• 2 วัน 1 คืน เที่ยวบุรีรัมย์ เมืองแห่งความรื่นรมย์

    บุรีรัมย์  ความรู้สึกที่มีต่อจังหวัดนี้  คือ อยากไปเที่ยวปราสาทหินพนมรุ้งจัง อยากไปแค่นี้ เพราะนอกจากปราสาทหินก็ยังไม่รู้สึกว่าที่นี่มีอะไรที่น่าสนใจและโดดเด่นที่ทำให้เราถึงขนาดตั้งเป้าหมายว่าต้องไปให้ได้ แต่สิ่งที่คิดไว้กลับไม่เป็นเช่นนั้น  เราลองเข้ามาทำความรู้จัก ลองสืบค้นเรื่องราว ค้นหาที่เที่ยวในจังหวัดนี้ในแบบที่อยากตั้งใจจะเที่ยวเจาะลึกจริงๆ และได้ลองก้าวเท้าเข้ามาเที่ยวที่บุรีรัมย์ เราจะมีความรู้สึกสนุกและมีความสุขเกิดขึ้นได้อย่างแปลกประหลาดในแบบที่ไม่คิดว่าเกินคาดหมายไม่คิดว่าจะได้รับจากจังหวัดนี้ สมกับความหมายของชื่อ บุรีรัมย์  เมืองแห่งความรื่นรมย์ เป็นเมืองที่น่าอยู่สำหรับคนในท้องถิ่นและเป็นเมืองที่น่ามาเยือนสำหรับคนต่างถิ่น

     

    cover

     

    สำหรับการเดินทางมาที่เมืองบุรีรัมย์ สามารถเดินทางได้ทั้งรถส่วนตัว รถโดยสาร เครื่องบิน แล้วแต่ความสะดวกของแต่ละคน  เราใช้เวลา 2 วัน 1 คืน โดยเน้นเที่ยวในตัวเมืองและสถานที่ใกล้เคียงและขึ้นชื่อของจังหวัดเพราะยังไม่เคยเที่ยวที่นี่มาก่อน ส่วนการสัญจรไปมาภายในตัวเมืองมีรถท้องถิ่นให้บริการแต่ต้องบอกว่านานๆ ทีจะมาซักคัน เพราะฉะนั้นการเดินทางภายในตัวจังหวัดที่สะดวกที่สุดในกรณีที่ไม่ได้มีรถส่วนตัวมา คือ เช่ารถขับเที่ยวเองหรือไม่ก็ใช้บริการรถแท๊กซี่เซอร์วิสเหมาตามระยะทางที่เดินทาง สำหรับเราไม่อยากขับรถเองเลยเลือกใช้บริการแท็กซี่ที่ทางโรงแรมหามาให้ เป็นรถโตโยต้า อเวนซ่า คนขับ คือ พี่เปี๊ยก ซึ่งเป็นคนพื้นที่และเชี่ยวชาญในเส้นทางและสามารถแนะนำเราได้ในหลายๆ เรื่อง ไม่ต้องไปงมหาเส้นทางเอง ตลอด 2 วัน 1 คืน ที่เราอยู่ในตัวเมืองก็ใช้บริการตลอด หากใครสนใจสามารถติดต่อได้ที่เบอร์ 084 301 0484  การเริ่มต้นเที่ยวบุรีรัมย์ในวันแรกต้องบอกว่าเราเที่ยวตามคำขวัญของจังหวัด เริ่มแต่เช้าตรู่ประมาณ 8 โมง โปรแกรมการเดินทาง คือ ปราสาทพนมรุ้ง ปราสาทเมืองต่ำ ผ้าทอภูอัคนี เขากระโดง โดยพี่เปี๊ยกคิดราคาเหมารถทั้งวันในราคา 2000  บาท รวมน้ำมันแล้ว

     

    1 DEW_6480

     

    ปราสาทพนมรุ้ง  ตั้งอยู่ในอำเภอเฉลิมพระเกียรติ  ห่างจากตัวเมืองประมาณ 77 ก.ม.  ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง เรามาถึงปราสาทประมาณ 9 โมงเช้า  มาเที่ยวที่นี่แนะนำควรมาในช่วงเช้าก่อน 10 โมงเพราะอากาศไม่ร้อนและถ่ายภาพปราสาทได้แบบไม่ย้อนแสง เมื่อไปถึงปราสาทพนมรุ้งสามารถขึ้นได้ 2 ทาง คือ ด้านหน้าปราสาทโดยจอดรถไว้ที่ลานจอดรถแล้วเดินขึ้นบันไดไปประมาณ 400 เมตร และอีกทางคือด้านหลังตัวปราสาทต้องนำรถขึ้น โดยเสียค่าบริการ แล้วเดินขึ้นไปนิดเดียวประมาณ 100 เมตร ซึ่งจะเดินน้อยกว่าขึ้นด้านหน้าแต่เสียค่ารถเข้าคันละ 50 บาท

     

     

    อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง หรือปราสาทหินพนมรุ้ง เป็นหนึ่งในปราสาทหินในกลุ่มราชมรรคคา  เป็นโบราณสถานที่ตั้งอยู่บน เขาพนมรุ้ง  ซึ่งตั้งอยู่บนยอดภูเขาไฟที่ดับสนิทแล้ว สูงประมาณ 200 เมตรจากพื้นราบ เคยเห็นแต่ภาพปราสาทตามภาพถ่ายไม่คิดว่าของจริงจะงดงามมากขนาดนี้ ทั้งลวดลายการแกะสลักและการวางผังรูปแบบในการก่อสร้าง  มีบันไดพญานาคหน้าปราสาทตามแบบฉบับของปราสาทขอมและมีสระน้ำบึงบัวอยู่ด้านหน้า

     

     

    ภายในมีตัวปราสาทประธาน ตั้งอยู่ตรงศูนย์กลางของลานปราสาทชั้นใน มีแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสย่อมุมมณฑป มีลวดลายแกะสลักโบราณบนหน้าบันและทับหลัง

     

     

    ทับหลังนารายณ์บรรทมสิน อันลื่อชื่อ หลังจากมีข่าวดังคึกโครมเมื่อหลายสิบก่อนว่าถูกโจรกรรมไปอยู่ไกลถึงประเทศอเมริกา สุดท้ายแล้วก็ถูกนำกลับคืน มันยังประเทศไทยมาไว้ที่หน้าบันประตูของปราสาทประธานเช่นเดิม

     

     

    ข้างปราสาทประธาน คือ ปรางค์น้อย

     

     

    อีกหนึ่งปราสาทที่ไม่ควรพลาดเมื่อมาถึงบุรีรัมย์ ซึ่งต้องเรียกว่าอยู่เคียงคู่กับปราสาทพนมรุ้ง คือ ปราสาทเมืองต่ำ ซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลกันห่างกันเพียงแค่ 8 ก.ม. ใช้เวลาเดินทางไม่ถึงครึ่งชั่วโมงเท่านั้น  ปราสาทเมืองต่ำ  ตั้งอยู่ในบริเวณบ้านโคกเมือง ตำบลจระเข้มาก  อำเภอประโคนชัย

     

     

    ปราสาทหินเมืองต่ำมีรูปแบบที่แตกต่างจากปราสาทแห่งอื่นๆ ที่จะมีปรางค์องค์ใหญ่ตรงกลางและล้อมรอบด้วยปรางค์ขนาดเล็กกว่าทั้ง 4 มุม ลักษณะเป็นกลุ่มปราสาทอิฐ 5 องค์ ตั้งอยู่บนศิลาแลงอันเดียวกัน เรียงเป็น 2 แถวตามแนวทิศเหนือใต้ แถวหน้า 3 องค์ องค์กลางมีขนาดใหญ่กว่าปรางค์อื่น ส่วนแถวหลังมีปรางค์อิฐจำนวน 2 องค์ วางตำแหน่งให้อยู่ระหว่างช่อง ของปรางค์ 3 องค์ ในแถวแรกทำให้สามารถมองเห็นปรางค์ทั้ง 5 องค์ พร้อมกันโดยไม่มีองค์หนึ่งมาบดบัง

     

     

    มีสระน้ำ 4 สระ ล้อมรอบระเบียงคดมีลักษณะเป็นรูปตัวแอล ก่อสร้างด้วยศิลาแลงเป็นขั้นบันไดลงไปถึงก้นสระ ขอบสระด้านบนแกะสลักด้วยหินทรายเป็นลำตัวนาค ที่มุมสระสลักเป็นนาค 5 เศียร สระน้ำทั้ง 4 สระนี้ เชื่อว่าใช้เพื่อประกอบพิธีกรรมทางศาสนา และแสดงถึงมหาสมุทรทั้ง 4 ที่ ล้อมรอบเขาพระสุเมรุตามคติพราหมณ์ ความโดดเด่นที่สำคัญอีกอย่างคือ นาคที่ขอบสระทั้ง 4 เป็นนาคแบบเศียรโลนไม่มีแผงรัศมีซึ่งเป็นศิลปะแบบบาปวนอย่างแท้จริง

     

     

    นอกจากนี้วัสดุส่วนหนึ่งจากโบราณสถาน และโบราณวัตถุของปราสาทเมืองต่ำพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้ทรงนำมา เป็นส่วนประกอบในการทำพระเครื่อง ที่เรียกว่า “พระสมเด็จจิตรลดา” อีกด้วย

     

     

    เที่ยวปราสาทหิน ตามคำขวัญที่ว่า คือ เมืองปราสาทหินไปแล้ว คำขวัญต่อไป ผ้าไหมสวย ซึ่งในที่นี้หมายถึง ผ้าทอภูอัคนี หรือ ผ้าย้อมดินภูเขาไฟ สินค้าโอท๊อป หนึ่งเดียวในบุรีรัมย์ ซึ่งตั้งอยู่ใน หมู่บ้านเจริญสุข  อำเภอเฉลิมพระเกียรติ

     

     

    ผ้าทอภูอัคนี  เกิดจากภูมิปัญญาชาวบ้าน ที่ได้นำวัตถุดิบจากธรรมชาติ ที่หาได้ในท้องถิ่นมาประยุกต์ใช้ โดยเป็นกรรมวิธีในการย้อมสีผ้าให้ออกมามีสีสวยงามอย่างมีเอกลักษณ์ ด้วยการนำผ้าฝ้ายหรือผ้าไหม ไปย้อมกับดินภูเขาไฟ หนึ่งในวัตถุดิบสำคัญที่หาได้ไม่ยากเพราะหมู่บ้านเจริญสุขนั้น ตั้งอยู่ใกล้กับ “เขาพระอังคาร” ซึ่งเป็นภูเขาไฟเก่าแก่ที่ดับ แล้ว 1 ใน 6 ลูกของจังหวัดบุรีรัมย์ ดินบริเวณนี้จึงอุดม ด้วยแร่ธาตุจากลาวาภูเขาไฟที่ปะทุออกมาในอดีต ซึ่งนอกจากเป็นประโยชน์ ในการเพาะปลูกแล้ว ชาวบ้านเจริญสุขยังคิดค้นวิธีการนำดินเหล่านี้มาใช้ย้อมผ้าอีกด้วย จากการค้นพบทรัพย์จากผืนดิน ถูกนำมาผสมผสานภูมิปัญญาของบรรพบุรุษ จนกลายเป็นผลิตภัณฑ์สร้างชื่อ มีเอกลักษณ์ด้านสิ่งทอที่มีชื่อว่า ผ้าภูอัคนี ที่ผ่านการผสมผสานจากผ้าฝ้ายสีขาว เปลี่ยนเป็นสีดินน้ำตาลอ่อนกับน้ำตาลแดง แบบดินภูเขาไฟ

     

     

    ขั้นตอนการย้อมเริ่มต้นจากการนำดินภูเขาไฟ ใกล้ๆ กับเขาพระอังคารมา และนำมาคัดเศษผงที่เจือปนออก หลักจากนั้นก็นำไป ผสมกับน้ำในอัตราส่วน ดินภูเขาไฟ 3 กิโลกรัมต่อ น้ำเปล่า 10 ลิตร ก็จะได้น้ำดินภูเขาไฟที่มีสีน้ำตาล สำหรับขั้นตอนนี้หากอยาก ได้ผ้าสีเข้มก็ผสมน้ำให้น้อยลง หากอยากได้สีอ่อนก็ผสมน้ำให้มากขึ้น ขั้นตอนต่อไปคือ ขั้นตอนการย้อมสีผ้า โดยจะนำผ้าฝ้าย หรือผ้าไหมที่ต้องการย้อมสีและจะใช้ผ้าน้ำหนัก 1 กิโลกรัม ในการย้อมแต่ละครั้ง นำผ้าลงไปแช่ในน้ำดินภูเขาไฟที่เตรียมไว้ โดยจะใช้เวลาในการแช่ผ้าทิ้งไว้ประมาณ 8-10 ชั่วโมง ก็จะได้ผ้าสีน้ำตาลเย็นตา สีสันสวยงามตามที่ต้องการ หลักจากนั้นก็จะนำผ้า ที่ได้ไปล้างน้ำให้สะอาด แล้วนำไปตากที่ราวและยืดให้ตรงและหมู่บ้านเจริญสุขแห่งนี้ ก็ยังมีภูมิปัญญาที่จะรักษาสีผ้าให้คงทนด้วยเช่นกัน นั้นคือการนำผ้าที่ได้จากการย้อมดินภูเขาไฟไปต้มกับ “น้ำเปลือกต้นประดู่” ซึ่งก็เป็นอีกหนึ่งภูมิปัญญาชาวบ้าน ในการนำ วัตถุดิบที่หาได้จากท้องถิ่นมาใช้ให้เกิดประโยชน์ขั้นตอนการนำผ้าเเช่น้ำเปลือกประดู่ต้ม ให้ฟังอีกว่า “นำเปลือกต้นประดู่มาต้มในน้ำ ซึ่งน้ำต้มจะต้องร้อนแต่ไม่ให้เดือดจนเกินไป หลังจากนั้นนำผ้าที่ต้องการลงไปแช่ประมาณครึ่งชั่วโมง ขั้นตอนนี้จะเป็นการป้องกันการตกส อีกทั้งในน้ำเปลือกต้นประดู่ ก็ยังมียางและสีที่คล้ายกับสีดินภูเขาไฟ จึงเป็นการเคลือบสีไปในในตัว ผ้าที่ได้จึงเงางามยิ่งขึ้นและไม่ตกสี

     

     

    เปลือกประดู่

     

     

    หลังจากผ่านกระบวนการต่างๆแล้ว ก็กลายมาเป็นผลิตภัณฑ์ผ้าทอ ไม่ว่าจะเป็นผ้าพันคอ หรือ เสื้อผ้า  ปกติเจอสินค้าโอท๊อปประเภทผ้าพันคอมาหลายแห่ง แต่มาสะดุดตาต้องใจกับ ผ้าภูอัคนี หรือผ้าย้อมดินภูเขาไฟ ของบุรีรัมย์ ที่หมู่บ้านเจริญสุข ได้ยินชื่อเสียงมานานมีโอกาสได้ไปเห็นของจริง เนื้อผ้านิ่มและมีลวดลายที่สวยงามมาก ผืนละแค่ 150 บาท เท่านั้นค่ะ รับรองเลยถ้าใครได้เห็นและสัมผัสเนื้อผ้า ต้องเสียเงินซื้อกลับบ้านมาใช้เองและเป็นของฝากหลายผืนทีเดียว

     

     

    เกือบบ่ายสองโมงเริ่มหิวแล้ว ก่อนกลับเข้าไปยังตัวเมือง เราวิ่งไปทางอำเภอนางรอง มีอีกหนึ่งร้านอาหารแนะนำตั้งอยู่ติดถนนสายหลัก ชื่อ ว่าร้านครัวบ้านเสาะ เป็นร้านที่ขายอาหารตามสั่งหลากหลายเมนู ทั้งอาหารจานเดียว และไก่ย่างส้มตำ ปลาช่อนเผาเกลือ ปลาช่อนจิ้มแจ่ว ต้มยำไก่บ้านมะขาม ซึ่งนอกจากเป็นร้านอาหารแล้วยังเปิดให้บริการที่พักด้วย

     

    29 DSC_6693

    30 DSC_6698

     

    ต้องบอกว่าเราไปทานอาหารตามร้านอาหารชื่อดังในตัวเมืองบุรีรัมย์ที่เค้าว่าอร่อยหนักหนาหลายร้าน แต่สุดท้ายแล้วแอบผิดหวังกับรสชาติ โดยเฉพาะความคาดหวังกับส้มตำที่คิดว่าเราต้องมาเจอรสชาติที่อร่อยตามแบบฉบับของอีสานแต่แล้วก็ไม่ใช่  สุดท้ายมาพบรักกับรสชาติส้มตำไกย่างที่ ร้านครัวบ้านเสาะ ต้องพูดเลยว่าถูกปากมาก ครบทุกรส ส่วนอาหารจานเดียวอย่างเช่น ผัดไท ก็ปรุงได้อร่อย พูดเลยว่าฟินทานจนอิ่มท้อง สำหรับใครที่สนใจมาทานร้านตั้งอยู่ตรงถนนสายหลักเส้นบุรีรัมย์-นางรอง รายละเอียดสามารถเข้าไปดูได้ที่เว็บไซต์ http://www.baansorresort.com/

     

    31 DSC_6684

    32 DSC_6692

     

    บ่ายสี่โมงเย็น เรามาจบทริปการเดินทางยังที่สุดท้าย ตามคำขวัญ นั่นก็คือ ถิ่นภูเขาไฟ ที่วนอุทยานเขากระโดง   ตั้งอยู่ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นปากปล่องภูเขาไฟที่ดับสนิทแล้วรอบ บริเวณปกคลุมด้วยป่าไม้ ที่อุดมสมบูรณ์ การขึ้นไปเขากระโดง ทำได้สองวิธี คือ เดินขึ้นบันไดจำนวน 297 ขั้น หรือ ขับรถขึ้นไปถึงยอดเขา สิ่งที่น่าสนใจในวนอุทยานเขากระโดง คือ  ปากปล่องภูเขาไฟเขากระโดงซึ่งดับสนิทแล้ว มีอายุประมาณ 3 แสนถึง 9 แสนปี   ปัจจุบันมีสภาพเป็นสระน้ำเป็นซากภูเขาไฟที่ยังคงสภาพดีและมีอายุน้อยที่สุดในประเทศไทยมีเส้นทางเดินชมรอบปล่องและมีสะพานแขวนให้ยืนชมจากมุมสูงได้อย่างชัดเจน

     

     

     

    บนยอดเขากระโดง เป็นที่ประดิษฐาน พระสุภัทรบพิตร พระพุทธรูปคู่เมืองซึ่งเป็นพระพุทธรูปก่ออิฐฉาบปูนขนาดใหญ่ หน้าตัก กว้าง 12 เมตร ฐานยาว 14 เมตร หันหน้าไปทางทิศเหนือ ภายในเศียรบรรจุพระธาตุ  จากจุดที่ตั้งขององค์พระสามารถมองเห็นทัศนียภาพของตัวเมืองบุรีรัมย์ได้

     

     

    วิหารรอยพระพุทธบาท  ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานรอยพระพุทธบาทจำลอง

     

     

    หินลอยน้ำ ซึ่งเกิดเป็นหินบะซอลล์ที่เกิดจากการระเบิดของภูเขาไฟ ดูด้วยตัวเหมือนจะเบาเพราะลอยน้ำแต่ถ้าลองจับขึ้นมาจริงๆ แม่เจ้าหนักได้เรื่องเลยทีเดียว

     

     

    อีกหนึ่งจุดที่สนุกสนานในเขากระโดง ก็คือ สิไหลเด้อ หรือสไลเดอร์ นั่นแหละ ที่เด็กๆจะชอบมาเล่นสไลดเดอร์ไหลลงไปข้างล่าง

     

     

    หลังจากตะลอนเที่ยวมาตลอดทั้งวัน รู้สึกเหนื่อยล้า ขอเข้าไปนอนพักที่โรงแรมกันก่อนแป๊บ ประมาณ 6 โมง กว่า เราก็นัดพี่เปี๊ยกคนเดิมมารับเรา เพื่อไปเดินเล่นยังถนนคนเดินเซราะกราว ถนนคนเดินขึ้นขื่อของบุรีรัมย์ แต่ก่อนที่จะไปถึงถนนคนเดิน คนท้องถิ่นได้แนะนำว่า ถ้ามาถึงตัวเมืองบุรีรัมย์ พลาดไม่ได้ ต้องไปยินกินลูกชิ้นที่หน้าสถานีรถไฟบุรีรัมย์ ซึ่งชาวบุรีรัมย์เรียกกันว่า ลูกชิ้นยืนกิน  ต้องเรียกว่าเหมือนเป็นเอกลักษณ์การกินลูกชิ้นของที่นี่ไปแล้ว มีหลายร้านเลือกทานได้ตามใจชอบ มีทั้งลูกชิ้นหมู ปลา ปูอัด  ไส้กรอก  สนนราคาขั้นต่ำไม้ละ 3 บาท

     

    40 DSC_6736

    41 DSC_6732

     

    วิธการกินลูกชิ้น คือ หยิบลูกชิ้นจากนั้นก็จิ้มน้ำจิ้ม ทานพร้อมผักเครื่องเคียง เช่น แตงกวา กะหล่ำ ยืนไป กินไป เมาท์ไปเพลิดเพลินอารมณ์  อ้ออย่าลืมนับไม่ด้วยค่ะว่าทานไปกี่ไม้แล้ว หากถามว่าร้านไหนอร่อย หลังจากที่ลองชิมมาทุกร้านแล้วก็คือ รสชาติไม่ต่างกันมาก น้ำจิ้มจะออกไปทางหวาน

     

    42 DSC_6725

    43 DSC_6724

     

    ไปต่อที่ ถนนคนเดินเซราะกราว  ซึ่งเป็นถนนคนเดินเป็นวัฒนธรรมที่เป็นอัตตลักษณ์ของชาวจังหวัดบุรีรัมย์ เปิดทุกวันเสาร์-อาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 17.00-22.00 น. ณ บริเวณหน้าจวนผู้ว่าราชการจังหวัด จัดขึ้นเพื่อให้ถนนคนเดินแห่งนี้เป็นลานบ้าน ลานวัฒนธรรม เป็นแหล่งให้ ประชาชนในจังหวัดบุรีรัมย์มาพบปะกัน โดยนำสินค้าผลผลิตในชุมชนมาจำหน่าย นำศิลปวัฒนธรรมที่ดีงามและน่าสนใจของแต่ละอำเภอมาแสดง

     

     

    โดยมีการจัดแสดงการสาธิตและจัดจำหน่ายสินค้า ผลิตภัณฑ์ ภูมิปัญญาต่างๆ ของฝากของที่ระลึก อาหารปรุงสำเร็จ ตลาดสีเขียว สินค้าเบ็ดเตล็ด และชมการแสดงศิลปหัตถกรรมที่เป็นเอกลักษณ์ของชาวจังหวัดบุรีรัมย์ รวมกว่า 359 บูธ ตลอดถนนพิทักษ์ หน้าจวนผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ ระยะทางยาวเกือบ 1 การเดินทางจากถนนจิระตรงมายังสี่แยกตลาดไนท์บาซาร์ บริเวณคลองละลม (คูเมืองโบราณลูกที่ 1)  ห่างจากสถานีรถไฟจังหวัดบุรีรัมย์ ประมาณ 500 เมตร

     

     

    เช้าวันที่สองในจังหวัดบุรีรัมย์ เราเรียกใช้บริการพี่เปี๊ยกมารับแต่เช้าเหมือนเดิม โดยปกติพี่เค้าจะคิดค่ารถต่อเที่ยว เที่ยวคือ 100- 300 บาท แล้วแต่ว่าไปตรงไหนบ้าง  โปรแกรมวันนี้  คือ ไปศาลหลักเมืองและสนามไอโมบาย บุรีรัมย์ ปกติเวลาที่เราเดินทางไปจังหวัดใด ถ้ามีโอกาสจะแวะไปไหว้ศาลหลักเมืองประจำจังหวัดนั้นๆ เพราะนอกจากจะเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แล้ว ศาลหลักเมืองบางแห่งยังสวยงามด้วยสถาปัตยกรรมที่แสดงให้เห็นถึงเอกลักษณ์ของจังหวัด ที่ศาลหลักเมืองบุรีรัมย์ก็เช่นกันสร้างโดยอิงรูปแบบเป็นศิลปะขอมโบราณที่เลียนแบบมาจากปราสาทหินพนมรุ้ง เพื่อเป็นการบ่งบอกเอกลักษณ์และตัวตนของคนชาวบุรีรัมย์ ได้อย่างชัดเจน

     

     

    ความแปลกประการหนึ่งคือ เสาหลักเมืองบุรีรัมย์มีอยู่ 2 ต้น มีข้อสันนิษฐานว่า เสาต้นที่ 1 (ต้นเอียง) เป็นเสาหลักเมืองที่ตั้งขึ้นเมื่อสร้างเมืองแปะ ส่วนเสาหลักเมืองต้นที่ 2 น่าจะเป็นเสาหลักเมืองที่ตั้งขึ้นเมื่อมีฐานะเป็น จังหวัดบุรีรัมย์และสร้างใกล้ชิดติดกัน

     

     

    ด้านข้างศาลหลักเมืองยังมีศาลเจ้าจีน เพื่อให้ชาวไทยเชื้อสายจีนได้มากราบไหว้ในบริเวณเดียวกัน บริเวณศาลหลักเมืองแห่งนี้ เคยเป็นจุดที่สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชได้ใช้เป็นจุดพักรบ และเห็นว่าบริเวณนี้เป็นทำเลที่เหมาะสม มีสระน้ำ มีต้นแปะ ขนาดใหญ่ เลยโปรดเกล้าให้ตั้งชื่อเมืองนี้ว่า “เมืองแปะ” ก่อนที่จะมาเปลี่ยนชื่อเป็นเมืองบุรีรัมย์

     

     

    มาถึงบุรีรัมย์ ถ้าไม่แวะมาที่สนามฟุตบอล ไอโมบาย  ถือว่าพลาด  สนามฟุตบอล ไอโมบาย เป็นสนามกีฬาที่สร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นสนามเหย้าของสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ยูไนเต็ด ทีมฟุตบอลที่กำลังฮอตสุดๆในขณะนี้ สนามแห่งมีความจุ 32,600 ที่นั่ง สนามไอ-โมบาย ถือได้ว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวดึงดูดผู้คนทั้งใน และจังหวัดใกล้เคียงรวมถึงแฟนบอลทุกเพศทุกวัยให้มาที่นี่ เพื่อชมสนามฟุตบอลที่สวยงามและได้มาตราฐานระดับโลก โดยเปิดให้กับบุคคลที่ สนใจเข้าชมฟรี เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวในจังหวัดบุรีรัมย์  โดยเปิดให้เข้าชมทุกวันยกเว้นวันที่ทีมมีแข่งขันเปิดให้ชมเป็นรอบๆ รอบละ 30 นาที เริ่มตั้งแต่เวลา  9.30 – 16.00  น. ปิดพักเที่ยงตั้งแต่เวลา 12.00 – 13 .00 น

     

     

    เมื่อเดินขึ้นบันไดเข้ามาก็จะเข้าสู่สนามจะต้องร้องว้าวเพราะสนามสวยงาม ทันสมัย ยิ่งใหญ่ เหมือนเรากำลังเดินชมสนามฟุตบอลในต่างประเทศ สิ่งแรกที่สะกดสายตา คือ ตัวสนามหญ้าพร้อมสแตนด์ฝั่งตะวันตกที่มีตัวอักษร Thunder Castle เด่นเป็นสง่าตัดกับพื้นหญ้าสีเขียว ตัวสนามเน้นใช้สีน้ำเงิน ทำให้ดูเรียบโก้และหนักแน่น โดยสามารถเดินชมและถ่ายภาพได้ทั้งหมดยกเว้นห้ามเดินลงไปเหยียบหญ้า เพราะหญ้าคือหัวใจสำคัญของสนามฟุตบอลต้องดูแลรักษากันเป็นอย่างดี

     

     

    มุมถ่ายภาพเก๋ๆ ในสนาม

     

     

    นอกจากภายในสนามแล้วส่วนประกอบบริเวณนอกสนามก็มีมีพื้นที่มากมายให้เดินเก็บบรรยากาศ

     

     

    รวมทั้งมีร้านขายของที่ระลึกของสโมสร หรือ Buriram United Mega Store  ตั้งอยู่ด้านหน้าสนามตรงจุดที่จอดรถ ขายของที่ระลึกต่างๆ เช่น  เสื้อ พวงกุญแจ หมวก เป็นต้น ซึ่งตอนนี้เสื้อและของที่ระลึกประจำสโมสรเลยกลายเป็นของฝากประจำจังหวัดบุรีรัมย์ไปเรียบร้อยแล้ว

     

     

    ก่อนกลับเราแวะไปสักการะอนุสาวรีย์รัชกาลที่ 1 ตั้งอยู่โดดเด่นใจกลางเมือง  เป็นพระบรมราชานุสาวรีย์ ที่พสกนิกรชาวบุรีรัมย์ได้ร่วมกันสร้างขึ้น ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณแห่งผู้สถาปนาเมืองบุรีรัมย์ และเพื่อเป็นอนุสรณ์สักการะรวมทั้งศูนย์รวมจิตใจที่แสดงถึงความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์และมหาจักรีบรมราชวงศ์

     

    6 DSC_6791

     

    บุรีรัมย์ หนึ่งในอีสาน ที่ไม่ควรพลาด เพราะมากมายไปด้วยเรื่องราวของประวัติศาสตร์ และสถานที่ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมที่น่าสนใจหลายแห่ง 2 วัน 1 คืน ที่ตะลอนเที่ยวในตัวเมือง สิ่งหนึ่งที่รับรู้ได้ คือ เมืองนี้คือ เมืองแห่งความสุขสงบ ไม่วุ่นวาย ผู้คนอัธยาศัยดีและน่ารัก ไม่คิดว่ามาเที่ยวแล้วจะมีอะไรให้ได้แวะมากมายจนขนาดนี้ เวลาที่เดินไปในแต่ละวันดูเร็วขึ้นมาทาทันที เพราะเพลิดเพลินกับการเที่ยวที่นี่มากๆ  ทำให้คนต่างถิ่นอย่างเรารู้สึกว่าเป็นจังหวัดทางอีสานที่เราต้องหาเวลากลับไปอีกเป็นแน่  เป็นเมืองแห่งความรื่นรมย์สมชื่อ อย่างแท้จริง

    Tags : , ,

    บทความที่เกี่ยวข้อง

    Leave a Reply

    บทความล่าสุด

    บทความแนะนำ

    อร่อยด้วยกัน