• สัมผัส 3 เสน่ห์ แห่งเมืองกาญจนบุรี

    “ ไปอีกแล้วเมืองกาญ มีอะไรให้เที่ยวขนาดนั้นเลยเหรอ ” สำหรับฉันไปจังหวัดนี้ไม่ต่ำกว่า  10 ครั้ง   จึงไม่แปลกที่เพื่อนจะยิงคำถามแบบนี้เมื่อรู้ว่าจะเดินทางไปอีกแล้ว  ฉันตอบไปว่า กาญจนบุรี มีสถานที่ท่องเที่ยวเยอะมากบอกได้เลยว่าถ้าจะให้ไปเพียงครั้งสองครั้ง หรือสามครั้ง คงไปไม่หมดแน่ เพราะมีจุดยิบย่อยให้เที่ยวเยอะเหลือเกิน จุดหมายหลักของฉันครั้งนี้ยังคงหนีไม่พ้นสถานที่ยอดฮิต เสน่ห์ของการท่องเที่ยวเมืองกาญที่ใครก็รู้จักกันดี เริ่มจาก สังขละบุรี น้ำตกห้วยแม่ขมิ้น และจบที่ถ้ำธารลอด แต่บอกได้เลยว่า 3 เสน่ห์ที่ฉันจะไปเยือนนี้ คงมีอะไรใหม่ที่เพิ่มเข้ามาจากที่ฉันเคยไปเมื่อครั้งก่อนแน่นอน

     

    cover1

     

    เช้าตรู่ของวันใหม่ฉันเดินทางมาถึงสังขละบุรี เป็นที่แรก ตั้งแต่สะพานมอญเสียหายจากเหตุน้ำท่วมเมื่อปีที่แล้ว ยังไม่ได้มีโอกาสมาอีกเลย จำได้ว่าเมื่อปีที่แล้วไปเที่ยวก่อนสะพานมอญหักเพียงแค่ 1 อาทิตย์เท่านั้น วันนี้ถึงแม้สะพานยังไม่ได้บูรณะใหม่ แต่สังขละบุรีก็มีอีก 1 หนึ่งสะพาน นั่นคือ สะพานไม้ไผ่หรือสะพานลูกบวบ ที่สร้างขึ้นมาใช้งานชั่วคราว สะพานลูกบวบ เป็นสะพานที่เกิดจากการร่วมแรงร่วมใจของชาวบ้าน ทั้งชาวไทย ชาวมอญ และนักท่องเที่ยว ช่วยกันใช้ไม่ไผ่ต่อกันเป็นสะพานยาวเพื่อเดินสัญจรไปมาได้ดั่งเดิม สำหรับฉันสะพานนี้มันคือความมหัศจรรย์อย่างหนึ่งที่รู้สึกว่า เก่งจังสร้างกันได้ยังไง รับรู้ได้ถึงความตั้งใจ ความสามัคคี รวมถึงความรักที่มีต่อสังขละบุรี เมื่อสะพานมอญยังไม่สมบูรณ์ก็ใช่ว่า สังขละบุรีจะขาดเสน่ห์และมาเที่ยวไม่ได้

     

    สังขละบุรี

    สังขละบุรี

     

    ฉันว่าเป็นสะพานที่ทำให้เราได้เดินใกล้ชิดกับสายน้ำมากขึ้น  คนคิดก็ช่างออกแบบมีช่วงหนึ่งที่ยกตัวสะพานให้สูงขึ้นสำหรับให้เรือได้สัญจรลอดใต้สะพานได้ด้วย ตอนนี้สังขละบุรีมีอีกหนึ่งสะพานที่กลายเป็นเอกลักษณ์เคียงคู่ไปกับสะพานมอญแล้ว

     

    สังขละบุรี

     

    “ เชิญซื้อดอกไม้เตรียมใส่บาตร ทำบุญมั้ยค่ะ ดอกนี้เรียกว่าดอกพุทธเป็นดอกไม้เฉพาะของสังขละบุรีเลยน่ะ”  เสียงเจื้อยแจ้วของสาวชาวมอญทักทายพวกเรา แถมชวนคุยนู้นนี่  เธอคือ พี่เย็น ซุปตาร์แห่งสังขละ ที่เราต้องรู้จักเธอไว้  เธออยู่คู่กับสังขละบุรีมานานมาก  ไม่มีครั้งไหนที่ฉันมาสังขละบุรีแล้วไม่เจอเธอ

     

    สังขละบุรี

     

    วัฒนธรรมของชาวมอญต้องเอาของทูนขึ้นหัว ปกติเห็นแต่ทูนหม้อ มาครั้งนี้ทูนไม้กวาดด้วย ถามคุณป้าว่าเอาไปทำอะไรค่ะ ได้ความว่าเอาไปขายตรงสะพาน สุดยอดมากการทรงตัวดีเยี่ยม

     

    สังขละบุรี

     

    การใส่บาตรพระสงฆ์ในยามเช้า คือ วัฒนธรรมที่คุ้นตาเมื่อมาถึงสังขละบุรี

     

    สังขละบุรี

     

    ภาพชาวมอญที่พร้อมใจตื่นกันมาแต่เช้า เข้าแถวเรียงรายกันตามถนน นั่งลงกับพื้นเอาของยกขึ้นเหนือศรีษะอธิษฐาน เป็นภาพที่ทำให้ฉันรู้สึกได้ถึง คำว่า “ศรัทธา”

     

    สังขละบุรี

    สังขละบุรี

     

    นอกจากชาวมอญแล้ว นักท่องเที่ยวก็ต่างพร้อมใจร่วมกันตักบาตรเช่นกัน เป็นภาพในยามเช้าที่ดูงดงามและอบอุ่น

     

    สังขละบุรี

     

    หลังจากตักบาตรก็นั่งเรือไปต่อยังสถานที่คุ้นเคย นั่นคือ เมืองบาดาล  จากที่ฟ้าครึ้มก็เริ่มมีแสงอาทิตย์ให้เราได้เริ่มเห็นบ้าง

     

    สังขละบุรี

    สังขละบุรี

     

    เจ้าถิ่นแห่งเมืองบาดาล  หนูน้อยชาวมอญ ที่มาคอยเป็นไกด์รวมทั้งขายดอกไม้ให้เราได้ไปกราบพระพุทธรูปข้างในโบสถ์

     

    สังขละบุรี

    สังขละบุรี

     

    เมืองบาดาล หรือโบสถ์จมน้ำ  เรียกได้ว่าเป็นแลนด์มาร์คที่อยู่คู่กับสังขละบุรีมาเนิ่นนาน  ยามน้ำลดก็จะเห็นโบสถ์โผล่ขึ้นมาเหนือน้ำ มากี่ครั้งก็ยังงดงามเสมอ

     

    สังขละบุรี

     

    แสงทองสาดส่องในยามเช้า

     

    สังขละบุรี

     

    เศียรพระพุทธรูปเก่าแก่ พร้อมซากปรักหักพังด้านหน้าโบสถที่ถูกจัดเรียงไว้อย่างลงตัว

     

    สังขละบุรี

     

    กำแพงภายในตัวโบสถ์ ไกด์ตัวน้อยอธิบายว่า ข้างบนที่เป็นช่องๆ เมื่อก่อนมีพระพุทธรูปองค์เล็กประดับเรียงรายเป็นแถว แต่ตอนนี้ได้ถูกย้ายไปเก็บในวัดแล้ว

     

    สังขละบุรี

     

    โยนเหรียญทำนายลงบาตร น้องบอกว่าศักดิ์สิทธิ์มาก  ให้เรานึกถึงเรื่องใดเรื่องหนึ่งแล้วโยนเหรียญลงไปถ้าลงบาตร หมายความว่า จะสำเร็จตามที่คิดไว้

     

    สังขละบุรี

     

    มาถึงอีกหนึ่งจุดหมายหลักซึ่งเป็นแรงจูงใจให้ฉันกลับมาที่สังขละบุรีอีกครั้ง  เป็นสถานที่ซึ่งตั้งอยู่ตรงข้ามกับเมืองบาดาล  ถือได้ว่าเพิ่งเปิดตัวเป็นที่เที่ยวใหม่ของสังขละบุรีได้ไม่นาน นักท่องเที่ยวยังไม่ค่อยคุ้นเคย  แต่สำหรับความเก่าแก่เทียบเท่ากับเมืองบาดาลเลยทีเดียว หลังจากจอดเรือแล้วก็เดินขึ้นไปอีกไม่ไกลประมาณ 200 เมตร

     

    วัดสมเด็จเก่า

     

    สถานที่แห่งนี้ มีชื่อว่า วัดสมเด็จเก่า  เป็นวัดที่ถูกทิ้งร้างเมื่อคราวย้ายเมืองสังขละบุรีตอนที่เริ่มมีการสร้างเขื่อนเขาแหลม วัดนี้ตั้งอยู่บนเนินเขาเล็ก ๆไม่ได้จมอยู่ใต้น้ำ  วัดถูกปกคลุมไปด้วยรากไทรและต้นไม้ใหญ่เขียวขจี

     

    วัดสมเด็จเก่า

    วัดสมเด็จเก่า

     

    หากมาในช่วงสายหน่อยแสงแดดก็จะเริ่มสาดส่องผ่านเข้ามา ฉันว่าถูกใจคนที่ชอบถ่ายภาพไม่น้อยเลยทีเดียว

     

    วัดสมเด็จเก่า

    วัดสมเด็จเก่า

     

    โบราณวัตถุเก่าแก่ที่วางอยู่ด้านหน้า คล้ายกับหน้าบันประตู

     

    วัดสมเด็จเก่า

     

    ภายในอุโบสถมีพระประธานเก่าแก่สภาพค่อนข้างสมบูรณ์

     

    วัดสมเด็จเก่า

    วัดสมเด็จเก่า

     

    องค์พระพุทธรูปมองจากด้านนอก ดูสงบและงดงาม

     

    วัดสมเด็จเก่า

     

    สำหรับฉันที่นี่ถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่ง Unseen ของสังขละบุรี ไม่ผิดหวังที่ตั้งใจมาและได้พบกับภาพโบสถ์ที่เก่าแก่ดูเหมือนมีชีวิต  วัดสมเด็จเก่า จึงเป็นอีกหนึ่งสถานที่ในสังขละบุรีที่ไม่ควรพลาด

     

    วัดสมเด็จเก่า

     

    สังขละบุรี เมืองแห่งเสน่ห์ ฉันดีใจที่ได้มีโอกาสมาที่นี่อีก และจะกลับมาอีกในวันที่สะพานมอญจะกลับมาสวยสง่าดังเดิม

     

    วัดสมเด็จเก่า

    วัดสมเด็จเก่า

     

    ก่อนเดินทางไปยังสถานที่ต่อไป แวะทานข้าวมื้อเช้าและจิบเครื่องดื่มเพิ่มพลังกันซักหน่อยที่ ชื่นใจเฮาส์  ได้ยินชื่อเสียงมานานแต่ยังไม่มีโอกาสแวะมาซักที  ชื่นใจเฮ้าส์  คือ ที่พักเล็กๆ รวมถึงเป็นร้านกาแฟ ร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึก  สำหรับนักท่องเที่ยวที่ไม่ได้มาพักก็สามารถแวะมาทานอาหาร จิบเครื่องดื่ม นั่งเล่น อ่านหนังสือ บรรยากาศเงียบสงบ เย็นสบาย

     

    ชื่นใจเฮาส์

    ชื่นใจเฮาส์

    ชื่นใจเฮาส์

    ชื่นใจเฮาส์

     

    อาหารส่วนใหญ่จะเป็นอาหารจานเดียวและกับข้าวง่ายๆ เมนูแนะนำที่ทางร้าน คือ น้ำพริกกะปิพร้อมผักเครื่องเคียง ยำทูน่า  ต้มยำไก่ ยำผักกูด รสชาติอาหารอร่อยมากโดยเฉพาะน้ำพริก สำหรับมื้อเบาๆมาฝากท้องที่ ชื่นใจเฮ้าส์  ได้ค่ะ

     

    ชื่นใจเฮาส์

     

    บ่ายแก่ๆก็มาถึงยังสถานที่แสนเสน่ห์แห่งที่ 2 นั่นคือ น้ำตกห้วยแม่ขมิ้น  จุดพักค้างคืนในคืนนี้ ฉันได้จองบ้านพักของอุทยานไว้ ชื่อว่าบ้าน หลงพนา พักได้ 9 คน เป็นที่พักหลังที่อยู่ใกล้กับน้ำตกที่สุดและมีอยู่เพียงหลังเดียวในบริเวณนี้ค่ะ ส่วนที่พักในโซนอื่นก็จะอยู่ห่างออกไปอีกแต่ก็ไม่ถึงกับไกลมาก

     

    42 DEW_9510

     

    มีร้านอาหารสวัสดิการของอุทยานฯให้บริการ ครัวปิดประมาณ 2 ทุ่ม

     

    43 DEW_9512

     

    น้ำตกห้วยแม่ขมิ้นมีทั้งหมด 7 ชั้น โดยจะแบ่งเป็น 2 โซน คือ ชั้นที่ 1 2 3 4 อยู่โซนเดียวกัน และชั้น  5 6 7 ก็จะแยกไปอยู่อีกฝั่ง  ฉันเลือกไปเที่ยวยังน้ำตกชั้น  1 2 3 4 ก่อน ซึ่งน้ำตกฝั่งนี้จะค่อนข้างเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวมากกว่า  เราจะเจอกับน้ำตกชั้นที่ 4 ฉัตรแก้ว ก่อนชั้นอื่นตั้งอยู่ตรงบริเวณที่ทำการอุทยาน

     

    น้ำตกห้วยแม่ขมิ้น

    น้ำตกห้วยแม่ขมิ้น

     

    จากนั้นไปตามเส้นทางเดินเรื่อยๆ จะถึงน้ำตกชั้นที่ 3 วังหน้าผา ต่อด้วยชั้นที่ 2 ม่านขมิ้น และสุดท้ายคือ ชั้นที่ 1 ดงว่าน  ซึ่งอยู่ไกลสุด  ก่อนถึงชั้นที่ 3 ก็จะเจอน้ำตกระหว่างทางสามารถลงเล่นน้ำได้ตลอด  น้ำตกห้วยแม่ขมิ้นเป็นน้ำตกที่มีน้ำไหลตลอดปี เคยมาเที่ยวน้ำตกทั้งช่วงเดือนมี.ค.หน้าร้อนและเดือน ธ.ค. หน้าหนาว ก็ยังมีน้ำตลอด แต่จะมีมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับฤดูกาล ครั้งนี้มาช่วงกลางเดือน พ.ค.  ถือว่าเป็นครั้งแรกที่ได้มีโอกาสเห็นน้ำตกห้วยแม่ขมิ้นสีเขียวมรกตคล้ายกับน้ำตกเอราวัณ  เคยมา 2 ครั้ง จะเห็นน้ำเป็นสีน้ำตาลตลอด

     

    น้ำตกห้วยแม่ขมิ้น

     

    น้ำตกชั้นที่ 3 วังหน้าผา สวยงามอลังการมาก  ช่วงนี้น้ำตกยังไหลไม่แรงมากสามารถชึ้นไปนั่งเล่นให้สายน้ำตกไหลผ่านตัวได้อย่างสบาย

     

    น้ำตกห้วยแม่ขมิ้น

     

    มาเจอน้ำตกระหว่างชั้นที่ 3 และ 2

     

    น้ำตกห้วยแม่ขมิ้น

    น้ำตกห้วยแม่ขมิ้น

    น้ำตกห้วยแม่ขมิ้น

     

    เดินมาเรื่อยๆ ก็มาถึงน้ำตกชั้นที่ 2 ม่านขมิ้น ชั้นนี้จะมีลักษณะเหมือนสระน้ำค่อนข้างกว้างมีที่ให้เล่นน้ำมากกว่าชั้นอื่น และชั้นของน้ำตกก็ค่อนข้างเตี้ย  ทำให้นักท่องเที่ยวลงเล่นน้ำกันเยอะกว่าชั้นอื่น

     

    น้ำตกห้วยแม่ขมิ้น

     

    ชั้นที่ 1 ดงว่าน  ซึ่งอยู่ไกลสุด  ชั้นนี้สายน้ำตกจะไหลลดหลั่นหลายชั้น เรียกได้ว่าเป็นชั้นที่งดงามที่สุดไม่แพ้น้ำตกชั้นที่ 4  กว่าจะถ่ายภาพในโซนนี้ให้ครบทุกชั้นก็ใช้เวลาหลายชั่วโมง เช้าวันต่อไปค่อยไปเริ่มกันที่น้ำตกอีกโซนหนึ่งนั่นคือชั้นที่ 5 6 7 กันต่อค่ะ

     

    น้ำตกห้วยแม่ขมิ้น

    น้ำตกห้วยแม่ขมิ้น

     

    น้ำตกฝั่ง 5 6 7 ระยะทางไกลกว่าเล็กน้อย แต่เส้นทางเดินง่ายราบเรียบ ฉันเดินผ่านน้ำตกชั้นที่ 5 ไปเนื่องจากน้ำน้อยมาก มาถึงชั้นที่ 6 ดงผีเสื้อ ยังพอมีน้ำไหลลงมา แต่ถ้าให้เที่ยบกับหน้าหนาวน้ำเยอะกว่านี้มาก จำได้ว่าสายน้ำตกอลังการตกจากชั้นหินดูอลังการและสวยมาก  แต่เมื่อหันมองไปยังชั้นหินนั้นในตอนนี้น้ำไหลลงมาน้อยมาก เลยได้แต่ซูมถ่ายภาพชั้นเล็กๆที่เป็นองค์ประกอบมาแทน

     

    น้ำตกห้วยแม่ขมิ้น

    น้ำตกห้วยแม่ขมิ้น

     

    ชั้นสุดท้ายชั้นที่ 7  ร่มเกล้า  เป็นชั้นที่มีน้ำเยอะที่สุดในโซนฝั่งนี้

     

    น้ำตกห้วยแม่ขมิ้น

    น้ำตกห้วยแม่ขมิ้น

    น้ำตกห้วยแม่ขมิ้น

     

     

    ไปต่อยังสถานที่เสน่ห์เมืองกาญที่สุดท้าย นั่นก็คือ ถ้ำธารลอด  อุทยานแห่งชาติเฉลิมรัตนโกสินทร์ ทั้ง 2 เสน่ห์ก่อนหน้าฉันเคยได้ทางไปมาแล้วหลายครั้ง แต่สำหรับถ้ำธารลอด  ถือเป็นครั้งแรกที่ได้มีโอกาสมาชมความงามด้วยตัวเองซักที หลังจากได้ยินชื่อมานาน สถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจในอุทยาน ฯ คือ ถ้ำธารลอดน้อย น้ำตกไตรตรึงษ์ ถ้ำธารลอดใหญ่ โดยปกติการไปชมต้องใช้เส้นทางเดินป่าศึกษาธรรมชาติ เริ่มจากถ้ำธารลอดน้อยซึ่งอยู่ใกล้ที่ทำการอุทยานที่สุด คือ 400 เมตร เป็นเส้นทางเรียบง่าย เมื่อพ้นถ้ำธารลอดน้อยออกมาจะต้องเดินป่าต่อไปอีก 1.5 กิโลเมตร จะถึง น้ำตกไตรตรึงษ์ ชั้นที่ 1  2 3 (เส้นทางนี้เริ่มชัน)  เดินต่อไปอีกราว 1 กิโลเมตร  จะถึงถ้ำธารลอดใหญ่ รวมระยะทาง 2.5 กิโลเมตร ไปกลับเกือบ 5 กิโลเมตร เส้นทางบางช่วงชันโดยเฉพาะเส้นทางจากน้ำตกไตรตรึงษ์ไปยังถ้ำธารลอดใหญ่  จึงต้องเตรียมสภาพร่างกายมาให้พร้อม   แต่คณะฉันไม่เดินป่าเน้นมาชมถ้ำธารลอดน้อย ส่วนถ้ำธารลอดใหญ่จะใช้อีกเส้นทางโดยรถยนต์และเดินต่อไปอีกไม่ไกลเพียง 200 เมตรเท่านั้น

     

    ถ้ำธารลอดน่้อย

    ถ้ำธารลอดน่้อย

     

    ช่วงแรกของถ้ำธารลอดน้อย ต้องก้มลงลอดถ้ำไปนิดหน่อย  ภายในถ้ำมีไฟส่องสว่างตลอด ทางอุทยานได้ทำเส้นทางเดินเป็นสะพานคอนกรีตยาวไปจนสุดปลายถ้ำ เดินง่ายและสะดวกมาก

     

    ถ้ำธารลอดน่้อย

     

    หินงอกหินย้อยภายในถ้ำยังสมบุรณ์มาก

     

    ถ้ำธารลอดน่้อย

    ถ้ำธารลอดน่้อย

    ถ้ำธารลอดน่้อย

     

    สุดปลายถ้ำที่ระยะทาง 400 เมตร ก็เดินกลับไปยังที่ทำการอุทยาน

     

    ถ้ำธารลอดน่้อย

     

    แต่ถ้าเดินต่อไปก็ประมาณ 1 กิโลเมตร ก็จะเจอน้ำตกไตรตรึงษ์ชั้นที่ 1  2   3  และไปสิ้นสุดที่ถ้ำธารลอดใหญ่เป็นจุดสุดท้ายจากนั้นก็เดินกลับมายังเส้นทางเดิม

     

    ถ้ำธารลอดน่้อย

     

    แต่ตามที่บอกไป คณะฉันไม่เน้นเดินป่าเลยเลือกใช้วิธีนั่งรถไปยังถ้ำธารลอดใหญ่ หลังจากเที่ยวถ้ำธารลอดน้อยแล้ว ก็ย้อนขับรถไปตามเส้นทางเดิม เพื่อไปยังวัดถ้ำธารลอดใหญ่ ซึ่งทางถนนไปยังถ้ำจะอยู่ก่อนถึงที่ทำการอุทยานจะมีป้ายบอกไว้  รวมระยะทาง 35 กิโลเมตร เหมือนเป็นระยะทางสั้นแต่บอกลเยว่าใช้เวลาในการการเดินทางจากที่ทำการอุทยานฯประมาณ  1  ชั่วโมงครึ่ง เส้นทางคดเคี้ยว  เส้นทางช่วงสุดท้าย เป็นดินลูกรัง สองข้างทางเป็นป่าไผ่น่ากลัวเล็กน้อย แต่รถทุกชนิดสามารถเข้าไปถึงได้ ใช้ระยะเวลานานในการขับรถเผลอๆเดินจากถ้ำธารลอดใช้เวลาน้อยกว่าซึ่งเมื่อได้นั่งรถมาเองฉันแนะว่าเดินดีกว่าเพราะเราจะได้ชมธรรมชาติระหว่างทางด้วยแต่อาจต้องใช้แรงซักหน่อย คือ ถ้าฉันรู้ว่าต้องนั่งรถมานานขนาดนี้คงเลือกเดินแต่แรก  มาถึงวัดถ้ำธารลอดใหญ่จอดรถไว้ที่วัด จากนั้นก็เดินผ่านป่าชื้น บรรยากาศออกแนวป่าดึกดำบรรพ์นิดน้อยเพียง 200 เมตร ก็ถึงถ้ำธารลอดใหญ่

     

    ถ้ำธารลอดใหญ่

    ถ้ำธารลอดใหญ่

     

    รูปปั้นพ่อปูฤาษี ที่น่าจะมีคนมาวางไว้มีของเซ่นไหว้ด้านหน้าด้วย

     

    ถ้ำธารลอดใหญ่

     

    มีสะพานสำหรับให้เดินไปชมถ้ำ เมื่อมาถึงตรงนี้ต้องหยุดมองความยิ่งใหญ่ของถ้ำ  คนดูตัวเล็กลงไปถนัดตาทีเดียว

     

    ถ้ำธารลอดใหญ่

    ถ้ำธารลอดใหญ่

     

    ความมหัศจรรย์ของถ้ำธารลอดใหญ่ คือ เป็นถ้ำหินปูน มีรูกลมรูใหญ่อยู่ด้านบน ในขณะที่ด้านหน้าก็เป็นช่องขนาดใหญ่ เหมือนเรายืนอยู่ใต้สะพานหินธรรมชาติขนาดยักษ์สวยงามและมหัศจรรย์มาก

     

    ถ้ำธารลอดใหญ่

    ถ้ำธารลอดใหญ่

     

    ภายในถ้ำมีพระพุทธรูป

     

    ถ้ำธารลอดใหญ่

     

    รวมถึงรอยพระพุทธบาทจำลอง

     

    ถ้ำธารลอดใหญ่

     

    ด้วยบรรยากาศและสิ่งที่รายล้อมอยู่รอบด้านฉันรู้สึกว่า ถ้ำธารลอดใหญ่ เหมือนเป็นดินแดนในวรรณคดี และเป็นดินแดนแห่งความศักดิ์สิทธิ์

     

    ถ้ำธารลอดใหญ่

     

    คุณอาจเคยไปสังขละบุรีมาแล้วหลายครั้งแต่อาจไม่เคยแวะไปวัดสมเด็จเก่าและไม่เคยมาสังขละบุรีในแบบที่มีสะพานไม้ไผ่เคียงคู่ไปกับสะพานมอญ  คุณอาจเคยไปน้ำตกห้วยแม่ขมิ้น แต่อาจไม่เคยเห็นสีของน้ำตกสีเขียวมรกต  คุณอาจเคยไปหลายที่ในเมืองกาญ แต่ไม่เคยเลี้ยวรถมาชมความงดงามและยิ่งใหญ่ของถ้ำธารลอดใหญ่  ถ้ำที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นอีกหนึ่ง Unseen ของเมืองไทย เลยซักที  ทั้งหมดนี้ คือ 3 เสน่ห์แห่งเมืองกาญ ที่อยากให้คุณที่ลองได้มาสัมผัสค่ะ

     

    โปรแกรมท่องเที่ยวตามทริป 2 วัน 1 คืน 

    วันเดินทาง
    23.00 น. ออกจากกรุงเทพ

    วันแรก
    05.00 น . ถึงอ.สังขละบุรีล้างหน้าล้างตา เก็บภาพพระอาทิตย์ขึ้น เดินเล่นในหมู่บ้านใกล้สะพานมอญ  รับประทานอาหารเข้า
    09.00 น.  นั่งเรือไปชมพระประธานในอุโบสถร้าง ที่วัดสมเด็จ (เก่า) เป็นโบส์แห่งเดียวที่ไม่จมน้ำตั้งอยู่ตรงข้ามเมืองบาดาล
    11.00 น.  เดินทางไปน้ำตกห้วยแม่ขมิ้น  ระหว่างทางแวะรับประทานอาหารกลางวัน
    15.00 น.  ถึงน้ำตกห้วยแม่ขมิ้น เก็บสัมภาระเข้าสู่ที่พัก พักบ้านอุทยาน
    18.00 น.  รับประทานอาหารเย็นเข้าสู่ที่พัก

    วันที่สอง

    07.00 น. ตื่นแต่เช้ารับประทานอาหารเช้า เตรียมเดินทางไป ถ้ำธารลอด อุทยานแห่งชาติเฉลิมรัตนโกสินทร์
    11.00 น. รับประทานอาหารกลางวัน ถึงที่ทำการอุทยานแห่งชาติเฉลิมรัตนโกสินทร์  หลังจากนั้นเตรียมเดินเท้าไปยังถ้ำธารลอดน้อยและน้ำตกไตรตรึงส์ ระยะทางการเดินประมาณ 1 กม. จนถึงน้ำตกไตรตรึงส์ชั้นที่ 1 แล้วเดินกลับค่ะ เส้นทางเรียบเดินง่าย จากนั้นนั่งรถไปยังอีกเส้นทางเพื่อไปยังถ้ำธารลอดใหญ่ใช้เวลาเดินเท้าทางเพียง 200 เมตร
    17.00 น. ออกเดินทางกลับกรุงเทพระหว่างแวะรับประทานอาหารเย็น
    22.00 น. ถึงกรุงเทพโดยสวัสดิภาพ

    Tags : , , , , , ,

  • บทความที่เกี่ยวข้อง

    Leave a Reply

  • บทความล่าสุด

    บทความแนะนำ

    อร่อยด้วยกัน