• มารู้จักโครงการหลวงปางอุ๋ง เชียงใหม่ ที่ไม่ใช่ ปางอุ๋ง แม่ฮ่องสอน

    คำถาม “ รู้จักมั้ยโครงการหลวงปางอุ๋ง ” คำตอบ “ รู้จักสิ ปางอุ๋ง แม่ฮ่องสอน ที่มีไอหมอกลอยเหนืออ่างเก็บน้ำไง เคยไปแล้ว สวยโรแมนติกมากเลย ”  ไม่ใช่แล้วจ้า โครงการหลวงปางอุ๋ง กับ ปางอุ๋ง อยู่คนละที่ คนละจังหวัดกันเลย  โครงการหลวงปางอุ๋ง อยู่ในอำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ ส่วน ปางอุ๋ง หรือ โครงการพระราชดำริปางตอง 2  ตั้งอยู่ในอำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน  เชื่อว่ายังมีหลายคนที่เข้าใจแบบนี้และยังมีอีกหลายคนที่ยังไม่เคยและได้เห็นภาพโครงการหลวงปางอุ๋งผ่านตากันเท่าใดนัก ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะที่นี่ถือว่ายังใหม่และยังไม่ได้มีการโปรโมทมาก ต่างกับ ปางอุ๋ง แม่ฮ่องสอน  ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่เกิดและขึ้นชื่อมานานแล้ว ในเมื่อยังไม่ค่อยมีใครรู้จักโครงการหลวงปางอุ๋ง ไปด้วยกันจะพาทุกท่านมารู้จักที่นี่กันให้มากขึ้น  และที่สำคัญเวลาเรียกชื่อ ต้องเรียงให้ถูกต้องด้วยค่ะ ปางอุ๋ง ก็คือ ปางอุ๋ง  ส่วนโครงการหลวงปางอุ๋ง ก็เรียกให้เต็มชื่อว่า โครงการหลวงปางอุ๋ง  อย่าเรียกแต่ ปางอุ๋ง ย่อๆ ใส่ชื่อกันให้ครบและชัดเจนไปเลยเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความสับสนเพราะชื่อเหมือนกันค่ะ

    รีวิวนี้เดินทาง 23-24 ต.ค. 58

     

    1 cover

     

    เริ่มการเดินทางไปยัง โครงการหลวงปางอุ๋ง ซึ่งสถานที่ตั้งอยู่ในเส้นทางแม่แจ่มทะลุไปทางขุนยวม ซึ่งไม่ได้ตั้งอยู่ในเส้นทางสายหลัก เพราะฉะนั้นจากกรุงเทพ เราสามารถเดินทางได้ 2 ทาง คือ เส้นทางแรก เข้าทางดอยอินนทนนท์ ไปยังตัวเมืองแม่แจ่ม จากนั้นก็ใช้เส้นทางแม่แจ่ม – ขุนยวม   ขับตรงไปอย่างเดียวเพราะมีถนนเพียงเส้นเดียวไปจนถึงบ้านปางอุ๋ง จะมีป้ายบอกทางเล็กๆ เป็นบางช่วง จากตัวเมืองแม่แจ่มระยะทางกว่า 70 กม. ใช้เวลาเดินทางเกือบ 2 ชั่วโมง เนื่องจากเส้นทางแคบโค้งวนไปตามเขา บางช่วงทางไม่ดีเท่าไหร่   ถ้าไปไม่ถูก งง วิธีที่ดีที่สุด คือ สอบถามชาวบ้านในละแวกนั้นได้ค่ะว่าบ้านปางอุ๋งที่ทะลุไปทางขุนยวมไปทางไหน  เส้นทางที่ 2 คือ ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 108  ฮอด -แม่สะเรียง-แม่ลาน้อย ถึงทางแยกไปอำเภอขุนยวมให้เลี้ยวขวาเข้าทางหลวงหมายเลข 1263  จากตัวอำเภอขุนยวมไปถึงโครงการหลวงฯ ประมาณ 30 ก.ม ใช้เวลาเดินทางไปยังโครงการหลวงปางอุ๋งเกือบ  1 ชั่วโมง   ทั้งสองเส้นทางสามารถใช้รถยนต์ได้ทุกประเภทไปจนถึงที่ทำการของโครงการฯ  สำหรับเราเลือกใช้เส้นทางที่ 1  คือ จากตัวอำเภอแม่แจ่ม เพราะเดินทางจากกรุงเทพหรือจากตัวเมืองเชียงใหม่จะใช้เวลาน้อยและสะดวกกว่า อีกอย่างเส้นทางยังไม่คดเคี้ยวเท่าเส้นแม่สะเรียง แม่ลาน้อย ขุนยวม เส้นนี้เหมาะสำหรับผู้ที่เดินทางมาจากแม่ฮ่องสอนจะใกล้กว่า  แต่ทั้งนี้จะใช้เส้นทางใดก็ขึ้นอยู่กับเพลนการเดินทางที่เราวางไว้ด้วยค่ะ

    หมายเหตุ : ที่นี่ไม่มีรถประทางผ่าน หากไม่มีรถส่วนตัวคือ ต้องเหมารถสองแถวจากดอยอินทนน์ หรือตัวอำเภอแม่แจ่ม หรือ ตัวอำเภอขุนยวม หรืออาจโบกรถมาเท่านั้น ซึ่งหาโบกยากพอสมควร

     

    ภาพประกอบข้างล่าง คือ เส้นทางและถนนอันคดเคี้ยวจากทางเส้นอำเภอแม่แจ่มไปจนถึงหน้าโครงการฯ

     

     

    ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงปางอุ๋ง ตั้งอยู่ ที่หมู่บ้านปางอุ๋ง เป็นหมู่บ้านเก่าแก่ที่ตั้งมานานกว่า 70 ปี อยู่ในเขตตำบลแม่ศึก อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ เดิมเป็นที่อยู่อาศัยของชาวเขาเผ่าม้งและกะเหรี่ยง ที่อพยพตั้งบ้านเรือนอยู่อย่างกระจัดกระจายปลูกฝิ่น ทำไร่เลื่อนลอยมานาน เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินมายัง หมู่บ้านปางอุ๋ง เพื่อเยี่ยมราษฏรชาวไทยภูเขา ทรงมีพระราชดำริเรื่องชลประทานและแนะนำเรื่องอาชีพปลูกพืชชนิดใหม่ทดแทนฝิ่น ส่งเสริมการทำการเกษตรถาวร เน้นการปลูกไม้ผลเมืองหนาว ปลูกพืชระยะยาวและพัฒนาปัจจัยพื้นฐาน ให้มีมาตรฐานทางสังคม โครงการหลวงปางอุ๋งจึงได้เริ่มก่อตั้งและดำเนินการตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา   บรรยากาศภายในโครงการหลวงปางอุ๋ง  ดูเรียบง่ายธรรมดา มีความเป็นธรรมชาติและร่มรื่นมาก   ช่วงเวลาท่องเที่ยวที่เหมาะสม   เริ่มตั้งแต่ปลายเดือนต.ค. –  ก.พ. ซึ่งเป็นช่วงที่เริ่มเข้าสู่ฤดูหนาวและเริ่มมีผลผลิตของผักและผลไม้เมืองหนาวให้เราได้เยี่ยมชมกันอย่างเต็มที่  ทั้ง สตอเบอรี่  มะเขือเทศ  องุ่น เสาวรส  อโวคาโด้  เคปกูสเบอร์รี่  หากเดินทางมาในช่วงเดือนกลางพฤศจิกายนจะได้มีโอกาสเห็นดอกบัวตองเบ่งบานระหว่างทางไปโครงการหลวงฯอีกด้วย

     

     

    บ้านพักรับรองของโครงการ มีประมาณ 4  หลัง  หลังใหญ่พักได้  10  คน  หลังกลาง 2 หลัง พักได้  4 คน ปกติห้องพักจะคิดราคาเป็นหลังค่ะ หลังละ 800-600 บาท แต่เรามากัน 11 คน ทางโครงการเลยคิดราคาคนละ 100 บาท ภายในห้องพักมีเตียงและที่นอนปูนอนแบบง่ายๆ มีทีวี  เครื่องทำน้ำอุ่น  มีไฟฟ้าก็ใช้ได้ตลอดทั้งวัน สัญญาณโทรศัพท์มีทุกค่ายแต่จะแรงที่สุด คือ ais

     

     

    ส่วนอาหารเราฝากท้องไว้กับโครงการหลวงฯ ทั้ง 3 มื้อ เมนูก็เป็นแบบง่ายๆมีเพียงไม่กี่เมนู ส่วนใหญ่ก็จะเน้นไปทางน้ำพริก ผักสด  ผัดผัก ทานกันจนอิ่ม   ผักจากโครงการสดและอร่อยมากราคาอาหาร อาหารเช้าคิดคนละ 50 บาท อาหารกลางวันคนละ 70 บาท อาหารเย็นคนละ 90 บาท (ราคาอาจมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรก่อนเดินทางกรุณาสอบถามอีกครั้ง)  จะทานมื้อไหนบ้างก่อนเดินทางให้แจ้งไว้ล่วงหน้า

     

     

    ภายในโครงการหลวงไม่ไกลจากบ้านพักของเรามีแปลงมะเขือเทศที่ปลูกลดหลั่นไปตามไหล่เขา  ต้องเดินเข้าไปเยี่ยมชมกันซักหน่อย แต่เค้าล้อมรั้วลวดหนามไว้เลยต้องลอดรั้วกันเข้าไป

     

     

    เจอน้องคนนี้กำลังใช้เชือกฟางเดินขึงล้อมต้นมะเขือเทศไว้กับไม้ไผ่ เพื่อป้องกันไม่ให้ต้นมะเขือเทศล้มในเวลาที่มันออกผลผลิต  โครงการหลวงปางอุ๋งมีพื้นที่ปลูกมะเขือเทศเยอะมาก นอกจากปลูกกันภายในโครงการแล้ว พื้นที่ของชาวบ้านรอบนอกก็ปลูกเช่นกัน จะเรียกว่าเป็นผลผลิตหลักในอันดับต้นก็ว่าได้

     

     

    เจ้าลูกหมาตัวน้อยเจ้าถิ่นเฝ้าบ้านวิ่งกระดิกหางทักทายวิ่งตามเราไปไร่มะเขือเทศ ดูแววตาแล้วน่ารักปนน่าสงสาร  มองไปที่กระท่อมก็ไม่เห็นใครอยู่ทิ้งมันไว้เพียงตัวเดียวมันคงเหงา แต่มันก็ซื่อสัตย์ไม่ยอมออกมาจากรั้วรวดหนามเลยวิ่งอยู่แต่ภายในอาณาบริเวณของมัน

     

    15 DSC_1514

     

    จากนั้นเราเดินไปชมแปลงทดลองปลูกผลไม้เมืองหนาวภายในโครงการ ซึ่งเป็นแปลกเล็กๆ มีทั้งแปลงองุ่น เสาวรส และอโวคาโด้  ซึ่งมาในช่วงปลายเดือน ต ค ยังไม่ออกผลสุกกันแบบเต็มที่นัก

     

     

    เริ่มกิจกรรมท่องเที่ยวรอบโครงการหลวงปางอุ๋ง

    ชมสายหมอกลอยคลอเคลียภูเขา

    เช้าวันใหม่ 6 โมงเช้า เรามีนัดกับทะเลหมอกตรงปากทางเข้าโครงการหลวง ฯ ซึ่งถือว่าเป็นจุดชมทะเลหมอกที่สวยที่สุดของโครงการ ไม่ต้องไปไกลแค่เดินออกมาจากโครงการหลวงฯ ไม่กี่ร้อยเมตร

     

    18 DSC_1333

     

    เดินมาอีกนิดตรงริมถนนเข้าไปยังพื้นที่แปลงเกษตรของชาวบ้าน ซึ่งเป็นแปลงผักที่ปลูกลดหลั่นไปตามไหล่เขา เราก็จะได้พบกับบรรยากาศของเช้าวันใหม่ที่วิเศษสุดๆ หมอกกำลังเริ่มลอยมาแล้ว

     

     

    มองไปเบื้องล่างเห็นหมู่บ้านปางเกี๋ยะที่ถูกโอบล้อมด้วยสายหมอกบางและทิวเขา

     

     

    มาถึงตอนแรกหมอกก็ยังไม่เยอะมากแต่พอรอไปซักพักก็เริ่มลอยมาเรื่อยๆ พร้อมกับแสงอาทิตย์ที่กำลังเริ่มสาดส่องเข้ามา  ผ่านความเรียบง่ายสงบและงดงาม อยากเห็นธรรมชาติสวยอย่ารีบร้อนค่ะ ต้องเฝ้ารออย่างใจเย็นเพราะมันมีการเปลี่ยนแปลงตลอด

     

    20 DSC_1398

     

    หมอกที่โครงการหลวงปางอุ๋ง  อาจไม่ใช่สายหมอกหนารวมตัวกันมาเป็นสุดยอดอลังการทะเลหมอกเหมือนบางแห่งที่เราเคยเห็น  แต่มันเป็นความงามแบบสายหมอกบางล่องลอยเหนือแปลงพืชผลของชาวบ้าน คลอเคลียไปตามภูเขา ผ่านถนนและหมู่บ้าน

    25 DSC_1394

    22 DSC_1384

     

    หน้าแปลงผักมีดอกไม้สีสันสดใส และดอกเสี้ยนฝรั่งที่กำลังแบ่งบานตัดกับสีเขียวและความสวยงามของทะเลหมอกที่อยู่เบื้องหน้า

     

     

    จากนั้นก็ขับรถไปอีกนิดในเส้นทางนี้อยู่ไม่ไกลจากจุดชมทะเลหมอกหน้าโครงการมากนัก  สองข้างทางเต็มไปด้วยต้นดอกบัวตองซึ่งเริ่มจะบานแล้ว

     

    DSC_1452

     

    แอบเห็นวิวอยู่วิวนึงสวยมาก รีบจอดรถริมถนนมีช่องทางเดินให้เราเข้าไปก็มาเจอภาพนี้อยู่ตรงเบื้องหน้า  สวยงามสุด สุด เห็นวิวทิวทัศน์ ในมุมสูงได้แบบไกลสุดตา รวมถึงมองเห็นสายหมอกบางปกคลุมหมู่บ้านจุดที่เราเพิ่งจากมาเมื่อไม่นานนี้อยู่ไกลๆ

     

    31DSC_1486

    32 DSC_1472

    33 DSC_1470

     

    วิวภูเขาเขียวเรียงรายกันสลับซับซ้อน มองไปทางไหนก็เขียวด้วยแปลงผักของชาวบ้านที่ปลูกอยู่เต็มพื้นที่  แสงอาทิตย์ในยามเช้าเริ่มส่องกระทบกับภูเขาอย่างมีมิติ ภาพที่เห็นอยู่เบื้องหน้าเหมือนมีมนต์สะกดเราไว้ เป็นภาพธรรมชาติที่แสนบริสุทธิ์ที่เราคงหาชมกันได้ไม่ง่ายนัก

     

    33 DSC_1464

     

    แวะเทียวชิมสตอเบอรี่สดจากสวน

    7โมงครึ่ง พวกเราเดินทางกลับไปยังที่ทำการโครงการหลวงปางอุ๋ง เพื่อรับประทานอาหารเช้า รอเวลาประมาณ  8.30 น. คือ  เวลานัดกับเจ้าหน้าโครงการฯที่จะพาเราไปเที่ยวตามแปลงผักและผลไม้เมืองหนาวของชาวบ้าน ซึ่งต้องใช้รถโฟรวิวที่ทางโครงการหลวงได้จัดไว้เข้าไปยังพื้นที่  เนื่องจากเส้นทางบางช่วงไม่ค่อยดีเป็นดินแดงและลูกรัง อีกอย่างการเข้าไปชมแปลงเกษตรต้องอาศัยคนที่รู้ทางว่าควรจะไปตรงไหนบ้าง ถ้าให้ดุ่มๆ ขับรถไปด้วยตัวเองไม่ทราบเส้นทางแน่และอาจเข้าไปชมไม่ได้ด้วยต้องมีคนพื้นที่นำทางไปเท่านั้น สำหรับค่าใช้จ่ายรถโฟรวิวจะอยู่ที่ 1000 บาท  ทั้งนี้ก่อนเดินทางก็สอบถามราคากันอีกครั้ง  เราได้รับความกรุณาจากคุณยุทธเจ้าหน้าที่จากโครงการหลวงปางอุ๋งซึ่งมาขับรถและเป็นไกด์นำเที่ยวยังจุดต่างๆ เริ่มจากจุดแรก คือ ไร่สตอเบอรี่ของชาวบ้าน ซึ่งตั้งอยู่ริมถนน  มาในช่วงปลายต.ค. เป็นช่วงเริ่มแรกที่กำลังให้ผลผลิตแล้ว

     

     

    เจ้าของไร่สตอเบอรี่ และลูกชายทั้งสาม  น่ารักมากเลยทีเดียว

     

     

    ไม่คิดมาก่อนโครงการหลวงปางอุ๋งจะมีพื้นที่ปลูกสตอเบอรี่ที่ปลูกกันเป็นพันไร่และจริงจังขนาดนี้ ตอนแรกนึกว่าจะมีแต่แปลงผักและมะเขือเทศเพียงอย่างเดียว คือ ตลอดเส้นทางในหมู่บ้านจะเห็นปลูกสตอเบอรี่กันเยอะ เป็นพันธุ์พระราชทาน 80 ทั้งหมด พื้นที่คล้ายกับสะเมิงแหล่งปลูกสตอเบอรี่ที่ขึ้นชื่อและใหญ่อีกแห่งหนึ่งในเมืองไทย  แต่ที่โครงการหลวงปางอุ๋งราคาแอบแพงไปโลละ 300 บาท และสตอเบอรี่จะไม่หวานมากออกไปทางเปรี้ยวเล็กน้อย รสชาติจะไม่หวานเท่าของดอยอ่างข่างหรือสะเมิง

     

     

    จุดหมายต่อไปคุณยุทธพาพวกเราไป คือ ไร่มะเขือเทศ ที่อยู่ตรงข้ามกับไร่สตอเบอรี่นี่เอง โครงการหลวงฯ ส่งเสริมให้ชาวบ้านปลูกมะเขือเทศหลายหลายพันธุ์ ทั้งพันธุ์ราชินี   พันธุ์สีดาผลเล็ก  พันธุ์ลูกท้อลูกแดงใหญ่ เดินชมไปถ่ายภาพไปก็เก็บมะเขือเทศสดๆจากต้นกินกันได้เลย ไม่ต้องห่วงเรื่องสารเคมีเพราะที่นี่เค้าเน้นปลอดสารพิษ

     

     

    ตามที่บอกไว้แต่แรกว่า มะเขือเทศ ถือว่าเป็นผลิตผลหลักของที่นี่เลย เพราะปลูกกันเยอะมาก   น้องคนนี้เดินเก็บมะเขือเทศได้ประเดี๋ยวเดียวก็เอามาเทใส่ไว้ในลังอีกแล้ว รวดเร็วมากมะเขือเทศที่แบกมาคงหนักมาก เราถามน้องว่าเหนื่อยมั้ย น้องพยักหน้าพร้อมด้วยรอยยิ้ม ก็ตีความหมายไปว่าเหนื่อยแต่คงมีความสุข  สำหรับรายได้เราไม่ทราบว่าน้องได้เงินเท่าไหร่ แต่สิ่งหนึ่งที่เรารู้สึกชื่นชมคือ ในวัยนี้แทนที่จะไปเที่ยวเล่น ก็ยังรู้จักมาทำงานหาเงิน หรือว่าจริงแล้ว น้องคือ ลูกชายเจ้าของไร่มะเขือเทศที่มาช่วยพ่อทำงาน

     

     

    ผลงานการเก็บมะเขือเทศของน้องเค้า เลยกลายมาเป็นอุปกรณ์ประกอบฉากในการถ่ายภาพของเราไปในทันที

     

     

    เดินทางกันต่อ ผ่านเข้าไปในหมู่บ้านปางอุ๋ง   ที่หมู่บ้านมีร้านขายของชำ และร้านอาหาร เล็กๆ อยู่พอประมาณค่ะ ถือว่าเริ่มเจริญพอสมควร

     

     

    ระหว่างทางที่นั่งรถก็เห็นชาวบ้านกำลังล้างและคัดกรองมะเขือเทศกันอยู่หลายบ้านเลย

     

     

    ชมบ้านชาวม้งที่ถูกบันทึกในกินเนสบุ๊ค

    เข้ามาภายในหมู่บ้านปางอุ๋ง  เพื่อมาที่บ้านหลังนี้ หากมองผิวเผินแล้วอาจเป็นบ้านปกติทั่วไป ไม่น่าจะมีอะไรพิเศษ แต่บ้านหลังนี้ คือ บ้านที่ถูกบันทึกในกินเนสบุ๊คมาแล้วค่ะ ว่าเป็นบ้านที่มีเคยครอบครัวเชื้อสายเดียวกันอาศัยอยู่รวมกันมากที่สุดในโลก ถึง 178 คน   คือ สืบทอดทายาทมาหลายครอบครัว ตั้งแต่รุ่น ปู่ย่า หลาน เหลน โหลน โอ้โห้ เยอะขนาดนี้แล้วอยู่กันอย่างไร   เราได้เข้าไปชมข้างในตัวบ้านก็ใหญ่โตอยู่ไม่น้อย มี 2 ชั้น ชั้นล่างเป็นโถงกว้าง ข้างบนแบ่งเป็นห้องๆคล้ายกับหอพัก แบ่งกันไปในแต่ละครอบครัว และเมื่อถึงเวลาที่เรียกหากัน ก็จะมาตีระฆังซึ่งตั้งอยู่บนชั้นสองกลางบ้าน  แต่ปัจจุบันบ้านหลังนี้เหลือผู้อาศัยอยู่เพียง 88 คน เพราะ ได้แยกย้ายกันออกไปบ้างแล้ว

     

     

    ทายาทรุ่นเดอะ ที่ยังคงอาศัยอยู่ในบ้านนี้ เห็นนั่งอยู่คนเดียว แต่งกายด้วยชุดประจำถิ่นงดงาม  เราเลยขออนุญาตถ่ายภาพ  คือ สื่อสารกันไม่รู้เรื่องหรอกค่ะเพราะท่านพูดภาษาไทยไม่ได้และเหมือนจะฟังไม่ออกด้วย เลยได้แต่ยิ้มให้กันแล้วกดชัตเตอร์  หลังจากนั้นก็เดินเอาภาพหลังกล้องไปให้ดู แม่อุ้ยยิ้มชอบใจแล้วพูดออกมาพึมพำเป็นภาษาถิ่น

     

     

    เดินออกมานอกบ้านพูดคุยกับชาวม้งรุ่นเดอะอีกหนึ่งกลุ่ม กลุ่มนี้พูดและฟังภาษาไทยได้ เราถามว่าปักผ้าไว้ขายเหรอค่ะ ท่านตอบว่า ปักใส่กันเอง  ชาวเขาที่นี่เท่าที่สังเกตุส่วนใหญ่วัยหญิงชราจะยังคงแต่งชุดชาวเขากัน

     

     

    แวะชมแปลงองุ่น ไร้เมล็ด

    คุณยุทธบอกกับพวกเราว่าไปต่อกันครับผมจะพาไปชมไร่สตอเบอรี่อีกแปลงหนึ่งรวมถึงแปลงองุ่นด้วย   ไร่สตอเบอรี่แปลงนี้กว้างใหญ่มากค่ะ  วิวสวยใช้ได้เลยทีเดียว  ตอนนี้กำลังเริ่มลงแปลงปลูกเพื่อเตรียมเก็บและส่งขายต้อนรับฤดูกาลแห่งสตอเบอรี่ที่กำลังจะมาถึง   ไร่สตอเบอรี่แห่งนี้เป็นไร่ที่ค่อนข้างมีใบสวยงามและใหญ่พอควร  เรามองบรรยากาศที่เห็นอยู่เบื้องหน้าก็คุยกันเองว่า ชาวบ้านที่นี่ คือ ในแต่ละวันหมดไปกับการทำไร่ ทำสวน  ที่ที่เค้าอยู่มองไปทางไหนก็มีแต่ ภูเขา  ไม่มีแสงสีอะไรเลย เป็นหมู่บ้านที่หลบออกมาจากถนนเส้นหลัก จะเดินทางไปไหนก็คงต้องใช้เวลานาน   แต่ดูเค้าก็มีความสุขในวิถีชีวิตแบบนี้และก็อยู่กันได้  วิเคราะห์แล้วเงินคงมีเก็บมากเพราะแทบไม่ได้ใช้ทำอะไรเลย

     

     

    ไปต่อยังแปลงองุ่น ผ่านเส้นทางออฟโรดกันเล็กน้อย ระหว่างทางก็แวะทักทายกับชาวบ้านกันตามประสา ชาวบ้านปางอุ๋งน่ารักและใจดีมากไปตรงจุดไหนก็ยิ้มแย้ม พูดคุยกับพวกเราอย่างเป็นมิตรตลอด

     

    59 4 DSC_1764

    60 DSC_1768

     

    มาถึงแปลงองุ่น มาในช่วงปลายเดือน ต.ค. ยังไม่สุกเต็มที่เป็นลูกสีเขียวอยู่  องุ่นที่ปลูกจะมี 2 สายพันธุ์ คือ พันธุ์ไร้เมล็ดพันธุ์บิ  สีม่วงออกดำ กับพันธุ์เฟลมสีเขียว

     

     

    ชาวบ้านกำลังตกแต่งพวงอุง่นอย่างขยันขันแข็ง  การตัดตกแต่งพวงองุ่น เพื่อให้องุ่นเจริญเติบโตและให้ลูกโตอย่างเต็มที่เท่ากัน  โดยจะตัดลูกเล็กๆ ออกไป  ตัดเดือนละ 2  ครั้ง เรียกว่าเป็นงานที่ละเอียดและต้องใช้ความอดทนสูงมาก เพราะต้องตัดกันทั้งแปลงและทยอยตัดที่ละพวง

     

     

    เดินมาเจอพี่ผู้หญิงท่านนี้ซึ่งคุณยุทธแนะนำว่าเป็นเจ้าของไร่องุ่นเลยต้องขอถ่ายภาพร่วมกับพวงองุ่นกันซักหน่อย ปกติคุณยุทธบอกว่าถ้าองุ่นสุกแล้วคุณพี่เค้าใจดีให้เด็ดชิมกันได้เป็นพวงเลย แต่นี้ยังเขียวอยู่ จะสุกเต็มต้นน่าจะช่วงเดือนกลางพ.ย. – ธค

     

    เวลาเที่ยงกว่า จบเพลนการท่องเที่ยวแปลงเกษตรทั้งหมด เรากลับมารับประทานอาหารกลางวันยังโครงการหลวงฯ เตรียมเก็บของเพื่อเดินทางต่อไป   สายหมอกยามเช้า ไร่สตอเบอรี่ มะเขือเทศ  ไร่องุ่น และวิวภูเขาที่งดงาม ของโครงการหลวงปางอุ๋ง  ยังคงตราตรึงอยู่ในความทรงจำและในใจของพวกเราตลอดไป  เราคงได้รู้จักกันที่นี่กันมากขึ้นแล้วสิน่ะ   โครงการหลวงปางอุ๋ง อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่

    ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงปางอุ๋ง  บ้านปางอุ๋ง ตำบลแม่ศึก อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ 50270 ติดต่อคุณยุทธ  โทร 089 998 3488

    Tags : , ,

    บทความที่เกี่ยวข้อง

    Leave a Reply

    บทความล่าสุด

    บทความแนะนำ

    รวมที่พัก