งขนมและน้ำพริกน้าย้อย  แต่เราเลือกทานที่ ร้านขนมจีนน้ำย้อยแม่ลาน ร้านเก่าแก่ขึ้นชื่อที่สอบถามคนในพื้นที่ก็แนะนำให้มาทานร้านนี้  เป็นร้านดังที่ยังอนุรักษ์การบีบเส้นด้วยมือไม่ใช้เครื่องนอกจากเมนูขนมจีนแล้วยังมีเมนูส้มตำขายด้วย

     

    son09473

    son09479

     

    ขนมเส้นน้ำย้อย หรือขนมจีนเส้นสด ที่บีบแป้งลงต้มกันสดๆแล้วล้างน้ำเย็น ขั้นตอนการล้างน้ำเย็นแล้วบีบเอาน้ำออกมีน้ำไหลย้อยลงมาตามเส้น เลยเป็นที่มาของชื่อขนมจีนน้ำย้อย ทานคู่กับน้ำพริกน้ำย้อย ผักลวก แคบหมู แคบไก่  และอีกหนึ่งเคล็ดลับความอร่อยของขนมจีนน้ำย้อยต้องกินคู่กับ “น้ำพริกน้ำย้อย” เป็นน้ำพริกสูตรเด็ดที่ทำขึ้นเพื่อกินคู่กับขนมจีนเส้นสด พริกน้ำย้อย คือ น้ำพริกที่มีส่วนผสมของพริก กระเทียมและหอมเจียว ที่นำมาทอดแล้วคลุกเคล้ากับเครื่องปรุงรส ได้น้ำพริกแห้งรสเด็ดที่ชวนกิน หอมสมุนไพรและได้ความกรุบกรอบของหอมกระเทียม การกินขนมจีนน้ำย้อยนั้นหากจะให้ครบองค์ประกอบคือ ต้องมีขนมจีนเส้นสด น้ำพริกน้ำย้อย น้ำเงี้ยวทั้งแบบใสและแบบน้ำข้น ผักต้มและส้มตำ ได้ลองทานแล้วมีความถูกใจในรสชาติพริกน้ำย้อยของร้านนี้มาก สมกับเป็นร้านดังที่คนท้องถิ่นแนะนำ  สั่งซื้อแต่น้ำพริกกลับบ้านไปครึ่งกิโล

     

    son09475

     

    13.30 น.  เข้าที่พักบ้านริมลอง

    อิ่มท้องก็ต้องพักผ่อน หลังจากตะลอนเที่ยวแต่เช้า ในอำเภอลองเท่าที่หาข้อมูลมีที่พักให้บริการประมาณ 3-4 แห่ง เราเลือก บ้านริมลอง ที่พักในรูปแบบโฮมสเตย์ตกแต่งน่ารักสไตล์คันทรี่ บรรยากาศร่มรื่นท่ามกลางต้นไม้น้อยใหญ่ มองเห็นวิวทุ่งนาหน้าบ้าน และที่สำคัญมากกว่าบรรยากาศ คือ การต้อนรับที่เป็นกันเองของเจ้าบ้าน ทำให้ผู้มาเยือนมีรอยยิ้มและรู้สึกอบอุ่นเสมือนมาเยี่ยมญาติในต่างจังหวัด มาพักที่นี่จะได้ผ่อนคลายไปกับวิถีชนบทที่เรียบง่าย ได้ทานอาหารอร่อยแบบพื้นเมืองที่ปรุงด้วยใจ จากวัตถุดิบที่มีคุณภาพและปลอดภัยที่หาได้จากในบ้าน เป็นความสุขในราคาหลักร้อยที่บอกได้เลยว่าคุ้มเกินราคากับสิ่งที่ได้รับ

     

     

    สำหรับราคาที่พัก คิดเป็นรายคน คนละ 450 บาท รวมอาหารเช้า หากต้องการทานอาหารเย็นด้วยจ่ายเพิ่มคนละ 100 บาท บ้านพักตั้งอยู่ในเขตรั้วเดียวกับเจ้าของบ้าน เป็นบ้านไม้สองชั้นขนาดใหญ่ ปกคลุมด้วยต้นไม้ พันธุ์ไม้ต่างๆจนแทบไม่เห็นตัวบ้าน มีความร่มรื่นมาก

     

     

    บ้านพักมี 2 ชั้น ชั้นล่างเป็นห้องขนาดใหญ่พักได้ 10 ท่าน เป็นห้องแอร์ ส่วนชั้นบนเป็นห้องสำหรับ 2 ท่าน มี 2 ห้อง เป็นห้องพัดลม มีพื้นที่นั่งเล่นส่วนกลางหน้าห้อง ตกแต่งสวยงาม มีความเป็นคันทรี่ใส่ดีเทลของประดับตามมุมต่างได้แบบเก๋ไก๋

     

     

    เราพักห้องนอนชั้นบน ซึ่งมีทั้งห้องแบบเตียงเดี่ยว และเตี่ยงคู่ เป็นห้องที่เชื่อมต่อกันโดยมีห้องน้ำขั้นระหว่างกลางเป็นห้องน้ำที่ใช้ร่วมกัน ทั้งห้องนอนและห้องน้ำ ตกแต่งน่ารักมาก ห้องนอนเปิดหน้าต่างออกมาจะเห็นวิวทุ่งนากว้างไกลอยู่เบื้องหน้า ถึงแม้จะเป็นห้องพัดลม แต่มาเที่ยวหน้าฝนอากาศไม่ร้อนมาก มีลมพัดจากด้านนอกมาเป็นระยะ ยิ่งในช่วงค่ำอากาศเริ่มเย็นนอนสบาย แต่จะมียุงบ้างอาศัยกางมุ้งช่วยได้ ส่วนใครที่แพ้ยุงเตรียมยาทากันยุงมาด้วยก็ดี

     

     

    พื้นที่นั่งชิวในตัวบ้าน ใกล้กับห้องครัวเงียบสงบ เหมาะสำหรับมานั่งผ่อนคลายอ่านหนังสือ หน้าต่างออกแบบได้เก๋อีกแล้ว เปิดมามองเห็นวิวนาข้าว  มีภาพเพนท์กำแพงลายเส้นน่ารัก ฝีมือการวาดโดยน้องบาสลูกชายเจ้าของบ้านครีเอทมาก

     

     

    15.00 น.  น้ำพุร้อนแม่จอก

    หลังจากนอนพักเอาแรงไปหนึ่งตื่นความสดชื่นเริ่มกลับมา เราไปเที่ยวกันต่อยังพื้นที่ใกล้เคียงที่อำเภอวังชิ้น ใช้เวลาเดินทางจากบ้านริมลองแค่ 30 นาที เท่านั้น ไปยังสถานที่แรก  น้ำพุร้อนแม่จอก มีทัศนียภาพสวยงามท่ามกลางขุนเขา บนเนื้อที่กว่า 10 ไร่ บ่อน้ำร้อนแม่จอกเป็นบ่อน้ำแร่กำมะถันที่มีความร้อนสูงถึง 80 องศา ปัจจุบันองค์การบริหารส่วนตำบลแม่ป้าก ได้เข้ามาปรับปรุงบริหารให้เป็นสัดส่วน โดยจัดทำบ่อน้ำแร่สำหรับลวกไข่โดยเฉพาะหนึ่งบ่อ บ่อแช่เท้า แช่ตัว  นวดแผนโบราณ ร้านอาหารและร้านจำหน่ายของที่ระลึก

     

     

    ภายในบ่อน้ำร้อนมีบ่อแช่เท้าให้บริการแช่ฟรี โดยจัดทำเป็นลำรางน้ำแร่ต่อจากบ่อน้ำแม่จอก กระจายเป็นเส้นทางไปทั่วบริเวณ มีหลังคาบังแดด อยากนั่งจุ่มเท้าลงตรงไหนก็เลือกได้ตามชอบ สำหรับคนที่อยากแช่น้ำแร่ทั้งตัว มีห้องบริการอาบน้ำแร่แบบส่วนตัวแยกหญิงและชาย เก็บค่าบริการคนละ 50 บาท เท่านั้น ถูกมาก

     

     

     

    ส่วนใครที่อยากพักค้างคืน มีบริการห้องพักจำนวน 3 หลัง วิวด้านหลังเป็นภูเขา ราคาห้องละ 500 บาท ห้องแอร์สะดวกสบายพร้อมบริการอาบน้ำแร่ฟรีด้วย

     

     

    น้ำพุร้อนแม่จอก 

    ที่อยู่ : หมู่ที่ 5 บ้านแม่จอก ตำบลแม่ป้าก

    เบอร์โทร :  054 619 160

    เวลาเปิดทำการ : ทุกวัน 08.00 น. – 20.00 น.

     

    16.30 น. พระธาตุดอยก๊อ

    จากบ่อน้ำร้อนไม่ไกล เราไปยังอีกหนึ่งที่เที่ยวเด่น  พระธาตุดอยก๊อ ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่บนยอดเขาดอยก๊อ  ติดริมแม่น้ำยม นอกจากการได้สักการะพระธาตุดอยก๊อ ยังเป็นจุดชมทัศนียภาพอันงดงามมองเห็นวิวทิวทัศน์ภูเขา แม่น้ำยมที่ไหลพาดผ่าน บ้านเรือนของชาวบ้านและทุ่งนาเขียวขจีในฤดูฝน หลังจากฝนตกใหม่ยังมีโอกาสได้เห็นสายหมอกบางอีกด้วย และในฤดูหนาวถือเป็นจุดชมทะเลหมอกซึ่งสวยที่สุดแห่งหนึ่งในจังหวัดแพร่

     

     

    พระธาตุตั้งอยู่บนดอยก๊อ ซึ่งเป็นเนินเขาเล็กๆไม่ถึงกับสูงมาก เส้นทางขึ้นไปยังพระธาตุดอยก๊อในบางช่วงค่อนข้างแคบและโค้งชั้นเล็กน้อย ต้องขับรถด้วยความระมัดระวัง ถนนเป็นทางลาดยาง รถทุกชนิดสามารถขึ้นไปถึงได้หมด เมื่อมาถึงให้จอดรถไว้ตรงลานจอดรถซึ่งมีพื้นที่ไม่มากนักหลังจากนั้นเดินขึ้นบันไดพญานาคไปไม่กี่สิบขั้นก็จะถึงพระธาตุดดอยก๊อ

     

     

    พระธาตุมีสีขาวตั้งอยู่บนฐานปูนยกสูง ยอดพระธาตุมีสีทองโดดเด่น รอบองค์พระธาตุมีพระพุทธรูปปางสมาธิทั้งสี่ด้าน แต่ที่โดดเด่น คือ พระพุทธรูป 2 องค์ที่หันหน้าออกไปทางภูเขา มองแล้วงดงามมาก

     

     

    วิวทิวทัศน์เบื้องหน้ามองเห็นวิวของอำเภอสูงเม่นได้แบบพาโนรามา เป็นภาพที่ยังคงมีความบริสุทธิ์ของธรรมชาติ รายล้อมด้วยทุ่งนาเขียวขจี มาเที่ยวช่วงบ่ายสี่โมงซึ่งเป็นช่วงที่พระอาทิตย์ใกล้ตกดิน  คือ แสงยามเย็นสวยมาก หากมาในจังหวะที่ฝนเพิ่งตกใหม่ๆ ยังมีสายหมอกบางลอยคลอเคลียขุนเขา เป็นความงดงามของธรรมชาติที่ลงตัว

     

     

    18.00 น. ชมบรรยากาศของที่พักยามเย็น

    กลับเข้ามายังที่พักเดินชมบรรยากาศในยามเย็นสักหน่อย  เดินไปด้านหลังสุดของบ้าน ซึ่งคุณลุงคุณป้าบอกว่าคือ ลานชมวิว ชมหิ่งห้อยในช่วงฤดูฝน บางวันเห็นหิ่งห้อยเยอะ ซึ่งวันที่เราไปก็ได้มานั่งในตอนกลางคืน มีหิ่งห้อยบินไปมาอยู่หลายตัว เรียกว่าเป็นมุมที่เหมาะสำหรับนั่งคุย นั่งชิลผ่อนคลายได้ทุกช่วงเวลา เช้าก็มานั่งจิบกาแฟดูหมอกตามไหล่เขา เย็นชมพระอาทิตย์ตก ช่วงค่ำดูหิ่งห้อย ชอบมากมุมนี้

     

     

    วิวทุ่งนาหน้าบ้าน ซึ่งเป็นส่วนของทุ่งนา พระอาทิตย์เริ่มคล้อยต่ำ แสงในยามเย็นเมื่อส่องกระทบทุ่งนาสีเขียว สวยงามและอบอุ่นมาก

     

     

    มาเที่ยวในฤดูฝน หลังฝนตกมองเห็นสายหมอกที่ลอยคลอเคลียตามไหล่เขามาเป็นระยะ ออกมาเดินเล่นสูดกลิ่นอายของท้องทุ่ง เดินถ่ายภาพในสไตล์น้องนางบ้านนา

     

     

    อิ่มไปกับบรรยากาศ สิ่งที่ขาดไม่ได้เลย คือ อาหาร ที่จัดมาให้แบบเต็มที่ สำหรับคนที่ชอบทานผักและอาหารพื้นถิ่นอยู่แล้วคงฟินไม่น้อย โดยเมนูอาหารจะเปลี่ยนไปตลอด ตามวัตถุที่หาได้ในแต่ละฤดู แต่ที่มีในทุกมื้อ คือ ผักพื้นบ้านที่คุณป้าต่ายปลูกเอง มั่นใจได้ว่าปลอดสารพิษแน่นอน และอาหารทุกอย่างไม่ใส่ผงชูรส คุณป้าบอกว่าทานแบบไหน ก็ให้แขกที่มาพักทานแบบเดียวกัน พร้อมอธิบายสรรพคุณของพืชผักที่ปลูกด้วย ได้ความรู้ไปอีก นั่งล้อมวงทานข้าวด้วยกันกับเจ้าของบ้าน คุยกันอย่างสนุกสนาน แบบนี้สิที่เรียกว่าการพักแบบโฮมสเตย์ที่แท้ทรู อยู่กินเหมือนเป็นส่วนหนึ่งกับเจ้าของบ้าน

     

     

    วันที่สอง

    07.00 น. พระธาตุดอยน้อย

    ตื่นแต่เช้ารีบบึ่งรถไปชมวิว ที่พระธาตุดอยน้อย เป็นพระธาตุเก่าแก่ที่มีตำนานการเสด็จมาของพระพุทธเจ้า นอกจากองค์พระธาตุแล้ว ยังมีหลวงพ่อพุทธปิ่นทองนาคราช พระพุทธรูปขนาดใหญ่ ประดิษฐานอยู่ในเขตพื้นที่เดียวกัน มีลานชมวิวที่สามารถชมวิวของอำเภอลองได้อย่างงดงาม  ในยามเช้าสามารถเห็นสายหมอกบางได้จากจุดชมวิวแห่งนี้อีกด้วย

     

     

    ทางขึ้นมายังพระธาตุดอยน้อย เป็นทางขึ้นเขาซึ่งไม่ชันมาก เป็นทางราดยางตลอดแต่อาจจะแคบเล็กน้อย มาถึงจะเจอกับลานจอดรถ และบันไดนาค ขึ้นไปยังพระธาตุดอยน้อย พระธาตุมีขนาดเล็กตั้งอยู่บนฐานสีขาว ยอดประดับด้วยกระเบื้อง มองเห็นวิวทิวทัศน์ได้บางส่วน

     

     

    ไม่ไกลจากองค์พระธาตุดอยน้อย คือ หลวงพ่อพุทธปิ่นทองนาคราช พระพุทธรูปนาคปรกสีทองขนาดใหญ่ ประดิษฐานอยู่บริเณลานชมวิว ที่สามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์ ได้กว้างกว่าบริเวณองค์พระธาตุ มองเห็นวิวทิวเขา บ้านเรือนของชุมชนแทรกไปในความเขียวขจี และสายหมอกบาง ที่ลอยปกคลุม

     

     

    08.00 น. ทานอาหารเช้า

    ในส่วนของอาหารเย็นที่ว่าอร่อยผักเต็มแล้ว มื้อเช้ามาแบบเต็มน่าทานยิ่งกว่า เพราะคุณป้าถามทานอันนี้ได้มั้ยเป็นอาหารพื้นบ้าน ถ้าได้พรุ่งนี้ป้าจัดให้ เราบอกทานได้หมดชอบค่ะ จัดมาเลย เริ่มจาก น้ำพริกน้ำปู๋ ตำปูนาที่ทำมาคล้ายน้ำพริกอร่อยหอมปูนา ผัดหัวปลี หมูทอดใช้น้ำมันมะกอกทอด และที่ฟินสุด คือ กากหมูทอดสดๆใหม่ๆเป็นไขมันดี คือ อร่อยมาก มาพร้อมผักแบบอลังการในรั้วบ้านอีกเช่นเคย เป็นความสุขแห่งการกินสำหรับคนที่ชอบทานอาหารง่ายๆแบบพื้นบ้าน ที่หาได้ง่ายในท้องถิ่น แต่จะหาทานแบบนี้ในเมืองกรุงคงไม่ง่าย

     

     

    อิ่มท้องแล้วไปเดินเล่น ถ่ายภาพชมวิวทุ่งนาหน้าบ้านต่อ อากาศครึ้มแต่สดชื่น ตามแบบฉบับของฤดูฝน

     

     

    ก่อนกลับถ่ายภาพร่วมกับเจ้าของบ้านสักหน่อย คุณป้าต่าย คุณลุง น้องบาสลูกชาย ขอบคุณมากนะคะ สำหรับการดูแลต้อนรับที่แสนอบอุ่นและเป็นกันเอง เตรียมอาหารอร่อยให้ทานทุกมื้อ แถมยังมีของในบ้านให้เราติดไม้ติดมือกลับบ้านอีกด้วย เดินทางพักที่พักแนวนี้มาเยอะทั่วไทย ยกให้บ้านริมลองเป็นอันดับต้นในใจ ที่เปี่ยมไปด้วยคุณภาพ ประทับใจมาก อำเภอลอง อีกหนึ่งเมืองน่ารัก บรรยากาศชวนพัก มาแล้วรับรองต้องหลงรัก 

     

     

    รายละเอียดเพิ่มเติม 

    การเดินทางมาอำเภอลองแบบไม่มีรถส่วนตัว 

    การเดินทางที่สะดวกที่สุด หากต้องการมาเที่ยวอำเภอลองโดยตรง คือ สามารถนั่งรถไฟสายเหนือ กรุงเทพ-เชียงใหม่ ข.51 ซึ่งจะถึงสถานีบ้านปินตอนเช้าประมาณ 8 โมงกว่า หรือลองเช็ครอบรถไฟสายเหนือจากการรถไฟได้ ว่ามีขบวนไหนที่จอดสถานีบ้านปินบ้าง จากนั้นสามารถเหมารถมอเตอร์ไซต์รับจ้างนำเที่ยวจากสถานีได้เลย รอบละ 150 บาท รับจากสถานีรถไฟบ้านปิน จากนั้นพาเที่ยวตามจุดสำคัญ ได้แก่ ร้านกาแฟแฟ่ระเบิด พิพิธภัณฑ์โกมลผ้า วัดศรีดอนคำ วัดสะแล่ง และทานขนมจีนน่้ำย้อย ใช้เวลาเพียงครึ่งวันก็เที่ยวได้ครบ ส่วนจุดอืนๆเพิ่มเติม สามารถสอบถามราคาว่าจะต้องจ่ายเพิ่มเท่าไหร่ เบอร์มอเตอร์ไซต์รับจ้าง  พี่แชร์ โทร 087 577 5060 พี่นึก โทร 064 186 6085

    สำหรับคนที่เดินทางมาจากตัวเมืองแพร่ มีรถสองแถวจากตัวเมืองมาที่อำเภอลอง มาลงที่สถานีบ้านปิน ระยะทางเกือบ 40 กิโล การเดินทางจากตัวเมืองแพร่โดยรถสองแถว ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ผ่านเส้นทางเขาที่คดเคี้ยวเป็นบางช่วง หรือนั่งรถตู้ แพร่-ลำปาง ไปลงที่อ.ลองได้เลย รถตู้เริ่ม 6 โมงเช้า-6 โมงเย็น

     

    บ้านริมลองโฮมสเตย์

    อำเภอลอง จังหวัดแพร่

    ราคาที่พักคนละ 450 บาท ที่พัก 1 คืน พร้อมอาหารเช้า หากต้องการทานอาหารเย็นเพิ่มคนละ 100 บาท

    โทร: 082 563 5254

    เฟสบุค : https://www.facebook.com/baanrimlong/

     

    Tags : , , ,

  • บทความที่เกี่ยวข้อง

  • บทความล่าสุด

    บทความแนะนำ

    อร่อยด้วยกัน