• เกาะพระทอง ดินแดนซาฟารีแห่งทะเลใต้

    ย้อนอดีตไปเมื่อหลายปีก่อน  ฉันนั่งอยู่ในวงสนทนาของบรรดาเหล่านักเดินทางทั้งหลาย ได้ยินเสียงหนึ่งเอ่ยขึ้นมาว่า “ มีเกาะที่ครั้งหนึ่งในชีวิตใฝ่ฝันอยากไปมาก นั่นคือ  เกาะพระทอง ”  ทุกคนในวงสนทนานั่งนิ่ง ด้วยสีหน้าสงสัย  เกาะพระทอง อยู่ที่ไหน ชื่อนี้ช่างไม่คุ้นหูเสียเลย เรียกว่าไม่รู้จักเลยจะดีกว่า เกาะนี้มีอะไรพิเศษถึงขนาดทำให้คนที่ชื่นชอบทะเลเป็นชีวิตจิตใจ ถึงกับต้องอยากไปให้ได้ซักครั้งในชีวิต  ทำไมไม่เป็นเกาะอื่นที่ดังหรือสวย  เธอบอกว่า  “อยากไปเพราะชอบบรรยากาศที่ไม่เหมือนเกาะอื่น  มีทุ่งหญ้าสะวันนาสีทองอยู่บนเกาะ คล้ายกับทุ่งหญ้าซาฟารีในแอฟริกา”

    เมื่อกลับถึงบ้านฉันจึงไม่รอช้า รีบค้นหาข้อมูลเกาะนี้ทันที  และแล้วภาพทุ่งหญ้าสีทองยามต้องแสงอาทิตย์ มีเส้นถนนซึ่งเป็นดินทรายสีขาวคดเคี้ยวพาดผ่าน  ทำให้ฉันต้องหยุดนิ่งและมองภาพนั้น  อเมซิ่งมาก !! จนได้รับการคัดเลือกให้เป็น 1 ใน unseen  Thailand ซึ่งเป็นแคมแปญชื่อดังของ ท ท ท ในช่วงเวลานั้น  กระตุ้นต่อมให้อยากเที่ยวมากขึ้นไปอีก   แต่แล้วความคิดนั้นก็เป็นได้แค่เพียงความอยากที่ถูกพับเก็บไว้   ผ่านเวลาไปเนิ่นนานจนในที่สุดภาพของเกาะพระทอง ก็ได้ปรากฏในโลก social  ผ่านเข้ามาในสายตาของฉัน  กล่องความทรงจำเกี่ยวกับเกาะนี้จึงถูกเปิดขึ้นมาอีกครั้ง   10 ปีแห่งการรอคอย  เกาะพระทอง  ถึงเวลาที่ต้องไปเยือนซักที

     

    1-cover

     

    มารู้จักเกาะพระทอง

    เกาะพระทอง ตั้งอยู่ที่ อ.คุระบุรี จ.พังงา  ห่างจากฝั่งประมาณ 2 กิโลเมตร  เป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุดในพังงาและใหญ่เป็นอันดับ 5 ของเมืองไทย เกาะพระทองเกิดจากซากปะการังทับถมกันมายาวนานนับล้านปี จนเกิดเป็นเกาะที่มีสภาพภูมิประเทศที่แปลกตา คือมีลักษณะค่อนข้างแบนราบ กลายเป็นลักษณะเฉพาะตัวอันโดดเด่นของเกาะแห่งนี้   ด้านตะวันออกสมบูรณ์ด้วยแนวป่าโกงกาง ด้านตะวันตกเป็นหาดทราย  ส่วนบริเวณกลางเกาะเป็นทุ่งหญ้าขนาดใหญ่ซึ่งมีต้นเสม็ดขาวขึ้นกระจายอย่างดงาม  พื้นดินบนเกาะพระทองส่วนใหญ่จะเป็นดินปนทรายไม่เหมาะต่อการเพาะปลูก อันเนื่องมาจากสภาพธรรมชาติและเคยผ่านการทำเหมืองแร่มาก่อน ทำให้ที่นี่มีพืชเศรษฐกิจหลักเพียงมะม่วงหิมพานต์กับมะพร้าว  แต่เกาะพระทองกลับเป็นเกาะที่มีความหลากหลายทางชีวภาพมาก บนเกาะมีทั้งชายหาด ป่าชายหาด ป่าชายเลน ป่าพรุ ป่าเสม็ด ทุ่งหญ้า ไม้พุ่ม พืชสังคมทดแทน กล้วยไม้หายาก

    แม้จะเป็นเกาะขนาดใหญ่ แต่บนเกาะพระทองมีแค่ 3 หมู่บ้าน คือบ้านปากจก บ้านทุ่งดาบ และบ้านแป๊ะโย้ย  ภาพของทุ่งหญ้าสีทองกว้างไกลที่ปกคลุมพื้นที่ด้านในของเกาะเป็นดงกว้างไกลสุดสายตา โดยมีต้นเสม็ดขาวกระจายอยู่เป็นหย่อม บรรยากาศคล้ายทุ่งหญ้าซาฟารีในแอฟริกา  ยามเช้าหรือเย็นที่แสงทองส่องกระทบลงมาบนต้นหญ้าสวยงามอร่ามตา  ทำให้เกาะพระทองได้รับคัดเลือกให้เป็นส่วนหนึ่งของแหล่งท่องเที่ยวในโครงการ Unseen Thailand ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เกาะพระทองก็โด่งดังขึ้นในทันที ด้วยสมญานาม “สะวันนาเมืองไทย” ทำให้นักท่องเที่ยวมากมายเดินทางมาเยือนเกาะพระทอง แต่จากหลังเหตุการณ์สึนามิประชากรบนเกาะหายไปกว่าครึ่ง จึงทำให้เกาะพระทองในปัจจุบันมีสภาพเงียบเหงาไม่น้อย  เกาะพระทอง  เป็นเกาะที่เหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบธรรมชาติ ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ เรียนรู้วิถีชุมชน เพราะมีความสงบ  เป็นหนึ่งในเกาะที่เลือกทำกิจกรรมได้หลากหลาย ทั้งแค้มปิ้ง  ปั่นจักรยาน  ชมทุ่งหญ้าสะวันนา  การสัญจรบนเกาะ ต้องใช้รถอีแต๊ก รถขับเคลื่อน 4 ล้อ รถจักรยานยนตร์พ่วงข้าง  เพราะถนนหนทางค่อนข้างแคบ บางช่วงเป็นดินทรายร่วนซุย

     

    53-dew_9630

    dsc_9372

    dsc_9384

     

    เริ่มเดินทาง

    ทริปนี้ใช้เวลา  2 วัน 1 คืน หลังจากเที่ยวเตร็ดเตร่อยู่ในเมืองพังงาในช่วงเช้า มาถึงท่าเรือคุระบุรี ซึ่งเป็นจุดขึ้นเรือไปยังเกาะพระทองในช่วงบ่าย  ท่าเรือคุระบุรี ตั้งอยู่ใกล้กับที่ทำการอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์ ผ่านอุทยานไปจนสุดทาง  สำหรับการเดินทางจากท่าเรือไปยังเกาะพระทอง ต้องนั่งเรือหางยาวไปใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง  ซึ่งต้องเหมาเรือไป ส่วนใหญ่คิดราคาเหมาคือเที่ยวละ 1500 บาท  ไปกลับ 3000 บาท เรือนั่งได้ 10 คน สำหรับการติดต่อเรือสามารถแจ้งทางรีสอร์ทที่เข้าพักให้จัดหาเรือให้จะสะดวกที่สุด

     

    2-dew_9398

     

    นั่งเรือในบรรยากาศเนิบๆ ไม่ทันไรก็มาถึงท่าเรือ  ซึ่งเราขึ้นเรือทางด้านหลัง เพราะพี่คนขับเรือแจ้งกว่าทางฝั่งหน้าที่พักคลื่นค่อนข้างแรง เรือเข้ายาก  โดยทางรีสอร์ทจัดรถกระบะมารับพวกเราที่ท่าเรือ  จากนั้นก็นั่งรถเดินทางไปต่อยังที่พัก โดยใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมง เรียกได้ว่านั่งเรือต่อรถใช้เวลากันพอสมควร   ถนนหนทางจะได้เห็นตลอดที่นั่งรถสัญจรบนเกาะคือถนนคอนกรีตแคบๆสลับกับทางดินทราย ระหว่างทางคือป่าและต้นหญ้า   ไม่มีแม้แต่บ้านเรือนผู้คน บรรยากาศเงียบมาก  เงียบจนแปลกใจว่าเกาะนี้ชาวบ้านไปอาศัยอยู่ที่ไหนกันหมด   ได้รับคำตอบจากพี่เจ้าของที่พักว่า หมู่บ้านจะอยู่อีกฝั่งหนึ่งซึ่งจะพาไปในวันพรุ่งนี้จะต้องไปขึ้นเรือกลับ   เกาะพระทองทางฝั่งนี้จะเห็นแต่หมู่บ้านไลอ้อน  ที่สร้างขึ้นให้ชาวบ้านบนเกาะอาศัยหลังจากบ้านเรือนเสียหายจากคลื่นสึนามิ  แต่อาศัยกันอยู่ได้ไม่นานก็ย้ายถิ่นฐานกันไป  จึงกลายเป็นหมู่บ้านร้างไปโดยปริยายมองตัวบ้านแล้วก็เสียดายแทน  เพราะสร้างได้น่าพักมาก

     

    3-dsc_9336

    4-dsc_9341

     

    ที่พัก ร้านอาหาร การเดินทางบนเกาะพระทอง

    บนเกาะมีที่พักประมาณ  5-6 แห่ง  ส่วนใหญ่ราคาอยู่ที่ 1000-3000 บาท  บนเกาะพระทองมีพื้นที่ซึ่งเป็นอ่าวหรือชายหาดประมาณ  4 หาด แต่ชายหาดที่มีที่พักตั้งอยู่หลายแห่ง  คือ หาดสุดขอบฟ้ามีที่พักประมาณ 4 แห่ง และหาดตาแดง ซึ่งอยู่ติดกัน มีที่พัก  1 แห่ง ที่พักส่วนใหญ่แบบกระท่อมเรียบง่าย หากต้องการมาพักแบบหรู ห้องแอร์  ขอให้ม้วนเสื่อกลับบ้านได้เลย  เพราะที่พักจะสร้างในรูปแบบนี้และเป็นห้องพัดลมทั้งหมด  ต่อให้เป็นที่พักที่ดีที่สุดและแพงที่สุดบนเกาะก็เป็นห้องพัดลม  หากมาถึงเกาะพระทองเราจะไม่ได้เห็นภาพนักท่องเที่ยวคึกคัก  ถ้ามีนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะเป็นชาวต่างชาติแทบจะ ไม่เห็นคนไทยแม้แต่น้อย คือ คนที่มาเที่ยวเกาะนี้ ต้องมีความชื่นชอบธรรมชาติแบบจริงๆ สามารถอยู่กับสิ่งที่ไม่สะดวกสบายได้ เพราะบรรยากาศบนเกาะเป็นอะไรที่เรียกว่ายังดิบและดั้งเดิมมาก แทบไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกใดๆ  แม้แต่ไฟฟ้าในรีสอร์ทส่วนใหญ่จะปั่นไฟให้ใช้ในช่วงเย็นตั้งแต่เวลาประมาณ 6 โมงเย็น ถึงช่วงเช้า สำหรับร้านค้าร้านอาหารต่างๆ ไม่มีให้บริการตามรายทางเหมือนเกาะอื่น  หากต้องการกิน ดื่มอะไรเป็นพิเศษ ต้องซื้อมาจากฝั่งคุระบุรี  ในส่วนของอาหารหลักในแต่ละมื้อต้องทานที่รีสอร์ทที่เข้าพักเท่านั้นหรือหากอยากไปทานยังที่พักอื่นใกล้เคียงก็สามารถเดินไปได้  การเดินทางภายในเกาะไม่มีรถโดยสารหากต้องการเดินทางไปยังจุดใดต้องใช้บริการรถของทางรีสอร์ทเช่นกัน

     

    รักษ์กัน รีสอร์ท  ที่พักของเราบนเกาะพระทอง

    รักษ์กัน รีสอร์ท ตั้งอยู่ที่หาดสุดขอบฟ้า เป็นที่พักที่สร้างแบบกระท่อมริมชายหาดเรียบง่าย  เหตุผลที่เลือกพักเพราะหลังจากเช็คราคาและบรรยากาศ ที่นี่น่าจะราคาสบายกระเป๋าที่สุด คือ คืนละ 1000 บาท (ไม่รวมอาหารเช้า) จัดและตกแต่งได้สะอาดและน่าพักพอสมควร  บ้านพักมีหลายหลังหลายแบบ ภายในห้องมีทั้งแบบเตียงคู่  และที่นอนปูกับพื้น สามารถ เลือกพักได้ตามชอบ ห้องน้ำกว้างขวางเป็นแบบโอเพ่น แอร์  ไฟฟ้ามีให้ใช้ตั้งแต่  6 โมงเย็น – เช้า แต่พี่เจ้าของใจดี ปั่นไฟให้ใช้ตั้งแต่ช่วงบ่าย พูดถึงเรื่องบริการ ได้รับความดูแลที่ดีมาก  เรียกได้ว่า บริการแบบบ้านๆ แต่ประทับใจสุดๆ ทั้งพาเที่ยว คอยรับส่ง จัดอาหารให้ทาน และพูดคุยให้ข้อมูลอย่างเป็นกันเอง

     

    5-dew_9559

    5-dsc_9350

    6-dsc_9481

    7-dsc_9342

    8-dsc_9349

     

    เก็บของพักผ่อนกันซักครู่ก็มาเดินเล่นยังชายหาดด้านหน้าที่พัก  มีร้านอาหารตั้งอยู่มื้อเย็นของเราจะทานอาหารกันที่นี่ เดินไปก็เป็นพื้นที่ในส่วนของหน้าชายหาด ซึ่งมีจุดให้นั่งเล่นพักผ่อนหลายมุม

     

    9-dew_9546

    10-dew_9522

    11-dew_9542

    12-dew_9543

     

    พื้นที่หน้าชายหาด ซึ่งวันที่เราเดินทางมีมรสุมนิดหน่อย สภาพอากาศไม่ค่อยโปร่ง ทำให้ชายหาดอาจดูไม่สะอาดและรกไปด้วยเศษกิ่งไม้บ้าง  ซึ่งถ้ามาในช่วงเวลาแดดออกอากาศดีๆ น่าจะสวยกว่านี้มาก แต่ถึงอย่างไรหากใครหวังว่าจะได้เจอหาดทรายขาว น้ำทะเลใสแจ๋วที่เกาะพระทองนั่น คงผิดหวัง เพราะจุดขายของเกาะไม่ใช่สิ่งนี้  แต่ถ้าอยากได้ความเงียบสงบและธรรมชาติที่ดูแปลกตาที่เรากำลังจะได้พบในไม่ช้านี้ เกาะนี้ คือ คำตอบ

     

    13-dew_9525

    14-dew_9539

    15-dew_9541

     

    ที่พักที่อยู่ติดกับรักษ์กัน  รีสอร์ท  บรรยากาศดีพอสมควร มีทั้งแบบเต้นท์ เอาใจคนชอบแนวแค้มปิ้ง และถัดไปก็มีที่พักแบบบ้านให้พักด้วย

     

    16-dsc_9488

    17-dsc_9489

     

    อาหารมื้อเย็น สั่งตามเมนูเท่าที่มี  ทั้ง หมึกผัดน้ำดำ  ปลาทอด ผัดเปรี้ยวหวานกุ้ง แกงส้ม หมึกผัดน้ำดำ ส่วนอาหารทะเลหากใครอยากทานอะไรเป็นพิเศษ เช่น ปู  กุ้ง หอย  ให้สั่งล่วงหน้าก่อนเดินทาง เพราะทางรีสอร์ทต้องเตรียมหาไว้  อาหารทะเลขึ้นชื่อต้องไม่พลาด คือ หอยชักตีน ราคาถูกกว่าบนฝั่ง  กิโลประมาณ  120  บาท เราสั่งมาทานกันให้หายอยาก 10 คน 5 กิโล ทานจนเบื่อไปเลย อีกเมนูที่ชื่นชอบมาก ไม่เคยทานที่ไหนมาก่อน คือ หมึกน้ำดำ ที่เอาปลาหมึกมาผัดกับน้ำหมึกจนเนื้อกลายเป็นสีดำ เพิ่งรู้ว่าน้ำหมึกก็ทานได้ด้วยปกติเราจะมองว่ามันคือ สิ่งที่ไม่ควรทาน  เมื่อนำมาผัดคลุกเคล้ากับเนื้อปลากหมึกที่สดๆ  จิ้มน้ำจิ้มซีฟู้ดรสแซ่บๆ อร่อยมาก  ช่วงค่ำมียุงค่อนข้างเยอะ ควรเตรียมโลชั่นกันยุงไปด้วย

    17

     

    เช้าวันใหม่นั่งรถเที่ยวทะเลแหวก หาดตาแดง

    7 โมงเช้า คือ เวลาที่ทางรีสอร์ทนัดไว้จะพาไปดูทะเลแหวก ซึ่งจริงๆ แล้วจะไปแต่เมื่อวานเย็นแต่ฝนตกหนักมาก เลยเปลี่ยนมาเป็นช่วงเช้าแทน  หาดตาแดงตั้งอยู่ติดกับหาดสุดขอบฟ้า ถามว่าถ้าเดินจากที่พักเลียบชายหาดไปได้มั้ยก็คงจะได้แต่คงใช้เวลานานพอสมควรอย่างต่ำครึ่งชั่วโมงขึ้นแน่นอน  แต่ถ้านั่งรถลัดไปทางถนนนั้นใช้เวลาไม่ถึง 10 นาที   หาดตาแดงมีที่พัก 1 แห่ง ถ้าจำไม่ผิด น่าจะชื่อ โอเอซิส  มีพื้นที่ชายหาดกว้าง  ในยามเช้าเห็นเป็นริ้วทรายที่สวยมาก

     

    18-dew_9478

    19-dew_9468

     

    ครั้งแรกในชีวิตที่ได้นั่งท้ายรถกระบะวิ่งผ่านหาดทรายที่กว้างเช่นนี้ สายลมเย็นพัดเข้ามากระทบหน้า  จากอารมณ์กร่อยๆเมื่อวานเพราะเจอฝน กลายเป็นรู้สึกดีขึ้นในทันที   ระหว่างที่รถวิ่งเลียบหาดไปเรื่อยๆ เหมือนอยู่ในหนัง เฮ้ยคือ มันชิว มันเท่ กรีดร้องด้วยความสุขและสนุกมาก

     

    20-dew_9465

    20-dew_9565

     

    หาดที่เรียกว่า ทะเลแหวก ซึ่งในยามที่น้ำลด จะปรากฏเป็นสันทรายและริ้วชายหาดที่สวยงาม บรรยากาศกว้างไกลคล้ายกับเราเดินอยู่ท่ามกลางทะเลทราย

     

    21dew_9450

    22-dew_9568

    23-dew_9551

    27-dew_9435

     

    บางจุดมีน้ำทะเลท่วมขัง กลายเป็นหลุมน้ำขนาดย่อมแทรกซึมอยู่บนพื้นทราย เดินไปอีกก็จะเจอทรายสีส้มอิฐลักษณะคล้ายกับหินแต่มันคือ ทราย เป็นภาพอะเมซิ่งของชายหาดที่ไม่ได้คิดมาก่อนว่าจะได้เห็นบนเกาะแห่งนี้  เพราะความตั้งใจเพียงอย่างเดียว คือ มาชมทุ่งหญ้าซาฟารี เพียงเท่านั้น  หาดทรายสวย คือ ของแถมจากเกาะพระทอง ที่ยินดีรับด้วยความสุข  อันที่จริงแล้วริ้วทรายชายหาดแบบนี้เคยเห็นจากเกาะอื่นบ่อย  แต่รู้สึกว่าไม่สวยและแปลกตาเท่า เกาะพระทอง  เช้าวันนี้เริ่มมีอะไรที่สนุกๆ ให้รื่นหัวใจแล้วสิ

     

    23-dew_9437  25-dew_9442

    dew_9428

    27-dew_9552

     

    ชมทุ่งหญ้าสะวันนา กลางเกาะ

    หลังจากชมทะเลแหวกแล้ว  เรามาเปลี่ยนเป็นรถอีแต๊ก พาหนะยอดฮิตบนเกาะ เพื่อไปยังจุดหมายหลัก ทุ่งหญ้าสะวันนา หรือ ทุ่งซาฟารี  โดยมีค่าใช้จ่ายในการเช่ารถเพิ่ม คันละ 1000 บาท นั่งได้ไม่เกิน 10 คน ซึ่งตอนแรกทางพี่เจ้าของรีสอร์ทให้เลือกว่าจะใช้รถกระบะหรือรถอีแต๊ก เพราะถ้ารถกระบะของรีสอร์ท ก็ให้บริการคิดราคาเท่ากัน แต่เราอยากได้บรรยากาศแบบท้องถิ่น เลยเลือกนั่งรถอีแต๊ก  ซึ่งทางพี่เค้าก็ติดต่อรถให้เรียบร้อย ขับเนิบ ๆ เรื่อยๆ มาจนถึงทุ่งหญ้าซาฟารี

     

    29-dew_9508

     

    ทุ่งหญ้าซาฟารี เริ่มแห้งไปเยอะ และเรามาในช่วงต้นเดือนเมษายน ต้นหญ้าเริ่มล้มเพราะฝนมาแล้ว ถ้าอยากเห็นในช่วงที่สวยที่สุดต้องมาเที่ยวต้น-กลางเดือนมีนาคม จะงามพริ้วปริวไสวกว่านี้มาก แนะนำควรมาในเวลาเช้าช่วงที่มีแสงแดดอ่อนๆ หรือจะมาในยามเย็นก็ได้  ความรู้สึกแรกที่ได้เห็นแล้วแต่มุมมองของแต่ละคน บางคนก็ร้องอุทานว่า นี่นะเหรอ ทุ่งหญ้าสะวันนาสีทอง  ไม่เห็นสวย ไม่เห็นมีอะไรเลยแถวบ้านก็มี  คือ  ถ้าจะมองว่าเป็นเพียงแค่ทุ่งหญ้าธรรมดาตามพื้นที่ชนบท  มันก็เป็นแค่หญ้าธรรมดา ตามสายตาคนมอง แต่ถ้ามองให้มันสวยงามและเป็นศิลปะ มันก็คือ ทุ่งหญ้าที่อะเมซิ่งไม่น้อย  บรรยากาศคล้ายทุ่งซาฟารีในแอฟริกา ขาดแต่เพียงไม่มีสัตว์น้อยใหญ่เดินไปมาเท่านั้นเอง

     

    30-dew_9513

    31-dew_9509

     

    ใครจะมองอย่างไรก็แล้วแต่ สำหรับเราชื่นชอบมาก  ยิ่งมีคนเข้ามาประกอบฉากด้วยแล้วถูกใจใช่เลย

     

    33-dew_9517

    34-dsc_9473

    35-dsc_9394

    37-dsc_9398

    dsc_9442

     

    ยิ่งมาเจอต้นไม้ที่ขึ้นอยู่กลางทุ่ง รูปร่างแปลกตา  กิ่งก้านสาขาแผ่กระจาย  เกิดไอเดียขึ้นมาทันที เรียนเชิญสมาชิกร่วมทริปไปนั่งเพื่อถ่ายภาพเป็นเกียรติซักหน่อย

     

    32-dew_9512

    39-dsc_9430

     

    เราใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงที่ทุ่งหญ้าสะวันนา จากนั้นประมาณ 9  โมงเช้า รถอีแต๊ก มาส่งยังที่พัก  รับประทานอาหารเช้า เก็บสัมภาระ เพื่อเดินทางกลับขึ้นฝั่ง โดยทางรีสอร์ทก็นำรถไปส่งเช่นเคย ก่อนกลับพี่เจ้าของพาเราไปแวะชมป่าพรุเสม็ด ซึ่งจริงๆแล้วเป็นโปรแกรมที่รถอีแต๊กต้องพาเราไปชมพร้อมกับทุ่งหญ้าสะวันนาด้วย  แต่พอพี่เค้าทราบว่าไม่ได้แวะไปป่าเสม็ด เลยอาสาพาพวกเราไปแทนก่อนส่งขึ้นท่าเรือ  เส้นทางไปป่าพรุเสม็ดเป็นเส้นทางเดียวกับทุ่งหญ้าสะวันนานั่นเองแต่จะอยู่ไกลออกไปอีก

     

    40-dew_9573

    41-dew_9584

     

    มาถึงแล้วป่าพรุเสม็ดกลางเกาะ กลางทุ่งหญ้ากว้าง  เป็นเกาะที่มีความหลากหลายทางชีวภาพอย่างมาก จนกลายเป็นธรรมชาติที่สวยงามแปลกตาที่ไม่สามารถหาชมได้จากเกาะอื่น  เพราะปกติไปเที่ยวทะเล เราก็จะได้เห็นแต่น้ำทะเล และหาดทราย แทบไม่มีเกาะไหนที่จะมีภาพนี้ให้ได้เห็น นอกจาก เกาะพระทองเท่านั้น  ภาพนี้ทำให้เราเข้าใจว่าทำไม เธอคนนั้นผู้จุดประกายให้เราได้รู้จักชื่อ เกาะพระทอง จึงอยากมาให้ได้ซักครั้งหนึ่งในชีวิต

     

    42-dew_9586

    43-dew_9591

     

    พอร์ตเทรตเก๋ๆ ได้ทั้งสายเท่ และสายหวาน

     

    44-dsc_9506

    45-dsc_9505

     

    นั่งรถไปต่อ แสงแดดในยามใกล้เที่ยงกำลังสาดส่องลงมา อากาศเริ่มร้อนขึ้น แต่ความสวยงามของต้นเสม็ดขาวที่ขึ้นอยู่อย่างหนาแน่น มีเสียงนกร้องมาเป็นระยะ บ่งบอกถึงความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่าแห่งนี้

     

    46dew_9605

    47-dsc_9502

    47-dsc_9507

     

    ปลายสุดของป่าเสม็ดมีหนองน้ำด้วย ยังกับป่าอเมซอน  มันมีความแปลกและความเงียบสงัด ได้ยินแค่เพียงเสียงของธรรมชาติเท่านั้น

     

    48-dew_9611

     

    เรานั่งรถจนถึงแหล่งชุมชน ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของชาวบ้าน ซึ่งฝั่งนี้บรรยากาศจะคึกคักหน่อย เป็นที่ตั้งของอบต เกาะพระทองด้วย  ตรงจุดนี้เรียกว่า  บ้านแป๊ะโย้ย   ซึ่งเป็นท่าเรือหลัก เรือมาจอดรถพวกเราเพื่อไปส่งกลับยังฝั่ง

     

    48-dew_9615

    49-dew_9616

    50-dew_9617

    51-dew_9623

    52-dew_9627

     

    ถ้าชอบทะเลสวย น้ำใส หาดทรายขาว ความสะดวกสบายที่นี่ไม่มีให้คุณ แต่ถ้าอยากเห็นความสวยงามแปลกตาของหาดทราย และธรรมชาติแบบดิบๆไม่เหมือนใคร จนหลายคนขนานนามว่า ดินแดนซาฟารีแห่งทะเลใต้ ให้คุณมาที่นี่ เกาะพระทอง พังงา

     

    dew_9439

     

    36-dsc_9415

     

    รายละเอียดเพิ่มเติม

    รักษ์กัน  รีสอร์ท   โทร  091 821 2689  ค่าที่พักคืนละ 1000 บาท (พักได้ 2 ท่าน) พร้อมรถบริการรับส่งยังท่าเรือและพาเที่ยวทะเลแหวก  หากต้องการท่องเที่ยวทุ่งซาฟารี เสียค่าบริการรถเพิ่ม 1000 บาท

     

    ที่พักเกาะพระทอง

    The Moken Eco Village  โทร 081 895 6186 099-126 9296   http://mokenecovillage.com/

    Phra-Thong Bayfront Camping & Cottage  โทร  086 268 6888  www.facebook.com/PhraThongBayfront

    พระทอง โอเอชิส  คลิ๊ก    จองที่พักออนไลน์ 

    ตะวัน บาร์ แอนด์ บังกะโล รายละเอียดที่พัก คลิ๊ก  จองที่พักออนไลน์

    Mr.Chuoi Bar and Hut   โทร 084 855 9886  http://www.mrchuoibarandhut.com/

    Horizon Eco Resort  โทร  081 894 7195

     

    บนเกาะพระทองมีสัญญาณโทรศัพท์เป็นบางจุด ที่ใช้ได้ดีที่สุด คือ ais  ส่วน true และ dtac สัญญาณน้อยมาก บางจุดก็ไม่มีบริการ  รีสอร์ทบนเกาะไม่มีไฟฟ้า ส่วนใหญ่จะปั่นไฟให้ใช้ในช่วงเย็นถึงเช้า

     

    การเดินทางไปเกาะพระทอง

    ตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 4 (ถนนเพชรเกษม) จากกรุงเทพฯ มุ่งหน้าสู่ อำเภอคุระบุรี ระยะทาง ประมาณ 720 กิโลเมตร ก่อนถึงอำเภอคุระบุรีประมาณ 6 กิโลเมตร บริเวณหลักกิโลเมตรที่ 721 มีทางแยกเลี้ยว เข้าท่าเรือคุระบุรี ประมาณ 2 กิโลเมตร จะมองเห็นป้ายอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์อยู่ทางขวามือจากนั้นขับตรงไปจนสุดทางจะเจอท่าเรือคุระบุรี   ต่อเรือหางยาวเพื่อไปยังเกาะพระทอง สามารถติดต่อเรือได้จากรีสอร์ทที่เข้าพัก  โดยค่าเหมาเรืออยู่ที่ เที่ยวละ 1500 บาท ไปกลับ 3000 บาท

    Tags : , ,

    บทความที่เกี่ยวข้อง

    Leave a Reply

    บทความล่าสุด

    บทความแนะนำ

    อร่อยด้วยกัน