น่าน ดินแดนแห่งล้านนาตะวันออกซึ่งมีความเก่าแก่รุ่นเดียวกับกรุงสุโขทัย มีเจ้าผู้ครองนครสืบต่อกันมารวมทั้ง สิ้น 64 พระองค์ น่านมีชื่อเดิมว่า "นันทบุรี" หรือ "วรนคร" สร้างขึ้นโดยพระยาภูคาในราวพุทธศตวรรษที่ 18 บริเวณที่ราบทางตอนใต้ในเขตตำบลศิลาเพชรหรืออำเภอปัวในปัจจุบัน ต่อมาในสมัย พระยาการเมืองได้รับพระบรมสารีริกธาตุจำนวน7 องค์มาจากกรุงสุโขทัย ทรงเลือกดอยภูเพียงแช่แห้งเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ พร้อมกับย้าย เมืองมาสร้างใหม่ที่บริเวณเชิงดอย และในราวปี พ.ศ.1911 แม่น้ำน่านได้เปลี่ยนทิศทางไหล จึงได้ย้ายเมืองอีกครั้งมา ตั้งที่บ้านห้วยไค้ทางฝั่งตะวันตก ของแม่น้ำน่าน ซึ่งเป็นที่ตั้งของเมืองน่านปัจจุบัน ความที่เป็นเมืองชายแดนแห่งล้านนาตะวันออกอันอุดมไปด้วยวัฒนธรรมที่หลอมรวมจากเทือกเขาสูง ถึงพื้นราบ ทำให้เสน่ห์ของเมืองน่านยั่งยืนมาจนถึงทุก ทุกวันนี้ ประกอบกับลักษณะภูมิประเทศที่เป็นท้องทะเลแห่งขุนเขา อีกทั้ง สายลมหนาวและสายหมอก ที่พัดผ่านทุ่งข้าวสีเขียวฉ่ำฝน หรือเหลืองทองพร้อมจะเก็บเกี่ยว ยังทำให้ผู้มาเยือน เก็บความประทับใจกลับไปด้วยป้อมปราการธรรมชาติ ที่บดบังเมืองน่าน จากคนต่างถิ่น ก็คือเทือกเขาผีปันน้ำและ หลวงพระบาง พื้นที่ป่าของเมืองน่านมีประมาณ 5 ล้านไร่ เมื่อเปรียบเทียบกับพื้นที่ทั้งจังหวัดประมาณ 7 ล้านไร่ ถือว่ามีความอุดมสมบูรณ์มาก ชาวบ้านเชื่อว่ามนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ จึงไม่สามารถฝืนกฎของธรรมชาติได้ พวกเขาจะไม่ตัดไม้หรือถางป่า ทำไร่ในพื้นที่ลุ่มน้ำ พวกเขาดูแลรักษาภูเขาและป่าไม้ด้วยความเคารพ ชาวเขาเผ่าต่างๆ เช่น ขมุ ลัวะ และเมี่ยน เชื่อว่ามีดวงวิญญาณที่รักษาป่า พื้นที่ราบลุ่ม แม่น้ำของจังหวัดน่านมีเพียง ร้อยละ 14 เท่านั้น จะกระจัดกระจายอยู่ตามหุบเขาในอำเภอต่างๆ ชุมชนตามที่ราบลุ่มเหล่านี้จะใช้ระบบการทดน้ำ ท้องถิ่น ใช้ภูมิปัญญาชาวบ้านในการจัดการทรัพยากรน้ำเพื่อการเกษตร ทุกปีเครือข่ายชุมชนที่ใช้ระบบการประปาร่วมกัน โดยเฉพาะ ไทลื้อ ลาวพวน จะร่วมกัน จัดงานสักการะดวงวิญญาณที่ เฝ้าดูแลรักษาป่าแม่น้ำที่เป็นเสมือนเส้นเลือด ของชาวน่านคือ แม่น้ำน่าน มีต้นกำเนิดจากดอยขุนน้ำน่าน ตำบลขุนน่าน อำเภอบ่อ เกลือ ซึ่งจะไหลขึ้นเหนือไป ทางอำเภอทุ่งช้าง ก่อนจะไหลลงใต้ ไปยังอำเภอปัว, ท่าวังผา, เมืองน่าน, เวียงสา หลังจากนั้นจะไหลลงไปยัง จังหวัดอื่น คือ อุตรดิตถ์ พิษณุโลก และ พิจิตร จึงไปรวมกับแม่น้ำยมที่อำเภอชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์ และ แม่น้ำเจ้าพระยาที่ปากน้ำโพ นครสวรรค์ ร้อยละ 40 ของลำน้ำน่านนั้นหล่อเลี้ยงลำน้ำเจ้าพระยา ความเกี่ยวดองกันด้วยศรัทธาในพุทธศาสนา วัฒนธรรมประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่น และความหวงแหนใน ทรัพยากรธรรมชาติที่มี ร่วมกันทำให้ชาวน่านมีเครือข่ายชุมชนที่เข้มแข็งเรียนรู้ที่จะ อยู่กับความเปลี่ยนแปลงแต่ยังคงตระหนักถึงความเป็นตัวเองอยู่เสมอ อันจะนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนู ด้วยสภาพอากาศที่ค่อนข้างเย็นสบาย ฉุ่มฉ่ำตลอดปีจึง สามารถเลือกเที่ยวน่านได้ทุกฤดู ความเงียบสงบเรียบง่ายน่าอยู่ รอยยิ้มของผู้คนวัดวาอารามเก่าแก่ คือ เสน่ห์ของเมืองน่าน
1. โดยรถยนต์
จากกรุงเทพฯ ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 32 จนถึงจังหวัดนครสวรรค์ แล้วใช้ทางหลวงหมายเลข 17 ไปจนถึง จังหวัดพิษณุโลก จากนั้นใช้ทางหลวง หมายเลข 11 โดยจะผ่านจังหวัดอุตรดิตถ์และอำเภอเด่นชัย จังหวัดแพร่ แล้วใช้ทางหลวงหมายเลข 101 ผ่านจังหวัดแพร่ไปจนถึงจังหวัดน่าน รวมระยะทางประมาณ 668 กิโลเมตรส่วนการขับรถท่องเที่ยวในพื้นที่ต่างๆ ในจังหวัดน่าน ส่วนใหญ่เป็นเส้นทางลาดชันและคดเคี้ยวไปตามไหล่เขา ผู้ใช้รถใช้ถนนต้องใช้ความระมัดระวังและเคารพกฎจราจรเป็นพิเศษ

2.โดยรถประจำทาง
มีรถประจำทางปรับอากาศสายกรุงเทพฯ-น่าน ออกจากสถานีขนส่งสายเหนือ (หมอชิต 2) ถนนกำแพงเพชร 2 ทุกวัน วันละหลายเที่ยว ทั้งรถโดยสารแบบธรรมดาและปรับอากาศ ใช้เวลาเดินทางประมาณ 9-10 ชั่วโมง
สอบถามรายละเอียดได้ที่บริษัท ขนส่ง จำกัด โทร.1490 www.transport.co.th แพร่ทัวร์ โทร. 0 2936 3720 สมบัติทัวร์ โทร. 0 2936 2496 เชิดชัยทัวร์ โทร. 0 2936 0199 ปัจจุบันบริษัท ขนส่ง จำกัด ได้เปิดให้บริการจอง ตั๋วรถโดยสารออนไลน์แล้ว ติดต่อได้ที่ www.thaiticketmajor.com นอกจากนี้ยังสามารถซื้อตั๋ว ออนไลน์ได้ ที่ไทยรูท ดอทคอม www.thairoute.com

3. โดยเครื่องบิน
- สายการบินนกแอร์ เปิดบริการเที่ยวบินกกรุงเทพฯ-น่าน รายละเอียด  www.nokair.com 
- สายการบินไทยแอร์เอเชีย มีบริการเที่ยวบินระหว่าง กรุงเทพฯ-น่าน รายละเอียด  www.airasia.com 
อำเภอเชียงกลาง 76 กิโลเมตร
อำเภอแม่จริม 38 กิโลเมตร
อำเภอนาน้อย 60 กิโลเมตร
อำเภอท่าวังผา 43 กิโลเมตร
อำเภอปัว 60 กิโลเมตร
อำเภอเวียงสา 25 กิโลเมตร
อำเภอทุ่งช้าง 98 กิโลเมตร
อำเภอสันติสุข 32 กิโลเมตร
อำเภอบ้านหลวง 45 กิโลเมตร
อำเภอนาหมื่น 80 กิโลเมตร
อำเภอบ่อเกลือ 133 กิโลเมตร
อำเภอเฉลิมพระเกียรติ 135 กิโลเมตร
อำเภอสองแคว 80 กิโลเมตร
กิ่งอำเภอภูเพียง 15 กิโลเมตร

 ติดตามไปด้วยกันใน Facebook