• สะพายกล้องนอนแพ เที่ยวเมืองกาญจน์

    กาญจนบุรี ขึ้นชื่ออยู่แล้วในเรื่องของการพักผ่อนนอนแพริมน้ำซึ่งมีแพให้เลือกมากมาย สักครั้งหนึ่งเมื่อมาถึงเมืองกาญจน์ต้องหาโอกาสมานอนแพ เล่นน้ำ สัมผัสธรรมชาติอันเขียวขจี และนอกจากได้พักผ่อนกันแบบชิลๆแล้วเรายังสามารถหาสถานที่ท่องเที่ยวใกล้เคียงแวะแชะภาพได้อย่างสนุกสนาน แถมอยู่ใกล้กับกรุงเทพฯ ใช้เวลาเดินทางไม่ถึง 2 ชั่วโมง เราก็จะได้สัมผัสกับสถานที่ท่องเที่ยวหลากหลายทั้งทางธรรมชาติ เชิงวัฒนธรรม และประวัติศาสตร์  เรียกได้ว่ามาจังหวัดเดียวได้ครบ

     

    1 cover

     

    ทริปนี้เบ๊าเบาที่สุดในชีวิตตั้งแต่เดินทางท่องเที่ยวมา เพราะพาเจ้าตัวเล็กที่เพิ่งได้ใหม่สดๆ ร้อน ๆ มาถ่ายภาพด้วยตลอดทั้งทริป คือ กล้อง Mirroless  Olympus OMD  EM 10 Mark II พร้อมเลนส์คิท 14-42EZ   กล้องรุ่นนี้ถือว่าเป็นกล้องเจเนอเรชันที่ 2 ของ EM 10   ที่มีการปรับฟังก์ชั่นการใช้งานที่ดีเพิ่มขึ้น ดีไซน์กะทัดรัดออกแนว Retro นิดนึง ในความ ละเอียด 16 MP  หน้าจอแบบพลิกขึ้นลงได้ ช่วยให้สามารถถ่ายภาพในมุมต่างๆที่ต้องการ นอกจากภาพนิ่งแล้วยังสามารถถ่ายวีดีโอได้ทั้งแบบปกติและแบบ Time Lapse ความละเอียด 4K ส่วนราคาอยู่ในระดับสองหมื่นปลายๆ  สำหรับเราต้องบอกตามตรง ไม่เคยใช้งานกล้องแบบนี้มาก่อน เพราะปกติจะสะพายกล้อง DSLR ตัวใหญ่ไปเที่ยวด้วยตลอด นี่ถือว่าเป็นครั้งแรกที่ได้มีโอกาสมาสัมผัสกล้องแนวนี้ ในใจก็ชักจะหวั่นว่าจะรอดไหม ด้วยความที่ยังถนัดกับการใช้งานกล้องใหญ่มากกว่า  เลนส์ที่นำมาใช้ก็มีอยู่ตัวเดียวคือ เลนส์คิท ก็ต้องลองมาทดสอบใช้งานกันดูว่าจะให้ผลลัพธ์จะเป็นที่น่าพอใจหรือเปล่า

     

    1 DSC_3269

     

    เริ่มจากการปรับตั้งค่ากล้องก่อนเลยถึงกับต้องลองว้าว คือ แบบว่าฟังก์ชั่นการใช้งานมาเต็ม มีลูกเล่นให้ใช้งานเยอะ ปุ่มต่างๆก็ใช้งานง่ายก็ค่อนข้างถนัดมือพอสมควรเลยทีเดียวเริ่มจะอุ่นใจมากขึ้นแล้ว เริ่มจากปรับ Picture Mode ที่มีให้เลือกปรับค่าสีภาพภายในกล้องได้หลากหลาย ทั้งแบบ Vivid คือ สีจัด Natural แบบธรรมชาติ เป็นต้น เราเน้นถ่ายวิวก็เลือกไปที่ Vivid ก่อนเลย  และเมื่อเลือกเข้าไปในเมนูนี้เรายังสามารถปรับแต่งค่าเพิ่มเติมได้อีกในเรื่องของความสด ความคมชัด และ Contrast  เป็นต้น เราเลือกใช้งาน Mode A  คือให้กล้องปรับ speed ชัตเตอร์ให้และเลือกปรับค่ารูรับแสงเอง ส่วน ISO จะตั้งไปที่ 200-400 แล้วแต่สภาพแสงในเวลานั้น

     2 DSC_3282

    3 DSC_3283

     

    White balance ก็มีให้ปรับหลากหลายทั้ง Direct sunlight shade และ cloudy   และอีกมากมาย คือ มาเต็มจริงๆ ใครที่เคยมีความคิดว่า กล้อง Mirroless  ก็คือกล้องคอมแพคกลายๆแต่ดีกว่า อันนี้คงต้องเปลี่ยนความคิดใหม่ค่ะ เพราะกล้อง Mirroless  นี่เทียบเท่ากล้อง DSLR ได้เลยทีเดียว  

     

    4 DSC_3294

     

    กล้องตัวนี้จะเหมือนกับกล้อง EM5 Mark II  ที่มีระบบป้องกันภาพสั่นไหว 5 แกน (5-axis IS) หมดห่วงในเวลาที่เราถ่ายภาพในที่แสงน้อยๆ หรือว่ากำลังนั่งอยู่ในวัตถุที่เคลื่อนไหว

     

    5 DSC_3330

     

    เริ่มต้นการเดินทางด้วยการล่องเรือชมวิถีชีวิตชาวเรือชาวแพสองข้างทางของลำน้ำแควใหญ่ จนถึงจุดบรรจบของลำน้ำแควทั้งสอง ซึ่งมารวมกันที่หน้าเมืองกลายเป็นแม่น้ำแม่กลอง ณ จุดนี้ เรียกว่า แม่น้ำสองสี มองลำน้ำแควใหญ่เป็นสีฟ้า มองลำน้ำแควน้อยเป็นสีแดง แต่บังเอิญในวันที่เราไปจุดที่แม่น้ำมาบรรจบกันยังมองเห็นชัดเจนมาก

     

    8 PB040113

    9 PB040119

     

    ล่องเรือไปเรื่อยก็มาถึงสะพานข้ามแม่น้ำแคว ต้องบอกว่าเคยมาเก็บภาพที่นี้หลายครั้ง แต่ไม่เคยได้มุมมองจากแม่น้ำที่ถ่ายจากบนเรือเลย มองภาพจากข้างหลังกล้อง แอบปลื้มในการเก็บรายละเอียดสีสันของภาพสดใส คมชัด เป็นธรรมชาติ  ในแบบที่เราชอบ ต้องบอกว่าโล่งใจไปเยอะ นี่ขนาดว่าใช้แค่เลนส์คิทถือว่าเลนส์ตัวนี้ก็ไม่ธรรมดาเหมือนกัน เราถ่ายเป็นไฟล์ JPG จากกล้องแล้วย่อ sharpen แล้วลงภาพเลย คือ ปรับแต่งน้อยมากเพราะอยากให้เห็นสีและคุณภาพไฟล์ที่แท้จริง จะมีแค่บางภาพอย่างมากที่สุดก็แค่ดึง Level ของความมืดความสว่างแค่นั้นเองค่ะ

     

    10 PB040132

    11 PB040137

    12 PB040138

     

    จากนั้นมาเดินเล่นบนสะพาน ซึ่งมาในวันธรรมดา คนน้อยในแบบที่ไม่เคยเจอมาก่อน

     

    14 PB040157

     

    มองไปทางขวาจากสะพานคือ ศาลเข้าแม่กวนอิม เห็นรูปปั้นพระโพธิสัตว์กวนอิมขนาดใหญ่ตั้งโดดเด่นอยู่ริมน้ำ

     

    15 PB040162

     

    ถึงเวลาไปพักผ่อนยังที่พักของเราในคืนนี้ที่ ริเวอร์แคว จังเกิลราฟท์ มาถึงท่าก็มีเรือของทางรีสอร์ทมารับ ใช้เวลานั่งเรือสัมผัสลมเย็น มองธรรมชาติทั้ง 2 ข้าง ประมาณครึ่งชั่วโมงก็มาถึงแพ

     

    16 PB050448

     

    ริเวอร์แคว จังเกิลราฟท์ เป็นแพริมน้ำแควที่บรรยากาศเงียบสงบ ตั้งอยู่บนผืนแม่น้ำแคว แวดล้อมด้วยภูเขาและต้นไม้ ที่นี่ได้รับการจัดอันดับให้เป็น 1 ใน 10 รีสอร์ทผจญภัยที่ดีที่สุดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก  ที่นี่ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีสัญญาณอินเทอร์เน็ต มีแต่ธรรมชาติ ภูเขา และสายน้ำเป็นเพื่อน เพราะฉะนั้นเท่ากับว่าเราได้มาพักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติอย่างแท้จริง

     

    17 PB040408

    18 PB040303

     

    อากาศอาจจะร้อนหน่อยในตอนกลางวันแต่ถึงอย่างไรก็สามารถกระโดดตูมลงไปว่ายน้ำเล่นหน้าที่พักดับร้อน หรืออาจจะมานอนเล่นรับลมเย็นบนเก้าอี้ที่ตั้งอยู่ด้านหน้าห้อง แต่ถ้าหากตอนกลางคืนต้องบอกว่าเย็นเลยทีเดียว ไฟฟ้าไม่มีใช้ก็อาศัยตะเกียงซึ่งทางแพจะมีเตรียมไว้ให้ พร้อมพัด 1 อัน ในห้องน้ำเผื่อเราเกิดร้อนก็ใช้พัดนี้แหละค่ะ พัดดับร้อนกันไป ให้ความรู้สึกเหมือนย้อนยุค ประมาณนั้น อาศัยความเย็นจากธรรมชาติล้วนๆ สำหรับคนที่ชอบและอยู่ได้ก็จะแฮปปี้สุดๆ แต่สำหรับใครที่ไม่ชอบอากาศร้อน ติดแอร์หรือพัดลมก็อาจจะอยู่ยากหน่อย

     

    19 PB040331

     

    ห้องพักมีทั้งแบบห้องเตียงเดี่ยวและห้องเตียงคู่  พื้นที่นอกชานและระเบียงด้านหลังห้องจะมีเปลญวนไว้ให้พักผ่อน

     

    21 PB040420

    โซนนี้เป็นส่วนของล็อบบี้ทานอาหาร

     

    20 PB040297

     

    เกือบทุกพื้นที่ เราต้องเรียกว่า คือ พื้นที่สีเขียวเพราะว่าไม้ประดับเยอะมาก

     

    22 PB040412

    19 PB040309

     

    กิจกรรมที่น่าสนใจเมื่อมาถึงริเวอร์แคว จังเกิลราฟท์ นั่นก็คือ เดินชมธรรมชาติเที่ยวหมู่บ้านมอญซึ่งตั้งอยู่ด้านหลังแพ หมู่บ้านมอญเป็นอยู่อาศัยของพนักงานซึ่งเป็นคนท้องถิ่นของที่นี่ เรียกว่าให้อาชีพชาวบ้านไปด้วยในตัว เส้นทางเดินชมธรรมชาติเราจะได้ตื่นตาตื่นใจไปกับถ้ำพระมอญ ต้องเรียกว่าไม่น่าเชื่อว่าเราจะได้มาเห็นถ้ำที่มีความสวยงามที่ซ่อนตัวอยู่ในอาณาจักรแห่งนี้ภายใต้ร่มไม้เขียวขจี

     

    26 PB040353

    27 PB040339

    28 PB040369

     

    มีพระพุทธรูปประจำถ้ำประดิษฐานอยู่กลางแจ้ง ซึ่งไกด์นำทางบอกว่าศักดิ์สิทธิ์มาก ให้ขออะไรได้เพียง 1 อย่าง แล้วสิ่งที่ขอจะเป็นจริง ไม่อยากจะบอกว่าเราก็ขอไป 1 อย่าง ไม่ทันชั่วข้ามคืน สิ่งที่ขอก็เป็นไปตามนั้นค่ะ ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ

     

    29 PB040362

     

    มุมหนึ่งของถ้ำเคยเป็นที่นั่งวิปัสสนากรรมฐานของพระในวัดภายในหมู่บ้านด้วยค่ะ ถือว่าเป็นศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวบ้านให้ความนับถือ

     

    30 PB040366

     

    เดินเข้ามาถึงภายในหมู่บ้านเราก็จะได้พบเห็นช้างที่เลี้ยงไว้สำหรับให้นักท่องเที่ยวที่สนใจกิจกรรมนั่งช้างชมบรรยากาศ ช้างที่นี่ค่อนข้างเป็นมิตรกับนักท่องเที่ยวอย่างเราค่ะ คุ้นเคยกับคนพอสมควร และค่อนข้างผูกพันกับควาญช้างมากถึงขนาดใช้ชื่อเดียวกันกับควาญเลยทีเดียว

     

    31 PB040372

    32 PB040376

     

    บ้านของชาวบ้านภายในหมู่บ้านมอญเป็นบ้านที่สร้างแบบเรียบง่าย กระจัดกระจายกันเป็นหลัง ท่ามกลางป่าไผ่  ใต้ถุนบ้านมีเลี้ยงไก่ คือ วิถีชาวบ้านโดยแท้ ชาวบ้านส่วนใหญ่จะเป็นชาวมอญเชื้อสายเดียวกับชาวมอญที่สังขละบุรี

     

    33 PB040378

     

    วัดมอญ เป็นวัดเพียงแห่งเดียวในหมู่บ้าน มีเจดีย์สีทองสไตล์พม่า และพระธาตุอินทร์แขวนจำลองซึ่งตั้งอยู่ด้านหลังวัด

     

    34 PB040380

    35 PB040381

    36 PB040390

     

    ภายในหมู่บ้าน มีสินค้าท้องถิ่นขายนักท่องเที่ยวด้วย โดยเฉพาะผ้าถุงสีสันสดใสที่สาวมอญชอบใส่ ราคาอยู่ที่ผืนละ 200 บาท เท่านั้น ถูกมาก

     

    37 PB040393

     

    ตื่นเช้ามารับอากาศบริสุทธิ์ สูดอากาศดีๆ เข้าไปให้เต็มปอด พร้อมรับประทานอาหารเช้า มองภาพสายหมอกบางยามเช้าที่ลอยคลอเคลียหน้าที่พัก

     

    38 PB050429

     

    ทุกเช้าช้างจากหมู่บ้านมอญจะมาอาบน้ำข้างหลังแพที่พักและมาทานอาหาร หากนักท่องเที่ยวท่านใดอยากให้อาหารช้างก็สามารถซื้ออาหารให้ช้างได้ ดูจากแววตารับรู้ได้เลยว่ามันคงสนุกและมีความสุขมาก

     

    39 PB050443

    40 PB050438

     

    เราเช็คเอาท์ออกจากแพที่พักเพื่อไปยังอุทยานประวัติศาสตร์เมืองสิงห์ เป็นหนึ่งในอุทยานประวัติศาสตร์ของประเทศไทยตั้งอยู่บนฝั่งแม่น้ำแควน้อยทางทิศเหนือใน อำเภอไทรโยค  แวดล้อมด้วยทิวเขาเป็นแนวยาวอยู่โดยรอบ ลักษณะผังเมืองเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า กำแพงเมืองก่อด้วยศิลาแลง  ปราสาทเมืองสิงห์ มีจุดมุ่งหมายสร้างขึ้นเพื่อเป็นพุทธศาสนสถานในพุทธศาสนานิกายมหายาน เปิดทุกวัน ตั้งแต่เวลา 09.00-16.30 น. ค่าเข้าชมสำหรับ คนไทย 10 บาท รถยนต์ 50 บาท ชาวต่างชาติ 40 บาท  สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โทรศัพท์ 034 585 052-3

     

    41 PB040179

    42 PB040233

    43 PB040185

     

    เดินเข้าไปชมภายในตัวปราสาท รับรู้ได้ถึงความเก่าแก่ งดงาม และมีมนต์ขลัง มีมุมให้ถ่ายภาพหลากหลายมุม

     

    46 PB040232

    45 PB040208

     

    เดินเข้ามาชมโบราณสถาน หมายเลข 2  ซึ่งภายในมีรูปปั้นของนางปรัชญาปารมิเป็นฝีมือช่างหลวงเมืองพระนครธม บรรยากาศข้างในค่อนข้างมืดแสงน้อยมาก ทำให้ชัตเตอร์ที่ใช้ถ่ายภาพช้าลง ซึ่งอาจส่งผลให้ภาพสั่นไหว และทำให้ภาพไม่คมชัดได้ เราเลยปรับ ISO ไปที่ 2500 เพื่อช่วยให้ชัตเตอร์เร็วขึ้นปรากฏว่าได้ภาพที่ชัดตามต้องการ ปกติในระดับค่า ISO เท่านี้ กล้องบ้างรุ่นไม่ว่าจะเป็นกล้องเล็กหรือใหญ่ไฟล์คงเป็นวุ้น เริ่มไม่ชัด Noise มาเต็มแน่ แต่กล้องรุ่นนี้ คือ ยังถือว่าให้ไฟล์ที่เนียนอยู่ Noise เกิดน้อยมาก ถือว่าสอบผ่านในเรื่องนี้ค่ะ ภาพนี้ไม่ได้ปรับแต่งใดๆ ย่อแล้วลงเลย

     

    47 PB040221

     

    แต่ถ้าอยากได้ภาพสีอาร์ท กล้องรุ่นนี้ก็ทำได้จากกล้องโดยที่ไม่ต้องไปปรับแต่งเพิ่มเติมในมือถือหรือในคอม โดยเราหมุนแป้นเมนูเลือกไปที่ Mode Art ซึ่งมีฟิลเตอร์ให้เลือกถึง 14 แบบ

     

    48 DSC_3307

     

    เลือกแบบ Art 3 คือ  Pale light color  ถ้าเป็นภาษาไทยก็คือ ภาพสีซีดแนวสโลวไลฟ์ ที่กำลังเป็นที่นิยมนั่นเอง ภาพก็จะได้ออกมาในโทนนี้สีจะจืดๆ หน่อย

     

    49 DSC_3288

    50 PB040173

     

    หรือจะเลือกแบบ Art   13  Vintage ภาพนี้ถ่ายที่ถนนปากแพรก ซึ่งบรรยากาศจะออกแนวเป็นบ้านเก่าโบราณซึ่งเหมาะจะใช้โทนนี้

     

    51 DSC_3293

    52 PB040088

    53 PB040073

     

    ช่วงเย็นก่อนกลับกรุงเทพฯ เราแวะไปที่ต้นจามจุรียักษ์  ต้นจามจุรียักษ์ ตั้งอยู่ในอำเภอด่านมะขามเตี้ย  เป็นอีกหนึ่งจุดท่องเที่ยวที่น่าสนใจและไม่ไกลจากตัวเมืองกาญจนบุรีมากนัก เมื่อมาถึงจะตื่นเต้นและตะลึงในความใหญ่โตของต้นไม้ และกิ่งก้านสาขาสวยงามร่มรื่น  ต้นจามจุรียักษ์มีอายุมากกว่า 100 ปี หรือขนาด 10  คนโอบ

     

    55 PB060531

    56 PB060543

     

    ถ่ายภาพเสร็จแล้วอยากแชร์ภาพจากกล้องลง social ส่วนตัวก็ย่อมได้  เพราะกล้องมี Wi-Fi ในตัว สามารถแชร์ภาพจากกล้องลงมือถือได้ทันที  โดยโหลดแอป Olympus image share ลงมือถือแล้วเชื่อมต่อ Wi-Fi กับตัวกล้องแล้วเลือกภาพที่เราต้องการโหลดได้เลยใช้งานง่ายสะดวกมาก

     

    57 (2)

    อีกหนึ่งฟังก์ชั่นการใช้งานของกล้องที่ชอบอีกแบบหนึ่งซึ่งตอนใช้กล้องใหญ่ก็จะใช้ตัวนี้บ่อย ในกรณีที่เราไม่อยากต้องเสียเวลาไปแต่งภาพในโปรแกรมคอมนั้นก็คือ JPEG  Edit  ซึ่งเราสามารถแก้ไขสีของภาพตามแบบที่ชอบได้ในเบื้องต้น ยกตัวอย่างเช่น เราอยากได้ภาพนี้ให้สีสดขึ้น เราก็สามารถเพิ่ม saturation ของภาพให้สีสดได้อย่างง่ายดายและสามารถปรับระดับความสดของสีได้ตามใจชอบ

     

    57

    58

     

    หรือว่าเราถ่ายภาพมาแล้วอยากให้ส่วนมืดและส่วนสว่างเห็นชัดขึ้นเราก็ไปเลือกปรับแต่งจากกล้องได้เช่นกันค่ะ

     

    59

     

    จบทริปเที่ยวเมืองกาญจน์แบบเบาๆ กับกล้องตัวเก่งของเรา  Olympus OMD  EM 10 Mark II  ได้พักผ่อนนอนแพแบบเงียบสงบท่ามกลางธรรมชาติ  พร้อมเที่ยวไปยังสถานที่ต่างๆ  วันหยุดสั้นๆ แค่ 2 วัน อยากให้เพื่อนๆ ได้ลองสะพายกล้องคู่ใจมาชาร์จแบต เที่ยวพักผ่อนใกล้กรุงกันค่ะ

     

     

    Tags : ,

  • บทความที่เกี่ยวข้อง

    One Response to “สะพายกล้องนอนแพ เที่ยวเมืองกาญจน์”

    1. รูปสวยมากเลยครับ

    Leave a Reply

  • บทความล่าสุด

    บทความแนะนำ

    อร่อยด้วยกัน