• อิ่มบุญ เพลินใจ เที่ยวอีสาน 5 จังหวัด

    หากเราคิดจะไปเที่ยว แน่นอนค่ะเชื่อว่าจังหวัด ที่หลายคนนึกถึงต้องหนีไม่พ้น จังหวัดที่อยู่ในเขตภาคเหนือ ภาคใต้ ภาคกลาง หรือ ตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือ ภาคอีสาน อาจอยู่ในดับสุดท้ายที่นึกถึง เพราะหลายคนอาจนึกไม่ออกว่า อีสาน นอกจากโคราช และอุบล เลย จังหวัด top และเด่นเรื่องสถานที่ท่องเที่ยวแล้ว จังหวัดอื่นๆมีอะไรน่าเที่ยว ตอบได้เลยว่า  ยังมีอีกหลายจังหวัดที่มีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจและรอคอยให้เรามาเยี่ยมชม ทริปนี้ไปด้วยกันขออาสาเป็นไกด์พามาทำความรู้จักกับความสวยงามของธรรมชาติ วัด วา อาราม และสถาปัตกรรมอันงดงาม ที่เที่ยวเด่นๆ ของดินแดนแห่งลุ่มแม่น้ำโขง 5 จังหวัด คือ ร้อยเอ็ด มุกดาหาร นครพนม หนองคาย และจังหวัดที่ 77 ของประเทศไทย บึงกาฬ พร้อมแล้วตามมาเลยค่ะ

    เที่ยวอีสาน

     

    ทริปนี้ใช้เวลา 3 วัน 2 คืน เพื่อเก็บให้ครบทั้ง 5 จังหวัด เริ่มจากจังหวัดแรก ร้อยเอ็ด มาถึงในตอนเช้า หลังจากแวะรับประทานอาหารเช้าในตัวเมืองเรียบร้อยแล้ว ก็แวะไป วัดบูรพาภิราม ซึ่งตั้งอยู่ในตัวเมือง เพื่อไปไหว้ขอพร พระพุทธรัตนมงคลมหามุนี หรือพระเจ้าใหญ่ พระพุทธรูปปางประทานพรที่สูงที่สุดในประเทศไทย ตามคำขวัญของเมืองร้อยเอ็ดว่า “สิบเอ็ดประตูงาม เรืองนามพระสูงใหญ่ ผ้าไหมสาเกตุ บุญผะเหวดประเพณี มหาเจดีย์ไชยมงคล งามน่ายลบึงพระลานชัย เขตกว้างไกลทุ่งกุลา โลกลือชาข้าวหอมมะลิ”

     

    วัดบูรพาภิราม

     

    พระพุทธรัตนมงคลมหามุนี หรือหลวงพ่อใหญ่ประทับยืนเด่นเป็นสง่ามองเห็นได้จากระยะไกล เป็นที่เคารพเลื่อมใสของชาวร้อยเอ็ด นอกจากนี้องค์พระเจ้าใหญ่ยังเป็นสัญลักษณ์ประจำจังหวัดร้อยเอ็ด อีกด้วย

     

    วัดบูรพาภิราม

    วัดบูรพาภิราม

     

    ชาวร้อยเอ็ดถือว่าพระเจ้าใหญ่นั้น เป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองที่คอยปกป้อง คุ้มครองชาวร้อยเอ็ด ให้มีชีวิตความเป็นอยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุขด้วยความสูงขององค์พระทำให้เกิดความเชื่อว่า หากได้มากราบไหว้ จะได้อานิ สงส์สูงเทียมเมฆเทียมฟ้า ทำการสิ่งใดก็สำเร็จผลด้วยประการทั้งปวง

     

    วัดบูรพาภิราม

     

    กราบขอพรองค์พระใหญ่แล้ว ก็มุ่งหน้าไปยังสถานที่ท่องเที่ยวในจังหวัดร้อยเอ็ดซึ่งอยู่ในคำขวัญเช่นกัน นั่นคือ มหาเจดีย์ชัยมงคล ซึ่งตั้งอยู่ในอำเภอหนองพอกห่างออกไปนอกเมืองประมาณ 70 กิโลเมตร เคยเห็นแต่ภาพถ่ายว่าสวยงามแล้ว มาเห็นของจริง งดงามอลังการยิ่งกว่า

     

    มหาเจดีย์ชัยมงคล

     

    พระมหาเจดีย์ชัยมงคล สร้างโดยใช้ศิลปกรรมร่วมสมัยระหว่างภาคกลางและภาคอีสานเป็นการผสม กันระหว่าง พระปฐมเจดีย์และพระธาตุพนม ใช้งบประมาณก่อสร้างถึงปัจจุบันกว่า 3,000 ล้านบาท ดำเนินการสร้างโดย “พระอาจารย์ศรี มหาวิโร” และออกแบบโดยกรมศิลปากรเป็นสีขาวตกแต่งลวดลาย ตระการตาด้วย สีทองเหลืองอร่าม รายล้อมด้วยเจดีย์องค์เล็กทั้ง 8 ทิศ รวมยอดทองคำเป็น 109เมตร ใช้ทอง คำหนัก 4,750 บาท หรือประมาณ 60 กิโลกรัม ใช้งบประมาณในการสร้างกว่า 3,000 ล้านบาท และตอนนี้ก็ยังสร้างไม่เสร็จสมบูรณ์ดี

     

    มหาเจดีย์ชัยมงคล

    มหาเจดีย์ชัยมงคล

     

    พระเจดีย์มีทั้งหมด 5 ชั้น แต่ละชั้นโออ่า กว้างใหญ่ ตกแต่งด้วยลวดลาย ไทยวิจิตรพิสดาร

     

    มหาเจดีย์ชัยมงคล

    มหาเจดีย์ชัยมงคล

     

    ชั้นบนสุดเป็นรูประฆัง 8 เหลี่ยมบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ

     

    มหาเจดีย์ชัยมงคล

     

    รอบพระเจดีย์จัดแต่งสวน ไว้อย่างร่มรื่น งดงาม

     

    มหาเจดีย์ชัยมงคล

    มหาเจดีย์ชัยมงคล

     

    องค์พระพุทธรูปเรียงเป็นแถวบริวเณทางเข้าด้านหน้า มองแล้วรู้สึกได้ถึงความสงบ เยือกเย็น

     

    มหาเจดีย์ชัยมงคล

     

    จากจังหวัดร้อยเอ็ดใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงกว่า เราก็ข้ามมาอยู่ในจังหวัดมุกดาหาร เพื่อมุ่งหน้าไปชมประติมากรรมหินธรรมชาติที่งดงามและมีชื่อเสียงที่ ภูผาเทิบ ซึ่งตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติมุกดาหาร หรืออีกชื่อหนึ่ง คือ อุทยานแห่งชาติภูผาเทิบ

     

    ภูผาเทิบ

     

    มีหินรูปร่างแปลกตามากมายแล้วแต่ว่าเราจะจินตนาการให้เป็นอะไร

     

    ภูผาเทิบ

     

    มนุษย์อย่างเราดูเล็กลงไปถนัดตาเมื่อมาอยู่ท่ามกลางธรรมชาติอันยิ่งใหญ่

     

    ภูผาเทิบ

    ภูผาเทิบ

     

    หินก้อนนี้ดูแล้วคล้ายกับดอกเห็ด

     

    ภูผาเทิบ

     

    พื้นที่กว้างใหญ่เพียงพอสำหรับเด็กน้อยได้วิ่งเล่น และสนุกสนานกับการอิงแอบอยู่ตามซอกหิน ก้อนต่างๆ

     

    ภูผาเทิบ

     

    มาจังหวัดมุกดาหารทั้งที อย่าลืมแวะมาช้อปปิ้ง สินค้าราคาถูก ที่ ตลาดอินโดจีน ซึ่งอยู่ภายในตัวเมือง

     

    ภูผาเทิบ

     

    มี่สินค้าหลากหลายชนิดทั้ง เสื้อผ้า ข้าวของเครื่องใช้ อาหารแห้ง

     

    ภูผาเทิบ

    ภูผาเทิบ

     

    พี่ที่มาด้วยกันบอกว่ามาตลาดอินโดจีนทั้งที อย่าลืมซื้อหัวหอมแดง หับกระเทียมกลับไปด้วย เพราะราคาถูกมาก หัวใหญ่ๆ แพคขายกันเป็นถุงแบบนี้เลย

     

    ภูผาเทิบ

     

    คืนแรกเราค้างพักผ่อนกันที่โรงแรมพลอยพาเลซ http://www.ploypalace.com/ ซึ่งเป็นโรงแรมที่ตั้งอยู่ภายในตัวเมืองจังหวัดมุกดาหาร ตื่นเช้ามาในวันใหม่ก็มุ่งตรงไปยัง หอแก้วมุกดาหาร สัญลักษณ์ของจังหวัด ซึ่งอยูไม่ไกลจากโรงแรมนัก มาถึงมุกดาหารทั้งที่ แล้วไม่ได้แวะมาก็เรียกว่ามาไม่ถึง

     

    หอแก้วมุกดาหาร

     

    หอแก้วมุกดาหาร มีชื่อเต็มว่า “หอแก้วมุกดาหารเฉลิมพระเกียรติกาญจนาภิเษก” จัดสร้างขึ้นเพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชในมหามงคลวโรกาสฉลองสิริราชสมบัติ ครบ 50 ปี ไฮไลต์ของการมาที่นี่ คือ ได้ขึ้นไปชมวิวของเมืองมุกดาหาร ซึ่งสามารถเห็นได้รอบทิศ 360 องศา เสียเงินค่าชม 20 บาท มีลิฟต์พาขึ้นไปเรียบร้อยค่ะ

     

    หอแก้วมุกดาหาร

     

    อยากชมวิวแบบชัด ยอดเงินไปที่กล้องส่องทางไกล 10 บาท ก็จะได้เห็นแบบระยะประชิดเลยทีเดียว

     

    http://paiduaykan.com/province/Northeast/mukdahan/pic/mukdahantower5.jpg

     

    ภายในอาคารแบ่งพื้นที่จัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ และศิลปวัฒนธรรมต่าง ๆ ของชาวภาคอีสาน ที่น่าสนใจ

     

    หอแก้วมุกดาหาร

     

    ชั้นบนสุดจะเป็นที่เป็นที่ ตั้งของ “ลูกแก้วมุกดาหาร” ลักษณะกลมสีขาวหมอกมัวจากประเทศเยอรมนี ภายในเป็นห้องโถงผนังกระจกใส พื้นที่กลางโถง ประดิษฐาน “พระพุทธนวมิ่งมงคลมุกดาหาร” พระพุทธรูปปางมารวิชัยเนื้อเงินแท้บริสุทธิ์ ซึ่งเป็นที่เคารพและเลื่อมใสของชาวจังหวัดมุกดหาร

     

    หอแก้วมุกดาหาร

     

    ชมวิวรอบเมืองกันแล้วมุ่งหน้าต่อไปยัง อำเภอหว้านใหญ่ ซึ่งห่างจากตัวเมืองมุกดาหาร ไปไม่ไกล ใช้เวลาเดินทางประมาณ ครึ่งชั่วโมง เพื่อไปชม อีกสถานที่ได้รับยกย่องให้เป็น 1 ใน Unseen Thailand โบสต์คริสต์วัดสองคอน หรือ ชื่อเต็มว่า สักการสถานพระมารดาแห่งมรณสักขีวัดสองคอน

     

    โบสต์คริสต์วัดสองคอน

    โบสต์คริสต์วัดสองคอน

     

    โบสต์คริสต์วัดสองคอน ได้ชื่อว่าเป็นโบสถ์คริสต์นิกาย โรมันคาทอลิก ที่ได้ชื่อว่าสวยและใหญ่ที่สุดในอุษาคเนย์หรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีกด้วย คือเป็นโบสถ์คริสต์สร้างแบบสถาปัตยกรรม สมัยใหม่ที่ใหญ่และสวยที่สุดในอุษาคเนย์ เคยได้รับรางวัลสถาปัตยกรรมดีเด่น จากสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ ปกติเราก็จะเห็นแต่โบสตถ์คริสต์ที่สร้างคล้ายกั นคือ มีลักษณะคล้ายกับปราสาทในเทพนิยายมียอดโดมแหลม มาเห็นโบสถ์ที่นี่สร้างด้วย คอนกรีตและหินทราย เป็นทรงสี่เหลี่ยมทั้งหลัง ก็ดูแปลกตาไปอีกแบบ

     

    โบสต์คริสต์วัดสองคอน

     

    ได้อ่านประวัติของการสร้างโบสต์ ขึ้นมาก็ยิ่งรู้สึกซึ้งใจและสะเทือนใจเล็กน้อย เพราะโบสต์นี้สร้างเพื่อเป็นอนุสรณ์สถานให้กับสร้างบุญราศีมรณสักขีทั้ง 7 ที่ ยอมสละชีวิตเพียงเพราะยึดมั่นในศาสนา เมื่อครั้งเกิดกรณีพิพาทระหว่างไทยกับฝรั่งเศสในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เนื่องจากในระยะนั้นผู้คนแถบชายแดนศรัทธาและนับถือศาสนาคริสต์เป็นจำนวนมาก และบาทหลวงส่วนใหญ่เป็นชาวฝรั่งเศส ทำให้ชาวบ้านเข้าใจผิด คิดว่าศาสนาคริสต์เป็นศาสนาของฝรั่งเศส จึงมีคนกล่าวหากันว่าคนที่นับถือคริสต์ช่วงนั้นจะฝักใฝ่ฝรั่งเศส ทรยศต่อประเทศชาติ รวมทั้งมีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้นหลายอย่าง ทางการจึงมีคำสั่งให้ชาวบ้านเลิกนับถือ ซึ่งชาวบ้านส่วนใหญ่ยอมรับว่าจะเลิก แต่บุญราศีทั้ง 7 ยังนับถือกันแบบลับๆ โดยทำหน้าที่เป็นครูสอนคำสอนและไม่รับปากกับทางตำรวจว่าจะเลิกตำรวจจึงนำตัวทั้งหมดไปยิง จนเสียชีวิต พระสันตะปาปาจึงได้ประกาศให้ท่านทั้งเจ็ดคนเป็น”บุญราศีมรณสักขี”ซึ่ง หมายถึงคริสตชนผู้ที่ประกอบกรรมดี และพลีชีพเพื่อ ประกาศยืนยันความเชื่อในพระเจ้าไม่ยอมละทิ้งศาสนา ปัจจุบันวัดสองคอนกำลังเป็น แหล่งศาสนาคริสต์ที่ ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และยังมีชื่อเสียงในเรื่องความงดงามแปลกตาของตัวอาคาร

     

    โบสต์คริสต์วัดสองคอน

     

    จากโบสต์คริสต์วัดสองคอน ไม่ถึง 10 นาที เราก็จะมาถึง แก่งกระเบา สถานที่ท่องเที่ยวพักผ่อน ที่ขึ้นชื่ออีกแห่งหนึ่งใสนจังหวัดมุกดาหาร เป็นแก่งหินอันงดงามที่ตั้งอยู่ ริมแม่น้ำโขง

     

    โบสต์คริสต์วัดสองคอน

     

    ลักษณะของหินจะเป็นหลุมเป็นบ่อ คล้ายกับสามพันโบก ของจังหวัดอุบลราชธานี แต่แก่งกระเบาเป็นแก่งหิน ที่กินพื้นที่แคบๆ เดินแป๊บเดียวก็ทั่วแล้ว ไม่ได้กว้างขวางเหมือนสามพันโบก

     

    โบสต์คริสต์วัดสองคอน

    โบสต์คริสต์วัดสองคอน

     

    หากมาในฤดูหนาวก็นั่งรับลมเย็นๆ ที่พัดมาจากแม่น้ำโขงได้แบบเย็นสบาย ลมของที่นี่แรงมากๆ

     

    แก่งกระเบา

    แก่งกระเบา

     

    มีร้านอาหารให้เรานั่งทาน กินลม ชมวิวด้วย

     

    แก่งกระเบา

     

    จากแก่งกระเบา จังหวัดมุกดาหารเพียง 24 กิโลข้ามก็ข้ามมาถึงจังหวัดนครพนม เพื่อแวะมาไหว้องค์ พระธาตุพนม อันศักดิ์สิทธิ์ เป็นพระธาตุประจำจังหวัดนครพนม และเป็นพระธาตุประจำปีเกิดของคนเกิดปีวอก ความเชื่อเกียวกับตำนานพระธาตุประจำปีเกิด บอกว่า ในชีวิตหนึ่ง เราควรหาโอกาสมาไหว้พระธาตุประจำปีเกิดของตัวเองให้ได้ซักครั้งเพื่อเป็นสิริมงคลกับชีวิต

     

    พระธาตุพนม

    พระธาตุพนม

     

    องค์พระธาตุสีขาว สลักด้วยลายไทยสีทอง งดงามมาก โดยเฉพาะฉัตรทองคำบนยอดพระธาตุเป็นฉัตรทองคำที่มีน้ำหนักถึง 110 กิโลกรัม

     

    พระธาตุพนม

    พระธาตุพนม

     

    พระธาตุสีทองที่เราเห็นองค์เล็กๆ ข้างกัน เป็นพระธาตุจำลอง ให้เราปิดทองแทนองค์จริง

     

    พระธาตุพนม

     

    จากพระธาตุพนม ไม่ไกลกันสามารถแวะมากราบไหว้ พระธาตุศักดิ์สิทธิและมีชื่อเสียง ของจังหวัดอีกหนึ่งแห่งเช่นกัน พระธาตุเรณูนคร องค์พระธาตุจำลองมาจากองค์พระธาตุพนมองค์เดิม แต่มีขนาดเล็กกว่า แต่จะว่าไปแล้วระหว่างที่เรานั่งรถผ่านมาเห็นหลายวัดในจังหวัดนคร รูปแบบขององค์พระธาตุสร้างด้วยสถาปัตยกรรมในรูปแบบนี้เกือบทุกแห่ง

     

    พระธาตุพนม

    พระธาตุพนม

     

    องค์พระธาตุเป็นสีชมพูอิฐ งดงามตัดกับสีท้องฟ้าสีฟ้าในยามบ่าย พระธาตุเรณูนคร เป็นพระธาตุประจำวันจันทร์เชื่อกันว่าผู้ที่ไปนมัสการจะได้รับอานิสงส์ ส่งผลให้มีวรรณะงดงาม ผุดผ่องดังแสงจันทร์

     

    พระธาตุเรณูนคร

    พระธาตุเรณูนคร

     

    และคืนที่สองนอนในตัวเมืองนครพนม ที่โรงแรม ไอโฮเทล นอนพักเอาแรงเพื่อมุ่งหน้าต่อไปยังจังหวัดบึงกาฬ จังหวัดที่ 77 ของประเทศไทย เพื่อไปพิชิต ภูทอก ใช้เวลาการเดินทางจากนครพนมประมาณ 2 ขั่วโมงกว่า ก็มาถึงที่นี่ค่ะ

     

    ภูทอก บึงกาฬ

    ภูทอก บึงกาฬ

     

    ในประเทศไทยมีภูทอกอยู่ 2 แห่ง คือ ภูทอก จังหวัดเลย ซึ่งเป็นจุดชมทะเลหมอกขึ้นชื่อของอำเภอเชียงคาน และ ภูทอก จังหวัดบึงกาฬ เป็นภูเขาหินที่มีสามารถไปชมวิวได้ โดยมีสะพานไม้วนรอบภูเขาซึ่งสร้างโดยฝีมือของมนุษย์ เป็นภูเขาที่งดงามและข้างบนภูทอกสามารถชมวิวได้แบบ 360 องศา มีทั้งหมด 7 ชั้น

     

    ภูทอก บึงกาฬ

    ภูทอก บึงกาฬ

     

    ภาพนี้อยู่ยังอยู่ในส่วนของชั้น 3 บันไดลาดชันเลยทีเดียว แต่ยังไม่ถือว่าไม่หวาดเสียวเท่าไหร่ เพราะยังมองไม่เห็นวิวข้างล่าง มีต้นไม้ปกคลุมอยู่ตลอด

     

    ภูทอก บึงกาฬ

    ภูทอก บึงกาฬ

     

    แต่พอเริ่มผ่านมายังชั้น 4 จะขึ้นไปชั้น 5 ซึ่งเป็นที่ตั้งของ ศาลาปฏิบัติธรรมสีขาว ที่เห็นอยู่ในภาพ ถ้าขึ้นผ่านบันไดตรงบริเวณนี้ไปได้ก็ถือว่าผ่านความชันที่สุดได้ในระดับนีงเลยทีเดียวค่ะ

     

    ภูทอก บึงกาฬ

    ภูทอก บึงกาฬ

     

    จากชั้น 5 ไปจนถึงชั้น 6 -7 ก็จะเป็นแบบบันไดเรียบใสนระดับพื้นดินปกติ วนรอบภูเขา แต่สำหรับคนที่กลัวความสูงก็แอบมีหวาดเสียได้เหมือนกันเพราะด้านขวา คือ วิวค่ะ

     

    ภูทอก บึงกาฬ

    ภูทอก บึงกาฬ

     

    ระหว่างทางเดินจากชั้น 5-6 ถ้าเดินมาทางด้านเหนือจะเห็นสะพานหินธรรมชาติทอดสู่พุทธวิหาร อันเป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ มีลักษณะแปลกและน่าอัศจรรย์ที่สุด คล้าย ๆ กับพระธาตุอินทร์แขวนที่พม่า คือ เป็นหินแยกตัวออกมาจากหินก้อนใหญ่ แต่ไม่ตกลงมา เพราะตั้งอยู่อย่างได้ฉากกับพื้นโลกพอดี ดูจากภาพแล้วขอบอกว่าใครที่พิชิตยอดภูทอกได้ถึงชั้นสูงสุด ต้องเป็นคนที่ไม่กลัวความสูงน่ะค่ะ เพราะข้างบนมองลองมาน่าหวาดเสียวพอสมควร แต่บอกได้เลยว่าถ้าขึ้นไปถึงแล้วสวยมาก คุุ้มค่าจริงๆ

     

    ภูทอก บึงกาฬ

     

    หลังจากพักจากอาการ เสียวๆ จากภูทอก ใช้เวลาประมาณเกือบ 3 ชั่วโมง ก็ถึงเมืองหนองคาย ซึ่งเป็นจังหวัดสุดท้าย ที่เราจะแวะเที่ยวกันในทริปนี้ เพื่อแวะมาไหว้ พระธาตุกลางน้ำ หรืออีกชื่อ พระธาตุหล้าหนอง

     

    พระธาตุกลางน้ำหนองคาย

     

    พระธาตุกลางน้ำ เป็นพระธาตุที่มีขนาดใหญ่อยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขง เนื่องจาก แม่น้ำเชี่ยวกรากจึงกัดเซาะตลิ่งจนพระธาตุพังลงในแม่น้ำ ทำให้ปัจจุบันองค์พระธาตุจมอยู่กลางแม่น้ำโขงห่างจากฝั่งไทย 180 เมตร องค์พระธาตุก่อด้วยอิฐถือปูน ล้มตะแคงไปตามกระแสน้ำ หากต้องการเข้าไปชมและไหว้พระธาตุแบบใกล้ชิด ก็จะมีบริการเรือนำเที่ยวพาชม เสียค่าบริการคนละ 20 บาท

     

    พระธาตุกลางน้ำหนองคาย

     

    พระธาตุกลางน้ำ เป็นที่เคารพสักการะของชาวหนองคายอย่างมาก ทางจังหวัดจึงได้สร้างพระธาตุองค์จำลองขึ้น มาบริเวณ ริมฝั่งแม่น้ำโขงและบรรจุชิ้นส่วนองค์พระธาตุจากองค์เดิมไว้ภายใน ซึ่งตั้งอยู่ริมแม่น้ำโขงในองศาเดียวกับพระธาตุองค์จริงที่อยู่กลางน้ำ

     

    พระธาตุกลางน้ำหนองคาย

     

    บอกไว้เล็กน้อยถ้าไม่มีรถส่วนตัวหรือเหมารถท้องถิ่น ก็อาจจะลำบากและทำเวลาไปยังสถานที่ท่องเที่ยวตามข้างบนทั้งหมดได้ค่อนข้างยากนิดนึงค่ะ ถึงแม้แต่ละจังหวัดดูเหมือนจะใช้เวลาเดินทางถึงกันโดยใช้เวลาไม่นาน แต่ก็ไม่ได้มีรถโดยสารประจำทางไปถึงสถานที่นั้นๆ โดยตรง อย่าง พระเจดีย์ชัยมงคล ภูทอก แก่งกระเบา โบสต์คริสต์ สองคอน เป็นต้นค่ะ จบทริปเที่ยวเที่ยวอีสาน ทั้ง 5 จังหวัด อิมทั้งบุญและอิ่มใจ ถือว่าได้เปิดมุมมองและรู้จักสถานที่ท่องเที่ยวทางภาคอีสาน ซึ่งสวยงามและน่าสนใจไม่แพ้ภาคอื่นๆ ถือว่าเป็น 3 วัน 2 คืน ที่ค่อนข้างคุ้มค่ามากๆอีกทริปหนึ่ง

    Tags : , , , , , , , , ,

    บทความที่เกี่ยวข้อง

    One Response to “อิ่มบุญ เพลินใจ เที่ยวอีสาน 5 จังหวัด”

    1. ถ้าจัดไปเมื่อไหร่ เมลล์ให้ทราบด้วยค่ะ อยากไป

    Leave a Reply

    บทความล่าสุด

    บทความแนะนำ

    อร่อยด้วยกัน