เยือนทุ่งแสลงหลวง สัมผัสทุ่งหญ้าสะวันนาเมืองไทย
เรื่องและภาพ โดย เอ ตัวเรา

ทุ่งแสลงหลวง
 
 
 
      เมื่อฤดูกาลเปลี่ยนแปลง ย่างเข้าปลายฝนต้นหนาว หนังสือ
ท่องเที่ยวที่กองเก็บไว้ก็ถูกรื้อขึ้นมาปัดฝุ่นอีกครั้ง ครั้งนี้จะไปที่
ไหนดี ภายใต้โจทย์ที่ตั้งไว้ว่าต้องไม่ใช้เวลามากและเป็นที่ ที่ยัง
ไม่เคยไป พลิกหน้าหนังสือไปเรื่อยๆ ถึงหน้าที่เท่าไหร่ไม่รู้ แต่
ก็มาสะดุดตากับเรื่องราวของ
อุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง
ด้วยเนื้อหาไม่กี่หน้า ภาพไม่กี่ภาพก็ดึงดูดให้ผมสนใจกับสิ่งท
ี่อยู่เบื้องหน้าอย่างมากเลยทีเดียว แน่นอนที่สุด การเดินทางใน
โลกกว้างครั้งนี้ ผมจึงตัดสินใจว่าจะไปเยือนดินแดนทุ่งหญ้า
สะวันนาเมืองไทยแห่งนี้อย่างแน่นอน เมื่อได้ที่หมายแล้ว ก็
ต้องค้นคว้าข้อมูลกันหน่อย เพื่อเพิ่มอรรถรสในการเดินทาง
การที่ได้รู้ข้อมูลก่อนก็มีส่วนช่วยให้การท่องเที่ยวของเราเต็ม
อิ่มมากยิ่งขึ้น 
 
         ทุ่งแสลงหลวง หรือ “ทุ่งหญ้าสะวันนาแห่งเมืองไทย” เป็นอุทยานแห่งชาติใหญ่เป็นอันดับ 3 ของประเทศ ครอบคลุม อ.วังทอง
อ.นครไทย อ.เนินมะปราง จ.พิษณุโลก และใน อ.เขาค้อ อ.วังโป่ง อ.หล่มสัก อ.ชนแดน จ.เพชรบูรณ์ จากการหาข้อมูลทำให้พอจะทราบว่า
ชื่อของอุทยานแห่งชาติ สันนิษฐานว่าตั้งตามพันธุ์ไม้ชนิดหนึ่ง ที่มีอยู่ในพื้นที่ป่าแห่งนี้ คือ ต้นแสลงใจ ซึ่งมีจำนวนมาก ขณะที่อุทยานแห่ง
ชาติ
ทุ่งแสลงหลวงมีสภาพธรรมชาติ และลักษณะทางธรรมชาติที่สวยงามหลายแห่ง อุดมสมบูรณ์ไปด้วยพันธุ์ไม้สัตว์ป่านานาชนิดซึ่งเป็น
สถานที่ ที่เหมาะแก่การไปท่องเที่ยวอีกแห่งหนึ่งพื้นที่อุทยานตั้งอยู่ในเขตเทือกเขาเพชรบูรณ์ ซึ่งเป็นเส้นแบ่งเขตระหว่าง จ.พิษณุโลกและ
จ.เพชรบูรณ์ ความสูงโดยเฉลี่ยประมาณ 500 เมตรจากระดับน้ำทะเลมียอดเขาที่สูงที่สุดคือ บริเวณเขาแค สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ
1,028 เมตร เป็นต้นน้ำลำธารหลายสาย สภาพอากาศทั่วไปมีอุณหภูมิที่เหมาะแก่การไปเที่ยวพักผ่อน โดยเฉพาะช่วงเดือนพฤศจิกายน-
กุมภาพันธ์ ซึ่งมีอากาศหนาวเย็นมาก      
ทุ่งแสลงหลวง
ทุ่งแสลงหลวง
ทุ่งแสลงหลวง
ห้องสุดหรูของพวกเรา
เมื่อเก็บเกี่ยวข้อมูลพร้อมล้วพอได้วันเวลาก็ชักชวนเพื่อนๆออกเดิน
ทางกันอีกครั้ง ครั้งนี้พวกเราเลือกที่จะนอนกางเต้นท์ อุปกรณ์การ
นอนพร้อม อุปกรณ์เครื่องมือทำกินก็พร้อม ออกเดินทางกันทันที
ผมค่อนข้างโชคดีเกี่ยวกับเพื่อนร่วมเดินทาง เพราะแต่ละคนจะ
เข้าใจถึงธรรมชาติและการช่วยเหลือกัน เมื่อเราถึงที่หมายแล้ว
ก็จัดแจงช่วยกันกางเต้นท์ก่อนเป็นอันดับแรกโดยไม่มีการเกี่ยง
ว่าจะเป็นเต้นท์ของใครนอน จากนั้นก็พักผ่อนตามอัธยาศัย
 
 
 

 

แต่สำหรับคนที่ชอบเก็บภาพประทับใจ ไว้เป็นบันทึกของความทรงจำ ผมก็อยากจะแนะนำว่า ช่วงนาทีทองของที่นี่ ก็คือช่วงเช้าและ
ช่วงพลบค่ำก่อนตะวันตกดิน เพราะคุณจะได้แสงสีทองงดงามยิ่งนัก ลองนึกภาพตาม ทิวสนที่เรียงรายอยู่เบื้องหน้ากับแสงสีทองอุ่นๆ
หรือจะเป็นทุ่งดอกหญ้าอันกว้างใหญ่ไฟศาลกับแสงอิ่มอุ่นและถ้าหากเป็นตอนเช้าก็จะสัมผัสกับไอหมอกที่ลอยมาหยอกเย้า
บรรยากาศให้ดูสวยงามเพิ่มขึ้นไปอีก ผมคนนึงจึงไม่พลาดช่วงเวลาทองเหล่านี้ โดยการตื่นแต่เช้า ขับรถออกจากบริเวณจุดกางเต้นท์ มุ่งหน้าไปทางทุ่งนางพญา โดยระหว่างทางนี่แหละคือความงามที่เราสามารถสัมผัสได้โดยตรง หากใครที่ชอบบรรยากาศที่เงียบสงบ
ผู้คนไม่พลุกพล่าน แนะนำไปนอนที่ลานกางเต้นท์ทุ่งนางพญา เพราะที่นั่น จะเต็มไปด้วยป่าสนสองใบสลับกับป่าดิบแล้งและป่าเต็งรัง โดยเฉพาะช่วงปลายฝนต้นหนาว จะมีสายหมอกหยอกอากาศปกคลุมทั่วบริเวณ อยู่ห่างจากหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติที่ สล.8 (หนองแม่นา) ประมาณ 14 กิโลเมตร และใครที่ชอบปั่นจักรยานเสือภูเขา ก็ไม่ควรจะพลาดไปที่นี่ด้วยเช่นกัน แต่มีข้อเสียอย่าง
หนึ่งก็คือ บริเวณทุ่งนางพญาจะไม่มีห้องน้ำ!

ทุ่งนางพญาในยามเช้า
ทุ่งแสลงหลวง
ทุ่งแสลงหลวง

อีกจุดหนึ่งก็คือ ทุ่งโนนสน เป็นทุ่งหญ้าสลับกับป่าสนเขา ช่วงปลายฝนต้นหนาว ตามลานหินจะเต็มไปด้วยดอกไม้เล็กๆ เช่น ดุสิตา
สร้อยสุวรรณา กระดุมเงิน ฯลฯ รวมทั้งกล้วยไม้ดินนานาชนิด นับว่าเป็นจุดที่เหมาะสำหรับนักถ่ายรูปแนวมาโครมากๆ จากหน่วย
พิทักษ์อุทยานแห่งชาติที่ สล.8 (หนองแม่นา) มาประมาณ 17 กิโลเมตร แล้วเดินเท้าเข้าไปอีก 15 กิโลเมตร ก็ถึงที่หมายแล้ว และ
ที่นี่ก็เป็นอีกจุดหนึ่งสำหรับผู้ที่ชอบปั่นจักรยานเสือภูเขาอีกเช่นกัน

บรรยากาศของทุ่งแสลวงหลวง
ทุ่งแสลงหลวง ทุ่งแสลงหลวง

       นอกจากนี้ ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวบริเวณใกล้เคียงที่น่าสนใจไม่แพ้กัน ก็คือ แก่งวังน้ำเย็น เป็นแก่งหินขนาดใหญ่หลายแก่ง อยู่ห่าง
จากหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติที่ สล.8 (หนองแม่นา) ไปตามทางที่จะไปทุ่งโนนสนประมาณ 7 กิโลเมตร มีทางแยกเข้าไปอีก 500 เมตร
ระหว่างทางเป็นป่าเต็งรัง ป่าสนเขา และป่าเบญจพรรณ หากใครที่ชอบถ่ายนกรับรองไม่ผิดหวัง เพราะจะมีโอกาสพบนกมากมายหลายชนิด
เช่น นกหัวขวานใหญ่สีเทา นกโกโรโกโส ฯลฯ  และ น้ำตกแก่งโสภา น้ำตกขนาดใหญ่ เกิดจากลำห้วยเข็กใหญ่ไหลผ่านหน้าผาขนาดใหญ่
ลดหลั่นกันประมาณ 3 ชั้น ไหลผ่านไปตามแก่งหิน ตั้งอยู่ระหว่างกิโลเมตรที่ 71-72 ของทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 12 (พิษณุโลก-หล่มสัก) มีทางแยกเข้าไปประมาณอีก 2 กิโลเมตร
       หากฤดูกาลผันผ่านก้าวเข้าสู่เวลาเหมันต์อันหนาวเหน็บ ผมคิดว่าทุ่งแสลงหลวง ก็น่าจะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ไม่ควรจะพลาดโอกาส
ไปสัมผัสดูสักครั้ง แล้วผมก็เชื่อว่าหากคุณได้ลองไปเยือนสักครั้ง คุณจะติดใจเหมือนผม แล้วก็ต้องพูดว่าเราจะต้องได้กลับมาเยือนที่นี่
อีกครั้งอย่างแน่นอน

ทุ่งแสลงหลวง ทุ่งแสลงหลวง
การเดินทางไปทุ่งแสลงหลวง สามารถใช้เส้นทางได้ 2 เส้นทาง คือ
เส้นทางแรก จากจังหวัดเพชรบูรณ์ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 21 ไปทางอำเภอหล่มสัก ระยะทางประมาณ 13 กิโลเมตร ถึงบ้านนางั่ว
แล้วเลี้ยวซ้าย ตามเส้นทางหลวงหมายเลข 2258 ขึ้นเขาค้อผ่านสี่แยกบ้านสะเดาะพงผ่านพระตำหนักเขาค้อ ตรงไปจนถึงบ้านทางตะวัน
เลี้ยวขวาไปอีกประมาณ 4 กิโลเมตรจะถึงหน่วยจัดการอุทยานฯ ทุ่งแสลงหลวง ที่ 1 (หนองแม่นา)
เส้นที่สอง จากจังหวัดพิษณุโลกใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 12 เส้นพิษณุโลก-หล่มสัก ประมาณ 100 กิโลเมตร เลี้ยวขวาเข้าสู่เขาค้อ
ผ่านหน้าอำเภอเขาค้อ ถึงสี่แยกบ้านสะเดาะพงแล้วเลี้ยวขวาเข้าทางหลวงหมายเลข 2258 ผ่านพระตำหนักเขาค้อตรงไปบ้านทางตะวัน
เลี้ยวขวาไปอีกประมาณ 4 กิโลเมตร จะถึงหน่วยจัดการอุทยานฯ ทุ่งแสลงหลวง ที่ 1 (หนองแม่นา)
ส่วนทางเข้า จะมีทางเข้าหลัก 2 ทาง คือทางเดินทางท่องเที่ยวใน อ.เขาค้อ สามารถเข้าทางที่ทำการอุทยานสาขาย่อย ต.หนองแม่นา
ก่อนถึงทางเข้าแก่งบางระจันประมาณ 1 กิโลเมตร ส่วนทางเข้าอีกทางหนึ่งเป็นทางเข้าของที่ทำการอุทยานด้านถนนสายพิษณุโลก-
หล่มสักทางหลวงหมายเลข 12 หลักกิโลเมตรที่ 80การเดินทางมาที่ อุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง
สำหรับคนที่แบกเป้ไปเอง
คุณสามารถเดินทางจากหมอชิตมาลงที่ สถานีขนส่งพิษณุโลก จากนั้นก็โดยสารรถประจำทางสายพิษณุโลก-หล่มสัก ลงรถที่บ้าน
แค้มป์สน กิโลเมตรที่ 100 แล้วว่าจ้างเหมารถสองแถวที่ปากทางแค้มป์สนไปยังหน่วยฯ หนองแม่นา หรือเช่ารถสองแถวจากบริษัทรถเช่า
ในพิษณุโลกไปยังหน่วยฯ หนองแม่นาเลยก็ได้ ส่วนราคาเรื่องรถเหมาก็ตามจะตกลงกันเอง ชาวบ้านเขาใจดีอยู่แล้วเพื่อ เที่ยวไทยครึก
ครื้นเศรษฐกิจไทยคึกคัก ไงละครับ
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ อุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง ตู้ ปณ. 64 อ.เมือง จ.พิษณุโลก 65120 โทร 055-268-019