• บ้านอีต่อง ชุมชนกลางสายหมอก

    บ้านอีต่อง หมู่บ้านเล็กๆในหุบเขาแห่ง ตำบลปิล๊อก อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี เมืองแห่งเหมืองแร่ที่เคยรุ่งเรืองในอดีต หลังจากตำนานอันรุ่งโรจน์ได้ปิดตัวลง คงไว้ซึ่งหมู่บ้านท่องเที่ยวยอดฮิต ที่เต็มไปด้วยความงดงามของธรรมชาติ เหมือนมีมนต์สะกดให้นักท่องเที่ยวผู้โหยหาธรรมชาติ เดินทางเข้ามาสัมผัสอากาศอันบริสุทธิ์ ยิ่งในช่วงฤดูฝนจะได้พบกับภาพไอหมอกปกคลุมทั้งหมู่บ้าน กลายเป็นภาพที่โรแมนติกงดงามมาก  

     

     

    จากตัวเมืองทองผาภูมิ เริ่มเข้าสู่ตำบลปิล๊อคผ่านเส้นทางที่ไปยังหมู่บ้านอีต่อง เป็นถนนที่เริ่มคดเคี้ยวในหุบเขา ช่วงแรกเป็นถนนลาดยางอย่างดี แต่พอผ่านไปสักพักจะได้พบกับถนนที่กำลังอยู่ในระหว่างการก่อสร้าง บางช่วงเป็นหลุมเป็นบ่อที่ระยะทางค่อนข้างยาวพอสมควร ต้องขับรถอย่างระมัดระวังกันนิดนึง ก่อนเดินทางให้เติมน้ำมันมาให้พร้อม เพราะเส้นทางเป็นภูเขาไม่มีปั้มใดๆ ไปจนถึงหมู่บ้าน

     

     

    หลังจากขับรถผ่านโค้งโยกไปมาลงหลุมกันมาเกือบชั่วโมง มาถึงจุดแวะพักรถ ซึ่งมีจุดชมวิว ที่สามารถมองเห็นวิวภูเขาเขียวขจีและเขื่อนวชิราลงกรณ์ที่อยู่ข้างล่าง ถือว่าช่วยคลายความมึนโค้งและความล้าจากการขับรถได้เป็นอย่างดี

     

     

    ขับรถไปอีกสักพัก ผ่านอุทยานฯ ทองผาภูมิ เข้าสู่ บ้านอีต่อง ที่ในปัจจุบันกลายเป็นหมู่บ้านท่องเที่ยวยอดฮิต ในแต่ละวันโดยเฉพาะวันหยุด มีนักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวจนเต็มแน่นพื้นที่ มาถึงหมู่บ้านให้จอดรถบริเวณลานจอดรถริมอ่างเก็บน้ำ ไม่อนุญาติเข้าไปจอดในหมู่บ้านเพราะเป็นมีพื้นที่ค่อนข้างเล็กมาก หลังจากนั้นเดินขนสัมภาระเข้าไปยังที่พักที่ได้จองไว้ บ้านอีต้องมีบ้านพักให้บริการหลายแห่ง และในวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ เต็มเกือบทุกที่ ต้องจองล่วงหน้ายาวหน่อย โดยเฉพาะที่พักติดอ่างเก็บน้ำจะได้รับความนิยมและเต็มอย่างรวดเร็ว

     

     

     

     

    ความรู้สึกแรกเมื่อได้สัมผัสกับบรรยากาศทีบ้านอีต่อง คือ อากาศดีสดชื่นมาก ถึงแม้นักท่องเที่ยวจะเยอะ ลานจอดรถอาจดูวุ่นวายนิดๆ เพราะมีรถเข้าออกตลอด แต่ยังรู้สึกว่าหายใจได้แบบเต็มปอด  มีความคึกคักน่าเที่ยวกว่าหลายปีก่อน ที่เป็นเพียงแค่จุดแวะพักไปเพื่อเตรียมพิชิตเขาช้างเผือก หรือไปเที่ยวยังเนินช้างศึก บรรยากาศของอีต่องในอดีต คือ เงียบๆ ไม่ค่อยมีร้านค้าหรือที่พักมากนัก น่าแปลกหากเป็นที่เที่ยวอื่นที่ฮิตและมีคนมาเที่ยวเยอะเราไม่ค่อยชอบเท่าใดนัก  แต่สำหรับบ้านอีต่องไม่เป็นแบบนั้น โดยส่วนตัวรู้สึกชอบความเป็นอีต่องในแบบปัจจุบัน เพราะมีสีสันดึงดูดใจให้มาเที่ยวมากกว่าแต่ก่อน

     

     

    หลังจากเก็บสัมภาระออกจากรถ ก็ลากกระเป๋าเข้าไปยังซอยเล็กริมอ่างเก็บน้ำ บริเวณนี้เต็มไปด้วยบ้านพักที่เรียงราวกันเป็นแนวยาว บ้านทุกหลังได้ผันตัวมาเป็นโฮมสเตย์ทั้งหมด  เราพักที่ Pilok Camp Coffee & Homestay  ที่มีห้องหลายแบบ เราจองบ้านพักแบบ บ้านริมน้ำ พักได้ 2-4 คน ราคาคืนละ 2000 บาท  เป็นบ้านหนึ่งหลังมี 2 ชั้น ชั้นล่างคือพื้นที่นั่งเล่น ส่วนชั้นบนเป็นห้องพัก ที่มีเตียงใหญ่ 2 เตียง  ห้องกว้างขวางเป็นห้องพัดลม ซึ่งที่พักส่วนใหญ่ในอีต่องไม่ได้ติดแอร์เพราะอากาศเย็นสบายอยู่แล้ว  

     

     

    จากห้องพักมองเห็นวิวสระน้ำชิลมาก ติดตรงที่บ้านอยู่ติดเครื่องปั่นไฟ ช่วงที่มีการปั่นไฟประมาณหนึ่งทุ่มถึงสามทุ่ม เสียงเครื่องปั่นไฟจะดังมาก หมู่บ้านอีต่องช่วงค่ำไฟไม่เพียงพอ ต้องปั่นไฟใช้ทั้งหมู่บ้าน เพราะฉะนั้นเดินไปทางไหนก็จะได้ยินเสียงเครื่องปั่นไฟดังจนกลายเป็นเรื่องปกติ

     

     

    เวลาสี่โมงเย็นเราไปเที่ยวยังจุดชมวิวเนินช้างศึก ซึ่งเป็นจุดชมวิวที่ทุกคนที่มาบ้านอีต่อง ต้องขึ้นไป โดยมีรถนำเที่ยวให้บริการจอดอยู่บริเวณหน้าตลาดอีต่อง คิดราคาไปกลับคนละ 60 บาท รอนักท่องเที่ยวครบ 8 คน ถึงออกรถ แต่ถ้าไม่อยากรอจะเหมาก็ได้ ราคาไปกลับ 400 บาท เส้นทางไปยังจุดชมวิวช่วงสุดท้ายค่อนข้างชัน และเป็นถนนดินแดง ไม่แนะนำให้นำรถส่วนตัวขึ้นไปถ้าไม่ชำนาญ รถเก๋ง รถตู้หมดสิทธิ์ จอดไว้ข้างล่างได้เลย ต้องเป็นรถกระบะเท่านั้น เนื่องจากมีฝนตกลงมาเป็นบางช่วงทำให้เมื่อขึ้นไปจุดชมวิวเลยมองไม่เห็นวิวข้างล่าง มีแต่หมอกปกคลุมเต็มไปหมด มาเที่ยวในช่วงฤดูฝนส่วนใหญ่ถ้าขึ่นมายังเนินช้างศึกก็จะเจอกับฟีลแบบนี้ หากอยากเห็นวิวข้างล่างต้องดูจังหวะกันดีๆ 

     

     

    ลงมาจากจุดชมวิว ก็มายังสะพานเหมืองแร่ อีกหนึ่งจุดท่องเที่ยวในหมู่บ้านอีต่องที่ไม่ควรพลาด ต้องมาเขียนข้อความบนแผ่นไม้แล้วผูกไว้บนสะพานแห่งนี้

     

     

    จากนั้นเดินไปยังตลาดอีต่อง ชมบรรยากาศริมสะพานอ่างเก็บน้ำ มองไปเห็นวิวของบ้านพักที่เรียงรายริมน้ำ ยิ่งเวลาหมอกลงมีคนบอกว่าเหมือนคลองโอตารุ ประเทศญี่ปุ่นมาก  ในช่วงฤดูฝนหมู่บ้านอีต่องน่ามาเที่ยวไม่แพ้ฤดูไหน เหมาะกับการมานอนเล่นพักผ่อน  รอบหมู่บ้านจะถูกปกคลุมไปด้วยสายหมอกฝน และความเขียวขจีของภูเขาและต้นไม้  อากาศเย็นสบายมองไปทางไหนก็สดชื่น

     

     

    ก่อนเดินเที่ยวในตลาดชมบรรยาศของหมู่บ้าน แวะพักทานมื้อเย็นกันหน่อย ภายในหมู่บ้านมีร้านอาหารประมาณ 4-5 ร้าน อากาศเย็นสบายแบบนี้เหมาะสำหรับการนั่งทานชาบูร้อนๆมาก จัดไปเลยค่ะ ชาบูน้ำดำ ที่ร้านไมนิ่ง คอฟฟี่ เป็นชาบูหมูพร้อมผัก หมูนุ่ม น้ำซุปหวานอร่อย น้ำจิ้มดี คือ ทานแล้วฟินสุดๆ ราคาชุดละ 440 บาท

     

     

    เดินเที่ยวในหมู่บ้านกันต่อ บ้านอีต่อง เป็นหมู่บ้านเล็กๆ เดินแป๊บเดียวก็ทั่วแล้ว ในตลาดอีต่อง มีร้านค้าไม่กี่ร้าน ส่วนใหญ่ขายของฝาก ขนมทานเล่น ซึ่งมีไม่มากนัก เช่น เสื้อผ้าพื้นเมือง ชาพม่า แป้งทานาคา ตะเกียงสำหรับถือถ่ายภาพในตอนกลางคืน

     

     

     

    เดินเข้ามาบริเวณซอยกลางหมู่บ้าน ซึ่งจะคึกคักหน่อย มีทั้งร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึกตกแต่งน่ารัก รวมทั้งร้านกาแฟ ฟีลลิ่งคล้ายถนนคนเดินเชียงคานแต่เล็กกว่ามาก

     

     

    เราเดินมาที่ร้าน ปิล๊อก post & café ที่เป็นร้านขายโปสการ์ดและร้านขายของที่ระลึก สามารถส่งโปสการ์ดแล้วหย่อนลงไปรษณีย์ได้เลยมีบริการส่ง จะส่งหาเพื่อน หรือส่งให้ตัวเองก็ได้

     

     

    อีกหนึ่งร้านขายของที่ระลึกแสนน่ารัก ขายทั้งเสื้อผ้าพื้นเมือง โปสการ์ด พวกกุญแจ หลายแบบ หน้าร้านมีมุมเก๋ๆให้ถ่ายรูปทั้งจักรยานและหลักกิโล

     

     

    ร้านอาหารต่างในบ้านอีต่อง มีทั้งร้านอาหารขนาดใหญ่ ทั้ง ครัวสุดแดน ที่มีหมูกระทะให้ทานด้วย และร้านเจณีที่เน้นขายอาหารทะเล เพราะบ้านอีต่องอยู่ติดกับพม่า ทำให้มีอาหารทะเลสดให้ทานด โดยเฉพาะปูทะเล เมนูยอดฮิต  นอกจากนี้ระหว่างทางยังมีอาหารทานเล่น อย่าง ลูกชิ้น หมาล่า ปลาหมึกบด ข้าวโพดอบเนย 

     

     

    แวะมานั่งเล่นจิบเครื่องดื่มร้อนๆ คู่กับขนมปังปิ้ง ที่ร้านช้างแก่คลาสสิค ตกแต่งในบรรยากาศวินเทจ  พื้นที่ร้านกว้างขวางน่านั่ง ร้านนี้ขายทั้งอาหารคาว เครื่องดื่มแนวกาแฟโบราณ น้ำขิง นมร้อน ทานกับขนมปัง แนะนำค่ะ ขนมปังปิ้งเนยอร่อยมาก 

     

     

    อีกหนึ่งกิจกรรมที่ไม่ควรพลาดเมื่อมาเยือนบ้านอีต้อง คือ เดินเล่นชมบรรยากาศในยามค่ำ พร้อมถือตะเกียงใส่เทียนไขยืนถ่ายภาพริมอ่างเก็บน้ำ ตะเกียงมีขายในตลาดสามารถหาซื้อได้ในราคา 25-50  บาท ภาพไอหมอกที่ปกคลุมในยามค่ำ บวกแสงไฟจากบ้านพัก กับอากาศที่เย็นสบายกำลังดี ทำให้ค่ำคืนในบ้านอีต่อง กลายเป็นภาพที่สร้างความประทับใจและโรแมติกให้กับนักท่องเที่ยวอย่างเราไม่น้อย

     

     

    เช้าวันใหม่ไอหมอกขาวยังปกคลุมอยู่ทั่วพื้นที่ จนกลายเป็นภาพชินตาที่จะได้เห็นเกือบตลอดทั้ง เป็นอีกหนึ่งเสน่ห์ที่หลายคนต่างหลงใหล นั่งจิบเครื่องดื่มร้อน  ทานอาหารเช้าหน้าที่พัก เดินเล่นชมวิวอีกรอบ บรรยากาศสบายสุดๆ

     

     

    จากนั้นเราเดินไปยังเหมืองเก่าปิล๊อค ซึ่งจะผ่านบ้านหลังนี้เป็นมุมไฮไลท์ที่หลายคนต้องมาเก็บภาพ กับความงดงามของบ้านที่มีวิวของภูเขาเป็นฉากหลัง บริเวณด้านหน้ามีสระน้ำ และฝูงปลาคราฟหลากสีสันแหวกว่ายมาทักทาย

     

    เหมืองปิล๊อก สถานที่ที่เคยเป็นแหล่งเหมืองแร่เก่าที่บอกเล่าถึงเรื่องราวในอดีต ครั้งเมื่อผืนดินแห่งนี้เต็มไปด้วยแร่ที่มีค่า เสมือนเป็นขุมทองของนักแสวงโชคจากทั่วทุกสารทิศ ในปัจจุบันในยังคงเห็นเศษรถเก่า เครื่องมือ เครื่องจักร และอาคารต่างๆ ที่เคยใช้งานในยุคเหมืองแร่รุ่งเรือง วางไว้เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ชม และกลายเป็นมุมถ่ายภาพเก๋ๆ 

     

     

    เมื่อเดินเข้าไปข้างในจะพบกับบรรยากาศเขจียวขจี และบ่อปลาที่เต็มไปด้วยปลาคราฟตัวโต รวมถึงพืชน้ำต่างๆ ที่อยู่ภายในสระ กลายเป็นสระน้ำขนาดเล็กที่สวยงามแปลกตา ได้ยินเสียงนักท่องเที่ยวพูดว่า เหมือนตู้ปลาที่มีคนนำของมาตกต่างไว้เลย น้ำใสแจ๋วจนเห็นปลาและพืชพรรณต่างๆ ที่อยู่ในสระน้ำ

     

     

    จาก เหมืองปิล๊อก เดินไปอีกนิด คือ วัดเหมืองแร่ปิล๊อก  สามารถเดินขึ้นเนินไปสักการะพระพุทธรูปและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายในวัดได้ หากมองจากด้านล่างก็จะเห็นเจดีย์สีทองอร่าม

     

     

    ตรงข้ามกับวัด คือ ลานจอดเฮลิคอปเตอร์ ที่สามารถมองเห็นวิวของหมู่บ้านอีต่องในมุมสูง รวมถึงวิวของภูเขาและสายหมอกขาวที่ลอยคลอเคลียอยู่เหนือยอดเขา จากจุดนี้สามารถมองเห็นเนินช้างศึกอยู่ไกล ๆ  

     

     

    ถึงแม้ไม่มีขุมทรัพย์เป็นหมือนแร่หรือแหล่งขุดทองในหมู่บ้านอีกแล้ว แต่ปัจจุบัน บ้านอีต่อง กลายเป็นหมู่บ้านแห่งความสุขที่มีแต่ขุมทรัพย์ธรรมชาติ ทั้ง ภูเขา ต้นไม้ ลำธาร และสายหมอก ที่รอให้นักท่องเที่ยวอย่างเรามาขุดขุมทรัพย์นี้ให้ชุ่มปอดกันอีกครั้ง

     

     

    การเดินทางไปยังหมู่บ้านอีต่อง

    โดยรถยนต์ จากตัวเมืองกาญจนบุรี – อำเภอทองผาภูมิ 146 กิโลเมตร จากตัวอำเภอทองผาภูมิ – เหมืองปิล๊อก ประมาณ 70 กิโลเมตร  เริ่มจากถนนสายหลักตัวเมืองกาญจนบุรี ถึงสี่แยกแก่งเสี้ยน เลี้ยวซ้ายไปอำเภอไทรโยค – ทองผาภูมิ(หมายเลข 323) เส้นทางจะต่อกับเส้น 3272 เข้าอำเภอทองผาภูมิ วิ่งผ่านตัวอำเภอ (ตัวอำเภออยู่ทางขวา) เลียบอ่างเก็บน้ำในเขื่อนไปอีกประมาณ​ 30 กิโลเมตร จะถึงสามแยกบ้านไร่-ปิล๊อก ให้เลี้ยวซ้ายไปทางปิล๊อก จากจุดนี้จะเป็นเส้นทางคดเคี้ยวขึ้นเขา ควรขับขี่ด้วยความระมัดระวัง ผ่านอุทยานแห่งชาติทองผาภูมิมาประมาณ 13 กิโลเมตร มาถึงน้ำตกจ๊อกกระดิ่ง  เหมืองสมศักดิ์  เนินช้างศึก เส้นทางนี้จะไปสุดทางที่หมู่บ้านอีต่อง

    เส้นทางจากทองผาภูมิไปยังตำบลปิล๊อกคดเคี้ยวและถนนแคบเลนเดียว แต่ทางไม่ชันมาก รถทุกชนิดสามารถขับได้ แต่ถนนบางช่วงชำรุดเป็นหลุมเป็นบ่อเยอะ  เพื่อความปลอดภัยควรใช้ขับรถด้วยความเร็วต่ำและระมัดระวังในการขับขี่ โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน

    โดยรถประจำทาง

    มีรถโดยสารสีเหลืองทองผาภูมิ – อีต่อง  จอดตรงตลาดทองผาภูมิ รถออกเวลาประมาณ 10.30 น.  ค่าโดยสารคนละ 70 บาท(หากนั่งรถบขส. 999 จากกรุงเทพฯ – ด่านเจดีย์สามองค์ ต้องขึ้นรถเที่ยว 5.00 น.)
    – ออกจากหมู่บ้านอีต่อง มีสองเที่ยวคือ เวลาประมาณ 6.30 น. และ 7.30 น.

     

     

    วีดีโอเที่ยวปิล๊อค

     

    Tags : , , , , ,

  • บทความที่เกี่ยวข้อง

  • บทความล่าสุด

    บทความแนะนำ

    อร่อยด้วยกัน