• หลงรัก..เมืองปัว

    ไปเที่ยวอำเภอปัว น่าน กัน อะไรนะ ปัว มีอะไร  ในอดีตบางคนนี่แทบไม่รู้จักเมืองนี้เลย เพราะปกติพูดถึงน่านจะนึกถึง  ดอยเสมอดาว  เที่ยวในตัวเมืองน่าน บ่อเกลือ อช. ขุนสถาน ดอยภูคา  แทบไม่มีใครนึกถึงปัว แต่ในปัจจุบันหลังจากที่มีภาพความสวยงามและเป็นธรรมชาติของอำเภอนี้ปรากฎในสื่อออนไลน์มากขึ้น กลายเป็นว่าใครๆ ก็ อยากไปเที่ยวปัว  เพราะอำเภอนี้ยังมีความเป็นธรรมชาติสูงมาก วิวสวย  อากาศดี  ผู้คนน่ารัก มีที่เที่ยวมากมาย แล้วเราพลาดได้อย่างไร

     

    cover

     

    เริ่มวางแผนกับเที่ยวอำเภอปัว

    รู้จักเมืองปัว

    เมืองปัว  ตั้งอยู่ในจังหวัดน่าน โดยห่างจากตัวอำเภอเมืองน่าน 60 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมงกว่า  คำว่า ปัว เพี้ยนมาจาก พลัว   ปัว เป็นเมืองสีเขียวในหุบที่เต็มไปด้วยแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและธรรมชาติแสนงดงาม เป็นที่อยู่ของผู้คนหลากหลายเชื้อชาติ ทั้งคนไทลื้อ ชาวไทยภูเขาเผ่าม้ง เมี่ยน และลัวะ แต่ประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวไทลื้อที่มีประเพณีและวัฒนธรรมเป็นของตนเองโดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการแต่งกายแบบพื้นบ้านอย่างเช่น ผ้าทอไทลื้อ ที่สร้างชื่อมาช้านานกลายเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของอำเภอนี้  ในช่วงฤดูทำนาเราจะได้เห็นไร่นาเขียวขจีห้อมล้อมด้วยขุนเขาพร้อมสายหมอกบาง  ในฤดูหนาวก็จะได้สัมผัสกับอากาศหนาวเย็น  สองฟากถนนสายหลักเป็นกลุ่มบ้านไม้ริมถนนรวมถึงซอกซอยที่เชื่อมถึงกันหมดที่ต่างซุกซ่อนชีวิตเรียบง่ายและเป็นหนึ่งเดียวกัน

     

    1

     

    การเดินทางไปปัว

    โดยรถส่วนตัว

    จากกรุงเทพฯ ใช้ทางหลวงหมายเลข 32 จนถึงจังหวัดนครสวรรค์ จากนั้นใช้ทางหลวงหมายเลข 117 ไปจนถึงจังหวัดพิษณุโลก จากจังหวัดพิษณุโลกใช้ทางหลวงหมายเลข 11 ผ่านจังหวัดอุตรดิตถ์ และอำเภอเด่นชัย (จังหวัดแพร่) จากเด่นชัยใช้ทางหลวงหมายเลข 101 ผ่านจังหวัดแพร่ไปจนถึงตัวจังหวัดน่านและจากตัวอำเภอเมืองน่าน ใช้ทางหลวงหมายเลข 1080 ถึงอำเภอปัว รวมระยะทางประมาณ 728 กิโลเมตร

    รถโดยสารประจำทาง

    จากกรุงเทพ

    สายกรุงเทพ – ทุ่งช้างจะผ่าน อ.ปัว ลงหน้าธนาคารกสิกรไทยสาขาปัว หากจะไปจุดใดในอำเภอปัวก็ต่อรถมอเตอร์ไซค์รับจ้าง รถโดยสารปัจจุบันมี 3 บริษัท คือสมบัติทัวร์,เชิดชัยทัวร์และบขส. มีทั้ง รถ ป.1 ป.2 และวีไอพี

    จากตัวเมืองน่าน

    เมื่อมาถึงตัวเมืองน่าน ขึ้นรถสองแถวคันสีฟ้าสาย น่าน – ปัว  ได้ที่สถานีขนส่งน่าน

    ระยะเวลาท่องเที่ยว

    2 วัน 1 คืน กับการให้เวลาที่เมืองปัว อาจดูเป็นระยะเวลาที่สั้นไป แต่ถ้าไม่ได้เที่ยวแบบเอ้อระเหยอะไรมาก  เวลาแค่นี้น่าจะเพียงพอที่จะไปตามสถานที่ต่างๆตามที่เราได้เพลนไว้โดยเน้นเฉพาะในตัวเมืองและบริเวณใกล้เคียงซึ่งใช้เวลาเดินทางถึงกันไม่นานมาก เพลนของเรา คือ  วัดภูเก็ต วัดพระธาตุเบ็งสกัด วัดร้องแง วัดบ้านต้นแหลง  วัดปรางค์ ฟาร์มเห็ดบ้านหัวน้ำ วังศิลาแลง  พักที่โฮมสเตย์บ้านตานงค์   หากใครอยากไปสถานที่อื่นด้วยก็ปรับตามความเหมาะสมได้ เพราะถ้ามาถึงอำเภอปัวจริงๆจะรู้ว่าสถานที่ท่องเที่ยวตั้งอยู่ใกล้กันมากแต่ละแห่งใช้เวลาเดินทางถึงกันไม่เกิน  5-20 นาที  ก่อนเดินทางศึกษาหาข้อมูลดูแผนที่ว่าที่เที่ยวแต่ละแห่งอยู่ตรงไหนบ้าง  แต่เมื่อมาถึงปัวไม่ต้องห่วงว่าจะไปไหนไม่ถูกเพราะมีป้ายบอกสถานที่ตลอดและเพื่อความปลอดภัยไม่หลงทาง เราเลือกใช้  google maps ประกอบการนำทางด้วยก็จะง่ายเป๊ะขึ้น รวมถึงการสอบถามเส้นทางกับชาวบ้านวิธีนี้ดูจะแน่นอนที่สุด

    แผนที่เมืองปัวจากเทศบายตำบลปัวไว้เป็นแนวทาง

     

    mappua

     

    มาเที่ยวปัวช่วงไหน

    จริงแล้วเมืองปัวเป็นเมืองที่สามารถเที่ยวได้ตลอดทั้งปี คนส่วนใหญ่มักจะคิดว่าเที่ยวหน้าหนาวดีกว่าอากาศหนาวเย็นสบาย  แต่โดยส่วนตัวเคยไปทั้งหนาวและฝน ตอบเลยว่าถ้าอยากเห็นเมืองปัวในแบบที่สวยที่สุดควรมาหน้าฝนช่วงฤดูทำนาตั้งแต่กลางเดือน กย – ตค   คือ ถ้ามาหน้าหนาวก็จะได้แค่อากาศหนาวไม่ได้วิวทุ่งนาเขียวขจีเต็มเมือง ซึ่งเรามองว่าวิวทุ่งนาและเขาเขียวขจีเป็นจุดเด่นอีกอย่างของเมืองนี้ พื้นที่ของอำเภอปัวเกือบทั้งเมืองประชากรประกอบอาชีพทำไร่ทำนา ตลอดสองข้างเต็มไปด้วยแปลงคันนา  เหมือนเราไปเที่ยวแม่กลางหลวง แม่แจ่ม หากไปในช่วงไม่มีนาข้าวก็ไม่มีอะไรน่าชมมากเท่าช่วงที่มีนาข้าวเพราะไฮไลต์ของเค้าคือสิ่งนี้  หรือเราไปเที่ยวทะเลหน้าฝนถามว่าเที่ยวได้มั้ยก็เที่ยวได้เพียงแต่ความสวยของทะเลหน้าฝนจะไม่สวยเต็มที่เหมือนฤดูท่องเที่ยวของมันอย่างหน้าร้อน

     

    2

    3

     

    เริ่มต้นเดินทางท่องเที่ยวในอำเภอปัว

    วันแรก 10.00 น  แวะชมวิวอำเภอปัวที่วัดภูเก็ต

    จากอำเภอปัวเรากลับรถที่เทสโก โลตัส แล้วเลี้ยวซ้ายไปตามถนนที่ไปโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชปัว ผ่านลำดวนผ้าทอขับตรงไปจะเจอป้ายวัดภูเก็ต ตามที่บอกเที่ยวปัวไม่ต้องกลัวหลงเพราะมีป้ายบอกตลอดเส้นทาง  เรามาที่นี่ทำไม ตอบ เพื่อมาชมวิวนาข้าวในมุมนี้ ซึ่งต้องเรียกว่า มุมมหาชนแห่งปัว  เห็นชื่อแล้วอาจจะแปลกใจกันเล็กน้อยว่าชื่อวัด น่าจะอยู่ในจังหวัดภูเก็ต มากกว่าที่จะอยู่ในจังหวัดน่าน  ซึ่งตามจริงแล้ววัดภูเก็ต ตั้งชื่อตามหมู่บ้านที่ชื่อว่า หมูบ้านเก็ต แต่ด้วยวัดตั้งอยู่บนเนินเขา ซึ่งทางเหนือ เรียกว่า “ดอย” หรือ “ภู” จึงตั้งชื่อว่า “วัดภูเก็ต” หมายถึง วัดบ้านเก็ตที่อยู่บนภู หรือ ดอย

     

     

    วัดภูเก็ต  ถือว่าเป็นวัดที่มีภูมิทัศน์และวิวที่สวยงาม จุดเด่น คือ มีระเบียงชมวิวซึ่งมองเห็นทุ่งนาที่กว้างไกลพร้อมด้วยฉากหลังเป็นภูเขาของอุทยานแห่งชาติดอยภูคา ในยามเช้าวัดภูเก็ตเป็นจุดชมวิวพระอาทิตย์ขึ้นที่งดงามอีกแห่งหนึ่งอยากเห็นบรรยากาศของพระอาทิตย์ขึ้นเคล้าสายหมอกก็มากันแต่เช้าซัก 6 โมง  แต่หากอยากมาถ่ายภาพทุ่งนาในบรรยากาศแบบไม่ย้อนแสงได้ท้องฟ้าสีฟ้าก็ควรแวะมาช่วงบ่ายแก่ๆ  เรามาถึงตอนเช้าช่วงสายจะย้อนแสงไปซักหน่อย

    ข้อมูลและภาพเพิ่มเติมคลิ๊ก วัดภูเก็ต ปัว 

     

     

    ด้านล่างมีแม่น้ำไหลผ่าน ซึ่งเป็นน้ำซับซึมมาจากใต้ดินไหลรินรวมกันเป็นลำธารให้ฝูงปลาและสัตว์น้ำอยู่อาศัย  ทางวัดได้จัดให้เป็นเขตอภัยทาน นักท่องเที่ยวสามารถให้อาหารจากลานข้างบนผ่านท่อไหลลงไปให้กับฝูงปลาได้ และสามารถมองเห็นฝูงปลาที่อยู่ด้านล่างได้อย่างชัดเจน

     

     

    มีอุโบสถทรงล้านนาประยุกต์และจิตรกรรมฝาผนังสามมิติ เป็นที่ประดิษฐาน “หลวงพ่อแสนปัว หรือ หลวงพ่อพุทธเมตตา” ที่ศักดิ์สิทธิ์หันพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก

     

     

    นอกจากนี้ภายในวัดยังมี เทมเพิล สเตย์   ชื่อ ว่า ภูเก็ตสนธยา เทมเพิลสเตย์ หรือเรียกให้เข้าใจง่ายๆคือเป็นลักษณะของ โรงแรมธรรมะ เป็นอาคารที่พักสำหรับผู้ที่มาปฎิบัติธรรมหรือนักนักท่องเที่ยวที่สนใจ  อาคารซึ่งตั้งอยู่ตรงจุดชมวิว สามารถเห็นวิว ทุ่งนาเขียวขจีได้จากห้องพักโดยสร้างเป็นอาคารขนาด 4 ชั้น มี 8 ห้องนอน โดยในชั้นที่ 4 จะเป็นห้องปฏิบัติธรรม และที่น่าสนใจคือ ตัวโรงแรมจะสร้างอยู่ใต้โบสถ์ของวัดภูเก็ต เนื่องจากวัดภูเก็ตสร้างอยู่บนเนินเขา และมีการสร้างโรงแรมขึ้นบริเวณเชิงเขาด้านล่าง ของโบสถ์ ทำให้บริเวณลานโบสถ์กลายเป็นดาดฟ้าของโรงแรม และการที่เรียกว่าโรงแรมธรรมะ เพราะมีการจัดห้องพักในลักษณะ เดียวกับโรงแรม ซึ่งผู้ที่เข้ามาพักจะได้มีโอกาสปฏิบัติธรรมร่วมกับการพักผ่อน โรงแรมธรรมะของวัดภูเก็ตถือเป็นแห่งแรก ในประเทศไทย วัดภูเก็ต อำเภอปัว น่าน  http://www.watphuket.com/  ติดต่อ เทมเพิล สเตย์  โทร 089 552 4503  084 046 9745

     

     

    11.00 น   จิบกาแฟริมนาในบรรยากาศไทลื้อ “ ร้านกาแฟบ้านไทลื้อ  ”

    มาถึงอำเภอปัว  ต้องแวะมาจิบเครื่องดื่ม กาแฟ และจิบบรรยากาศสไตล์ไทลื้อพื้นบ้าน ที่ร้านกาแฟบ้านไทลื้อ เป็นอีกหนึ่งร้าน เก๋ ไก๋  ติดริมนาข้าวแฝงไปด้วยบรรยากาศแบบไทลื้อดั้งเดิม  เมื่อได้เห็นต้องร้องว้าวน่าซื้อเครื่องดื่มซักแก้ว ไปนั่งเล่น นอนเล่น รับลมเย็น มองดูวิวนาข้าวและขุนเขาที่อยู่เบื้องหน้า  พร้อมถ่ายภาพเช็คอินเก๋  เก๋ ยังกระท่อมปลายนาในแบบฉบับที่ไม่เหมือนใคร การเดินทาง จากวัดภูเก็ตย้อนกลับไปยังเส้นทางเดิมมาถึงร้านลำดวนผ้าทอ ซึ่งเป็นที่ตั้งของร้านกาแฟไทลื้อ  ชมรีวิวของร้านกาแฟฉบับเต็มคลิ๊ก ร้านกาแฟไทลื้อ ปัว

     

     

    ร้านกาแฟบ้านไทลื้อ ตั้งอยู่ที่ ตำบลศิลาแลง  อำเภอปัว จังหวัดน่าน  เป็นร้านกาแฟของร้านลำดวนผ้าทอ  ร้านขายของที่ระลึกและผ้าทอไทลื้อ  ผ้าทอไทลื้อ นับว่าเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของอำเภอนี้ ส่วนใหญ่เมื่อทอมาแล้วก็มีการจำหน่ายเป็นผลิตภัณฑ์ชุมชน เมื่อมาถึงหน้าร้านลำดวนผ้าทอเราจะได้พบกับเสื้อผ้า เครื่องแต่งกายหลากหลายแบบที่นำมาประยุกต์ได้อย่างสวยงาม  จำหน่ายในราคาย่อมเยาว์  150 -300 บาท  สำหรับคนที่ชอบผ้าไทยเรียกได้ว่าเห็นราคาและแบบแล้วต้องรีบวิ่งปรี่เข้าไปชมและเลือกซื้อติดไม้ติดมือกลับบ้านกันบ้าง

     

     

    พื้นที่ด้านหลังร้านลำดวนผ้าทอ เป็นที่ตั้งของร้านกาแฟบ้านไทลื้อ  บรรยากาศโดยรวมตกแต่งตามสไตล์ของชุมชนชาวไทลื้อผสมล้านนา  ด้านหน้าประดับด้วยภาพวาดปู่ม่านย่าม่าน ภาพจิตรกรรมฝาผนังชื่อดังแห่งเมืองน่าน รวมถึงภาพวาดชายหญิงที่แต่งกายตามแบบฉบับของชาวไทลื้อโบราณ  ภายในร้านมีการนำข้าวของเครื่องใช้โบราณ เช่น ครก กระบุง กระจาด ตะเกียง โบราณ มาประดับตกแต่ง  เมนูเครื่องดื่มมีหลากหลายชนิด ทั้ง กาแฟมอคค่า เอเพรสโซ่  ชานม  ชาดำเย็น  ชามะนาว ฯลฯ

     

     

    มุมนั่งดื่มกาแฟเป็นกระท่อมมุงด้วยหลังคาจาก ตั้งอยู่ริมนาข้าวเห็นวิวภูเขา สามารถเลือกนั่งพักผ่อนตามใจชอบ อยากนั่งตรงไหนก็จัดไปได้เลยมีหลายหลังให้เลือก  มีทางเดินไม้ทอดยาวเชื่อมถึงกันหมดทุกหลัง จิบกาแฟไปมองวิวสีเขียวโอบล้อมด้วยภูเขาที่อยู่เบื้องหน้า บรรยากาศสบายมีลมเย็นพัดมาตลอด ผ่อนคลายมาก

     

     

    มาถึงปัวแล้วอย่าลืมแวะมาสัมผัสบรรยากาศชิล ชิล  นั่งชมวิวนาข้าว  มองภูเขา จิบกาแฟ ในสไตล์พื้นบ้านที่ให้ความรู้สึกแตกต่างไปจากร้านกาแฟเดิมที่เราเคยเจอ ที่ร้านกาแฟไทลื้อ  ลำดวนผ้าทอ

     

     

    12.30 น   ฝากท้องมื้อเที่ยงที่  Little la cusine  

    มาถึงเมืองเหนือ ทำไมไม่ทานอาหารพื้นเมือง แต่กลับเลือกมาทานในร้านอาหารเมนูฝรั่งที่อย่างร้าน  Little La Cuisine  ต้องบอกก่อนว่าปัวมีร้านอาหารน้อยมากคะ ส่วนใหญ่เป็นร้านริมทางเล็กๆ  ร้าน Little La Cuisine  ถือว่าเป็นร้านอาหารขึ้นชื่อ การตกแต่งร้านโอเค รสชาติเยี่ยมอีกร้านของปัว แว่วมาว่าเชฟไปร่ำเรียนมาจาก กอร์ดองเบลอ เมนูอาหารจะเน้นไปทางเมนูสเต๊ก สปาเก็ตตี้ ซึ่งเป็นอาหารจานเดียว  รวมถึงเครื่องดื่ม เบเกอรี่ต่างๆ  การเดินทางมาที่ร้านเมื่อมาถึงปัวสังเกตร้านเซเว่นไว้จะอยู่ก่อนถึงธนาคารต่างๆ  ขับผ่านเซเว่นไปนิดนึงจะเจอทางแยก ให้เลี้ยวซ้ายขับลงไปตามทางเนินผ่านโรงหนังปัวเก่า ร้าน Little La Cuisine จะอยู่ติดกับโรงหนัง  สามารถจอดรถหน้าร้านหรือด้านหลังร้านก็ได้มีลานจอดรถ ไปไม่ถูกถามชาวบ้านได้คะว่าโรงหนังปัวอยู่ตรงไหน  ร้านเป็นร้านเล็กๆ ติดแอร์ บรรยากาศสบาย  เจ้าของร้านและพนักงานก็น่ารักคะ

     

    DEW_1939

    DEW_1941

    DEW_1942

     

    เมนูทั้งหมดที่เราสั่งมาทาน ส่วนใหญ่จะเป็นสปาเก็ตตี้แบบต่างๆ เช่น สปาเก็ตตี้แซลมอน สปาเก็ตตี้เขียวหวาน  รวมถึงสเต๊กหมู ทุกคนคอนเฟริมเป็นเสียงเดียวกันว่าอร่อยมาก  รสชาติดีทานแล้วไม่รู้สึกเลี่ยน ส่วนเบเกอรี่และเครื่องดื่ม ก็เช่นกัน  ร้านนี้แนะนำเลยคะ ต้องมาทานให้ได้

     

    Little-La-Cuisine

    Little-La-Cuisine1

     

    14.00 น    ไหว้พระบรมสารีริกธาตุ ชมสถาปัตยกรรมของช่างน่าน  วัดพระธาตุเบ็งสกัด

    จากร้าน Little La Cuisine กลับมายังถนนสายหลักของเมืองปัว  ผ่านธนาคารกสิกรไทย กลับรถตรงเกาะกลางเลี้ยวซ้ายไปตามเส้นทาง 1256 จะเจอทางเข้าตรงข้ามโรงเรียนวรนครเข้าไป ประมาณ 200 เมตร และแยกซ้ายอีก 200 เมตร ใช้เวลาเดินทางไม่ถึง 10 นาที เรามาถึง  วัดพระธาตุเบ็งสกัด ความสำคัญของวัดนี้คือ นอกจากชมวิหารเก่าแก่ตามสไตล์ล้านนาแล้ว ยังมีองค์พระเจดีย์ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุซึ่งถือเป็นศูนย์รวมศรัทธาของชุมชน เป็นสถาปัตยกรรมของช่างน่าน วัดตั้งอยู่บนเนินสูงมองเห็นหมู่บ้านอยู่เบื้องล่าง ด้านหลังเป็นเนินเขา หากมาช่วงฤดูฝนจะมองเห็นนาข้าวเขียวขจีของหมู่บ้านเบื้องล่าง

     

     

    14.30 น    วัดร้องแง  ชมวิหารเก่าแก่ศิลปะไทลื้อ

    ในเส้นทางเดียวกันกับวัดพระธาตุเบ็งสกัด เรานั่งรถผ่านถนนที่เป็นถนนหนทางภายในหมู่บ้าน  ระหว่างทางจะได้เห็นภาพทุ่งนาเขียวขจีที่โอบล้อมด้วยขุนเขาทอดยาวไปไกลสุดตา จะสังเกตว่าบ้านเรือนในเมืองปัว บางบ้านถึงจะสร้างใหญ่โตแค่ไหนแต่ก็ยังคงความรูปแบบที่เรียบง่ายแบบล้านนาไว้ และส่วนใหญ่เกือบทุกหลังไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ก็จะตั้งอยู่แนบชิดกับทุ่งนาโ

     

    DEW_2005

    DEW_2020

     

    ขับรถมาเรื่อยๆผ่านสะพานปูน เห็นวิวข้างทางแล้วอดใจไม่ไหวต้องจอดรถลงมาเก็บภาพ เป็นเมืองที่สวยและธรรมชาติมากจริงๆ

     

    DEW_2022

    DEW_2023

    DEW_2027

    DEW_2033

     

    เก็บภาพจนพอใจ ขับรถไปต่อผ่านเข้ามาในตัวหมู่บ้านร้องแง ซึ่งเป็นสัญญาณบอกว่า เราใกล้ถึงวัดร้องแงกันแล้ว

     

    DEW_2044

     

    วัดร้องแง  วัดโบราณของอำเภอปัว มีวิหารเก่าแก่โดดเด่นและงดงามด้วยวิหารศิลปะไทยลื้อ โดยได้ขึ้นทะเบียนเป็นวัดเก่าแก่ ของเมืองน่าน  ลักษณะของวิหารหน้าบันเป็นลายพันพฤกษา วิหาร มีหลังคาคลุมต่ำ วัดร้องแงได้รับพระราชทานจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี เป็นรางวัลอาคารอนุรักษ์ศิลปะ สถาปัตยกรรมดีเด่น ประเภทปูชนียสถานและวัดวาอาราม โดยสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ และได้รับรางวัล อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ครั้งที่7 ประเภทแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมดีเด่น

     

    ภายในวิหารมีพระประธานปางมารวิชัย ผนังหลังองค์พระมีจิตรกรรมเรื่องพุทธประวัติและมีราชชาดก ฝีมือของช่างพื้นถิ่น

     

     

    ด้านหน้าวัดมีทางเดินผ่านทุ่งนาไปยัง หอเทพญารินทร์เจ้าหลวงช้างเผือกงาเขียว ซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลกัน  ในช่วงฤดูทำนา วิวระหว่างทางเดินเห็นวิวทุ่งนาแทรกไปกับบ้านของชาวบ้าน

     

     

    เจ้าหลวงช้างเผือกงาเขียว  เป็นบรรพบุรุษของชาวไทลื้อบ้านร้องแง จากคำบอกเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่ที่เล่าสืบต่อกันมาว่า  เจ้าหลวงช้างเผือกงาเขียว เดิมเป็นเจ้าเมืองรินทร์อยู่แคว้นสิบสองปันนาและได้ติดตามพญาแสนแก้ว กษัตริย์แคว้นสิบสองปันนามาทำสงคราม แล้วได้พาแม่ทัพนายกองและบริวารอพยพหนีข้าศึกมาตั้งเรือนใกล้แม่น้ำที่อุดมสมบูรณ์ซึ่งเป็นที่ตั้งของปัวในปัจจุบัน แต่ข้าศึกก็ยังตามมาราวีอีก เจ้าหลวงช้างเผือกงาเขียวจึงได้เกณฑ์กำลังพลเพิ่มเติมต่อสู้กับข้าศึกจนถอยร่นและพ่ายแพ้ไปในที่สุด ครั้นเมื่อเจ้าหลวงถึงแก่กรรมจึงได้มีการสร้างหอและอนุสาวรีย์ไว้เป็นที่สักการะบูชา

     

    DEW_2061

    DEW_2077

     

    ด้านหลังหอเจ้าหลวงสามารถเห็นวิวทุ่งนาได้แบบกว้างไกลซึ่งงดงามมาก ภาพที่่ถ่ายมายังไม่สามารถถ่ายทอดความงามได้เหมือนกับที่ตาเห็น นี่แหละความเป็นธรรมชาติของปัวในแบบที่ฉันหลงรัก

     

    DEW_2065

    DEW_2070

     

    16.00 น    มองภูเขา ชมวิวนาข้าว  บ้านตานงค์ โฮมสเตย์

    เที่ยวมาตลอดทั้งวัน เริ่มอ่อนล้า มาถึงเวลาที่เรารอคอยเพื่อจะเข้าไปเช็คอิน พักผ่อน ยังที่พักสุดเลิศของเราในคืนนี้  บ้านตานงค์ โฮมสเตย์  ชมภาพรีวิวฉบับเต็ม คลิ๊ก  บ้านตานงค์โฮมสเตย์

     

     

    บ้านตานงค์  โฮมสเตย์  บ้านพักสีเหลืองอ่อนพาสเทลโดดเด่นกลางทุ่งนา รายล้อมด้วยภูเขารอบด้านในบรรยากาศอันเรียบง่ายและเงียบสงบ  บ้านหลังนี้ชื่อว่าเฮือน country  บ้านหลังใหญ่ซึ่งต้องเรียกว่าเป็นหลังไฮไลต์ มีทั้งหมด  3  ชั้น 3 ห้องนอน  พักได้ห้องละ 2 คน รวม 6 คน และสามารถเสริมที่นอนได้ ราคาตอนที่จองคือ ห้องละ 500 บาท และทราบมาว่าตอนนี้ขึ้นเป็น 700 บาท แล้ว  หากเสริมคิดราคาคนละ 100 บาท  แต่ละห้อง มีแอร์ ทีวี ตู้เย็น เครื่องทำน้ำอุ่น  ห้องน้ำในตัว  ราคานี้ไม่รวมอาหารเช้าและเย็น  หากใครต้องการมาชมบรรยากาศนาข้าวสีเขียวเต็มท้องทุ่งให้มาในช่วงกลางเดือนกันยายน – ต้นตุลาคม  หากอยากชมท้องทุ่งสีทองให้มาในช่วงกลาง-ปลายเดือนตุลาคม  ทั้งนี้ก่อนเดินทางเช็คกับทางที่พักอีกครั้งก็จะดีคะ

     

     

    บ้านพัก มีระเบียงชมวิวและที่นั่งเล่นส่วนกลาง สไตล์ของบ้านตกแต่งเรียบง่ายมีมุมพักผ่อนน่ารักชวนให้นึกถึงบ้านตากอากาศในละคร ภายในห้องเมื่อเปิดเข้าไปถึงกับร้องว้าวน่านอนมาก ผ้าม่านลายดอกไม้น่ารักให้อารมณ์หวานแหวว ได้กลิ่นอายของความเป็นวินเทจนิดๆ ซึ่งไม่ได้คิดว่าจะมาเจอภาพห้องพักดีไซน์แบบนี้ในโฮมสเตย์กลางทุ่งนา  สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม รวมถึงช่องทางติดต่อ สามารถเข้าไปได้ที่เว็บไซต์  http://www.homestay-tanong.com/

     

     

    ทางเดินสู่ห้องพักชั้น 3

     

     

    เดินเล่นชมวิวนาข้าวรอบบ้าน

     

     

    พระอาทิตย์เริ่มคล้อยต่ำบรรยากาศของแสงสีทองก็เริ่มเข้ามาให้เราเห็น น้องกลุ่มนี้กำลังชื่นชมวิวและสนุกกับการถ่ายภาพ  นอกจากกลุ่มเราน้องเป็นนักท่องเที่ยวอีกกลุ่มที่พักอยู่บ้านตานงค์ หลังจากพูดคุยกันทราบว่าขับรถมาจากเชียงใหม่มุ่งตรงมาเพื่อพักผ่อนที่นี่เลยทีเดียว

     

     

     

    วันที่สอง 6.00 น. ตื่นมาชมวิวยามเช้าหน้าที่พัก

    เช้าวันใหม่ เราตื่นมาประมาณ 7 โมง เพื่อมารอต้อนรับบรรยากาศแบบนี้ ยืนมองจากระเบียงหน้าบ้านสายหมอกบางคลอแสงอุ่น คงไม่มีอะไรจะต้องอธิบายอีกแล้วว่าฟินมากขนาดนั้น เป็นที่พักที่เรารู้สึกว่า ไม่น่าจะเรียกว่าโฮมสเตย์ เพราะบ้านพักดีเลิศ พักผ่อนนอนสบาย พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบ บ้านพักสไตล์นี้จริงแล้วน่าจะตั้งอยู่ในเมืองมากกว่า แต่กลับกลายเป็นว่ามาอยู่กลางทุ่งนาได้แบบลงตัว  ตอนนี้ทราบมาว่าเริ่มฮอตมากต่อไปโฮมสเตย์บ้านตานงค์ คงเป็นที่พักราคาหลักร้อยที่เสาร์ อาทิตย์ จองยากที่สุดในประเทศไทยอีกแห่งหนึ่ง เหมือนกับบ้านระเบียงดาว เชียงใหม่

     

     

    เช้าที่แสนอบอุ่นแบบนี้ เราไม่รอช้าที่จะหนีบจักรยานของที่พักซึ่งมีอยู่ 3-4 คัน ปั่นออกมารับอากาศบริสุทธิ์นอกบ้านตามถนนที่รายล้อมด้วยท้องนา  แสงอาทิตย์เริ่มสาดส่องมากขึ้นกระทบกับยอดน้ำค้างบนยอดข้าว

     

     

    ความสุขท่ามกลางความเขียวและอากาศที่แสนบริสุทธิ์ของอำเภอปัว   โฮมสเตย์บ้านตานงค์  คงต้องใช้ประโยคที่มักใช้กันอยู่เสมอว่า เป็นความสุขในราคาหลักร้อย แต่สิ่งที่ได้รับมันเกินร้อยไปมากเลยทีเดียว

     

     

    09 .00 น. ทักทายต้นดิกเดียม  ที่วัดปรางค์  

    วัดปรางค์ ตั้งอยู่ในอำเภอปัว จังหวัดน่าน สิ่งที่น่าสนใจในวัดนี้ที่ทำให้ผู้คนหลั่งไหลมาชมคือ ต้นดิกเดียม ต้นไม้มหัศจรรย์ ผิดธรรมชาติ แค่เห็นเป็นต้นไม้หันหลังให้แดดหันหน้าเข้าวัดก็แปลกเหลือหลายอยู่แล้ว แต่ใครจะเชื่อว่าต้นไม้ ประหลาดต้นนี้เป็นต้นอารมณ์ขัน ใบไม้จะไหวสั่นทุกครั้งที่ถูกคนสัมผัส จนได้รับแต่งตั้งให้เป็น 1 ใน UNSEEN THAILAND   การเดินทางจาก อ.ปัว ใช้ถนนข้างงร้านสุเกียวพานิช พบสามแยกให้เลี้ยวซ้ายพบวัดปรางค์ทางขวามือ

     

     

    10 .00 น. ชมวัดศิลปะไทลื้อ ที่หาชมได้ยาก วัดบ้านต้นแหลง

    วัดบ้านต้นแหลงตั้งอยู่เส้นทางเดียวกับวัดปรางค์ ห่างกันไม่ไกลมาก จากวัดปรางค์ขับตรงไปยังตลาดเก่าประมาณ 1 กม. เลี้ยวขวาไปราว 1.5 กม. จะพบทางแยกซ้ายก่อนข้ามสะพาน ปากทางนี้มีป้ายบอกไปบ้านต้นแหลง ไปอีกราว 1 กม.จะถึงวัด  เป็นอีกหนึ่งวัดที่แสดงออกถึงความงดงามของวัฒนธรรมไทลื้อที่หาชมได้ยากในปัจจุบัน ลักษณะของวิหารทรงตะคุ่มหลังคาลาดต่ำซ้อนกัน ๓ ชั้น ลักษณะเดียวกับบ้านเรือนแบบเดิมของชาวไทลื้อแถบสิบสองปันนา ประตูทางเข้าตั้งอยู่ทางทิศตะวันออก ด้านหน้ามีสิงปั้นคู่นั่งเฝ้าอยู่  วัดต้นแหลงได้รับรางวัลอาคารอนุรักษ์สถาปัตยกรรมไทล้านนา ที่สมควรได้รับการเผยแพร่ ประปี 2552 ประเภทอาคารทางศาสนา จากสมาคมสถาปนิกสยามฯ

     

     

    11 .00 น. เที่ยวฟาร์มเห็ดบ้านหัวน้ำ ชิมพิซซ่าเห็ด  ชมวังศิลาแลง

    ฟาร์มเห็ดบ้านหัวน้ำ ( บ้านผาเก๊าะน้ำกูน) ห่างจากตัวอำเภอประมาณ 20  นาที ซึ่งไม่ถือว่าไกลมาก ใช้เส้นทางเดียวกับวัดภูเก็ต ซึ่งมีป้ายบอกตลอดทาง  เป็นอีกหนึ่งที่พักที่เหมาะ ไปสูดโอโซน มองวิวทุ่งนากว้างไกลได้แบบเต็มอิ่มจากหน้าที่พักในบรรยากาศแบบส่วนตัว   นอกจากนี้ยังเปิดให้บริการเป็นร้านอาหารอีกด้วยเมนูส่วนใหญ่เน้นไปทางเมนูเห็ดทั้งหลาย เนื่องจากที่นี่ คือ ฟาร์มเห็ดที่ผลิตเชื้อเห็ดที่ใหญ่ทันสมัยและครบวงจรที่สุดแห่งหนึ่งของอำเภอปัวและของจังหวัดน่าน  เลยมีการนำเห็ดมาเป็นส่วนประกอบของเมนูต่างๆ  ใครที่มาถึงปัวถึงแม้ไม่ได้มาพักค้างคืนก็ไม่ควรพลาดมาลิ้มลองสารพัดเมนูเห็ดและพิซซ่าแสนอร่อยเมนูขึ่นชื่อของที่นี่

    รีวิวและภาพฉบับเต็ม คลิ๊ก ฟาร์มเห็ดบ้านหัวน้ำ 

     

     

    ร้านอาหารเป็นบ้านไม้ 2 ชั้น ร่มรื่นไปด้วยต้นไม้ต่างๆ อีกสิ่งหนึ่งที่วิเศษที่สุด คือ วิวด้านหน้าเป็นภาพทุ่งนากว้างไกล มองแล้วผ่อนคลายสบายตา ซึ่งในส่วนของที่พักจะตั้งอยู่ไม่ไกลกันมองเห็นวิวทุ่งนาได้จากห้องพักเช่นกัน

     

     

    มีเครื่องดื่มทั้งร้อนและเย็นให้บริการ สั่งโกโก้มาทานต้องขอบอกว่าอร่อยมากได้รสชาติเข้มข้นของความเป็นโกโก้แท้ๆ ปกติทานโกโก้เย็นตามร้านกาแฟมาร้านแห่งทั้งแบบราคาแพงและถูก  บอกได้เลยว่าโกโก้ที่นี่อร่อยที่สุดอารมณ์เหมือนกำลังกินผงโกโก้แท้  แถมราคาก็ไม่แพงด้วย แก้วละ 45 บาทเท่านั้น  ส่วนกาแฟเพื่อนร่วมทริปก็บอกว่าอร่อยเช่นกัน สรุปเครื่องดื่มผ่านทั้งรสชาติและราคา

     

     

    เมนูแนะนำอันดับแรกที่ต้องสั่งคือ พิซซ่าเห็ด เป็นเมนูขึ้นชื่ออันดับหนึ่งของที่นี่เลย เรียกว่าเป็นเมนูในตำนาน  พิซซ่าแป้งบางกรอบอร่อย โรยหน้าด้วยเห็ดหอม เห็ดเข็มทอง และชีส ซึ่งหอมมากมาก รสชาติ คือ อร่อยดีงามมากที่สุด ไม่ต้องใส่ซอสเพิ่มก็อร่อย  โดยปกติเป็นคนไม่ชอบทานพิซซ่าเท่าไหร่เพราะรู้สึกว่าเลี่ยน แต่พิซซ่าหน้าเห็ดของที่นี่ทานแล้วไม่รู้สึกแบบนั้นเลยคะ อยากจะเบิ้ลต่ออีกซักสองสามชิ้น

     

     

    ส่วนเมนูอื่น เช่น  เห็ดหอมทอดซีอิ้ว เห็ดออริจิผัดกุ้ง  ยำสามเห็ด   ต้มยำปลาคังใส่เห็ด ปลาทับทิมทอด รสชาติก็อร่อยทุกเมนูเช่นกันคะ มาทานแล้วรับรองเลยว่าไม่ผิดหวังแน่นอน ได้ทานอาหารอร่อยๆ แถมได้มองวิวนาข้าวสีเขียวที่อยู่เบื้องหน้าไปด้วย คงไม่มีอะไรจะฟินไปกว่านี้แล้ว

     

    Untitled-1

     

    อิ่มท้องกันเรียบร้อยแล้ว  ไม่ไกลจากฟาร์มเห็ดบ้านหัวยน้ำ เป็นที่ตั้งของสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจอีกแห่งหนึ่งของอ.ปัว คือ วังศิลาแลง ห่างกันประมาณ 500 เมตรเท่านั้น สามารถเดินจากที่พักไปได้เลย หรืออาจจะขับรถลงไปอีกนิดก็ทุ่นแรงไปได้เยอะ  สามารถนำรถไปจอดตรงฝายเก็บน้ำจากนั้นเดินต่อไปอีกไปประมาณ  100 เมตร เส้นทางเดินผ่านป่าเป็นทางดินแคบรกซักนิดหน่อย

     

     

    วังศิลาแลง ได้รับการขนานนามให้เป็น “แกรนด์แคนยอนเมืองปัว”  มีลักษณะเป็นธารน้ำไหลผ่านซอกหินผาที่มีลำน้ำกูนไหลผ่านและกัดเซาะจนเป็นร่องรอยตามการหมุนวนของน้ำ ประกอบด้วยวังน้ำและโตรกผาเป็นช่วงๆ โดยมีวังน้ำประมาณ 7 วัง รวมระยะทางมากกว่า 400 เมตร ในช่วงฤดูแล้งสีน้ำจะใสมองเห็นความสวยงามของวังน้ำและโตรกผาได้อย่างชัดเจนและสามารถเล่นน้ำได้ แต่เรามาเที่ยวในฤดูฝนน้ำเลยจะขุ่นและไหลเชี่ยวไปซักหน่อย วังศิลาแลงที่เรามาชมจะเป็นในส่วนต้นๆคะ ชาวบ้านบอกว่าถ้าเดินเข้าไปอีกจะมีให้ชมอีก แต่ดูจากระยะทางเดินที่เป็นป่ารกและค่อนข้างชันแล้ว  เราเลยเลือกชมความงามอยู่แค่จุดแรกน่าจะโอเค

     

     

    จบการเดินทางที่เมืองปัว  ขออนุญาตหยิบบทกลอนของแฟนเพจท่านหนึ่ง คุณ ชัยธวัช กวีเมืองตราด ที่มาโพสต์ไว้ในเพจไป อ่านแล้วรู้สึกว่า นี่แหละ คือ เมืองปัวที่เราหลงรัก  “ ท้องขจี เขียวทุ่ง แปลงคันนา สุดลูกตา ฟ้าไกล ไพรเมฆมัว อำเภอหนึ่ง ซึ่งงาม นามว่าปัว ถ้าได้ทัวร์ ชัวร์ว่ารัก มักเมืองปัว”

     

     

     

    Tags : , , , , , , , ,

    บทความที่เกี่ยวข้อง

    3 Responses to “หลงรัก..เมืองปัว”

    1. ไปแอ่วบ่อเกลือ ดอยภูคาแนะนำรถโดยสารเน้อจ้าว ถ้าใครไม่คุ้นเส้นทาง ขับรถเองอันตราย โทรหารถโดยสารเบอร์นี้เลยจ้าว 0898356884

    2. กาลาง กค 59 เริ่มทำนาข้าวหรือยังคะ

    3. ขอบคุณสำหรับบทความ และการนำเที่ยว ที่จัดทำได้ดีมากครับ จะเก็บไว้เป็นข้อมูลในการท่องเที่ยว ภาพสวย ให้รายละเอียดที่พัก และทางเลือก และข้อมูลทางวัฒนธรรม อ่านเพลินมาก ยอดเยี่ยมครับ

    Leave a Reply

    บทความล่าสุด

    บทความแนะนำ

    รวมที่พัก