• กางร่มเที่ยว เฟี้ยวหน้าฝน สังขละบุรี ปิล๊อก

    เที่ยวหน้าฝนไม่ต้องกลัวเปียก แค่มีร่ม มีเสื้อกันฝน ก็หายห่วง หยิบอุปกรณ์เหล่านั้นมาถ่ายภาพ มาเป็นเพื่อคู่กายถ่ายภาพเฟี้ยวกลางสายฝนที่ดินแดนแห่งมอญและขุนเขาเขียวขจี สังขละบุรี  และปิล๊อก ทองผาภูมิ  2 ที่เที่ยวที่เหมาะจะมาเปรี้ยวในหน้าฝน มานั่งชมหมอก รับโอโซนแสนสดชื่นเข้าสู่ร่างกายกันบ้าง

     

    1 cover

     

    06.00 น. อรุณสวัสดิ์ยามเช้าที่ สังขละบุรี เริ่มต้นเติมพลังด้วยมื้อเช้าแสนง่ายกับข้าวต้ม โอวัลติน ปาท่องโก๋ ร้านเก่าเจ้าเดิมหน้าสะพานมอญฝั่งพม่า

     

    2 DEW_2072

     

    กิจกรรมแรกที่ห้ามพลาดเมื่อมาถึงสังขละบุรี นั่นก็คือ ตักบาตรยามเช้า ซึ่งพระเริ่มมาบิฑนบาตรกันประมาณ 7 โมง มีชุดตักบาตรที่ชาวบ้านได้เตรียมไว้วางขายตามหน้าร้านค้าและตลอดสองทางข้างถนนชุดละ 99 บาท   ซึ่งช่วงเวลานี้บริเวณท้องถนนซึ่งเป็นถนนเล็กภายในหมู่บ้านจะดูวุ่นวายและคราคร่ำไปด้วยชาวบ้าน นักท่องเที่ยวที่มาร่วมทำบุญกันในยามเช้า บางคนก็แต่งกายเป็นชาวมอญให้กลมกลืน ไปกับวัฒนธรรมของชาวบ้าน โดยการใส่ผ้าถุง นุ่งโสร่ง ปะแป้งพม่า ซึ่งส่วนใหญ่ทางรีสอร์ทหลายแห่งนักสังขละจะมีการเตรียมไว้ให้ หรือไม่ก็สามารถเช่าชุดใส่ได้บริเวณร้านค้าแถวสะพาญมอญก็มีให้เลือกเช่าหลายร้าน

     

     

    พี่เย็น สาวพม่า หุ่นอวบอั๋น นัยต์ตาคม ดาราประจำสังขละ  มาสังขละในช่วงแรกเมื่อหลายปี พี่เย็นยังดูเป็นสาวขี้อาย พูดน้อย ยิ้มอย่างเดียว แต่ในเวลานี้ ต้องเรียกว่าพี่แกกลายเป็น พีอาร์และไกด์ ประจำสังขละบุรีไปแล้ว  เรามักจะได้ยินเสียงพี่เย็นเจื้อยแจ้ว เรียกนักท่องเที่ยวให้มาทำบุญบ้าง บางทีก็จะเป็นไกด์พาไปเที่ยวบ้าง วันนี้คุณพี่แกได้รับคำท้าจากนักท่องเที่ยวว่าอยากให้เอาของขึ้นมาทูนหัว เหมือนสาวมอญคนอื่นบ้าง พี่เย็นรับคำท้าอย่างรวดเร็ว ถามว่าเอากี่ใบดี  บอกแล้วอย่าท้า นางทำได้

     

     

    สะพานมอญกลับมาอยู่ในสภาพที่สมูบรณ์อีกครั้ง หลังจากที่โดนน้ำป่าซัดจนพังขาดจากกัน   ไม่ว่าสะพานมอญจะผ่านการบูรณะมากี่ครั้งก็ตาม  ใครจะว่าชอบสะพานแบบเก่ามากกว่า หรืออะไรก็ตาม แต่เมื่อฉันได้ยืนมองไปที่สะพานมอญแล้ว ยังไงก็ยังสวยและทรงเสน่ห์เหมือนเดิม เราจะสามารถไปหาชมสะพานไม้ที่ใหญ่และยาวขนาดนี้ได้ที่ไหนอีก ถ้าไม่ใช่ที่สังขละบุรี

     

     

    สังขละบุรี เป็นเมืองชายแดนที่ล้อมรอบด้วยขุนเขาและป่าไม้เขียวขจี   เพราะฉะนั้นหากเรามาเที่ยวในช่วงฤดฝนจะยิ่งได้เห็นบรรยากาศเขียวเคล้าสายหมอกและฝนมากขึ้นไปอีก  ที่สำคัญฉันรู้สึกว่า ในฤดูฝนสังขลุบุรีเต็มไปด้วยความสงบ นักท่องเที่ยวน้อย เหมือนเราได้ยืนหายใจเต็มที่ไม่ต้องไม่แย่งชิงอากาศและมุมถ่ายภาพกับใคร  ถึงแม้ฝนจะตกบ้างแต่นั้นก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคสำหรับการท่องเที่ยวเท่าใดนัก

     

    สะพานลูกบวบ  ที่ถูกสร้างขึ้นมาใช้ชั่วคราวในช่วงที่สะพานมอญกำลังบูรณะ ในเวลานี้ก็ยังมีผู้คนเดินข้ามไปมาอยู่ และเป็นท่าเรือสำหรับจอดเรือหางยาวไว้คอยรับส่งนักท่องเที่ยวที่ต้องไปชมเมืองบาดาล ค่าบริการลำละ 300 บาท นั่งได้ 6 คน  หากต้องการไปชมวัดสมเด็จเก่าเพิ่มอีก 100 บาท และวัดกระเหรี่ยงก็เพิ่มอีก 100 บาท

     

     

    นั่งเรือชมหมอกคลอเคลียภูเขา รวมถึงทัศนียภาพของหมู่บ้านมองที่เรียงรายอยู่ตามริมน้ำ  ถึงแม้วันเวลาผ่านไปเนิ่นนานเท่าไหร่ รูปแบบของบ้านแบบชาวมอญก็ยังของเป็นบ้านไม้เรียบง่ายหลังคามุงสังกะสีแบบเดิมที่ ไม่ได้ทีการเปลี่ยนแปลงเท่าใดนัก

     

    8 DEW_2117

     

    เพียง 15 นาที ก็มาถึงเมืองบาดาลซึ่งเราเดินทางมาในช่วงต้นเดือนกรกฎาคม ซึ่งเป็นช่วงที่ยังเริ่มต้นเข้าสู่ฤดฝน น่ำยังคงแห้งและเห็นเมืองบาดาล หรือวัดใต้น้ำ ซึ่งเป็นวัดวังวิเวการามเดิมที่จมอยู่ใต้น้ำหลังสร้างเขื่อนเขาแหลม ยามน้ำแห้งวัดและโบสถ์ต่างๆ ก็จะโผล่พ้นน้ำสร้างความแปลกตาให้กับผู้พบเห็น จนกลายเป็นจุดท่องเที่ยวที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของสังขละบุรี มาเที่ยวในฝนหญ้าที่อยู่รอบโบสถ์ก็จะเขียวขจีไม่แห้งแล้งเหมือนฤดูหนาว

     

     

    ระหว่างที่เดินเที่ยวอยู่ที่เมืองบาดาลก็มีเม็ดฝนตกลงมาโปรยๆตลอด ซึ่งส่งผลให้เราได้เห็นหมอกที่เกิดจากฝนลอยไปตามภูเขาเป็นระยะ

     

     

    แต่กระนั้นตามที่บอกว่าฝนไม่ใช่อุปสรรค พร้อมถ่ายภาพได้ทุกเมื่อ

     

     

    ระหว่างนั่งเรือกลับก็ยังมีฝนตกลงมาตลอด แต่เราก็ยังมีรอยยิ้มที่สนุกสนานได้ตลอด

     

     

    โบกมือลาสะพานมอญและสะพานลูกบวบและความชะอุ่มที่สังขละบุรี เพื่อเดินทางไปยังจุดหมายต่อไป ที่  ปิล๊อก อำเภอทองผาภูมิ

     

     

    เส้นทางจากอำเภอทองผาภูมิไปยังปิล็อกนั่น ถนนค่อนข้างแคบและคดเคี้ยวตามแบบฉบับของอำเภอที่เต็มไปด้วยภูเขาแต่ถนนจะไม่ชันมาก  ถนนบางช่วงไม่ค่อยดีเป็นหลุ่มบ่อเยอะมากโดยเฉพาะหากมาเที่ยวในฤดูฝนต้องขับด้วยความระมัดระวังกันซักหน่อย เพราะทั้งฝน ทั้งหลุม ทั้งบ่อน้ำ ต่างๆ มีเยอะมาก จนไม่รู้จะหลบยังไง

     

    DEW_2438

    DEW_2437

     

    เมื่อเข้าเขตชุมชนปิล๊อกไปยังหมู่บ้านอีต่องก็จะเป็นถนนลาดยางสภาพดีตลอดเส้นทาง ขับสะดวกขึ้น

     

    19 DEW_2235

     

    คืนนี้เราพักกันที่หมู่บ้านเล็กท่ามกลางหุบเขาและสายหมอก ที่หมู่บ้านอีต่อง  ในช่วงฤดูฝนเราก็จะได้เห็นหมอกลอยไปมาปกคลุมไปทั้งหมู่บ้านแบบนี้   ซึ่งเหตุผลที่เราเลือกพักที่นี่เพราะว่า ตั้งใจจะขึ้นไปทะเลหมอกในหน้าฝนที่เนินช้างศึกทั้งในยามเช้าและยามเย็นซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากหมู่บ้านใช้เวลาเดินทางเพียง 15 นาที ซึ่งที่จุดชมวิวในหน้าฝนรถที่ขึ้นได้คือ รถกระบะเท่านั้น เราเช่ารถโฟรวิวของชาวบ้านขึ้นไปเที่ยวละ 300 บาท สามารถติดต่อได้ที่เบอร์ 089 803 5504 แต่ปรากฎว่าฝนตกเยอะทำให้หมอกฟุ้งไปทั้งภูเขา เราขึ้นไปแล้วมองไม่เห็นอะไร เลยลงมาข้างช่างล่างเดินเล่นชมวิวในหมู่บ้านแทนน่าจะดีกว่า

     

    1 DEW_2263

     

    หมู่บ้านอีต่อง เป็นทางผ่านและเป็นที่พักสำหรับนักท่องเที่ยวมีจุดมุ่งหมายพิชิตยอดช้างเผือก ซึ่งจุดเริ่มเดินเท้าอยู่ภายในหมู่บ้านอีต่อง  นอกจากนี้ยังเป็นจุดแวะสำหรับการท่องเที่ยวไปยังเส้นทางต่างๆในตำบลปิล๊อก เช่น เนินช้างศึก น้ำตกจ๊อกกระดิ่น  และอุทยานทองผาภูมิ  ฤดูท่องเที่ยวที่คึกคักของหมู่บ้านก็คงไม่พ้นช่วงเดือน ต.ค. ที่เป็นช่วงที่เปิดให้พิชิตเขาช้างเผือกไปจนถึงฤดูหนาวที่อากาศแสนเย็นสบาย  ช่วงเวลานี้ร้านค้าในหมู่บ้านเริ่มเปิดให้บริการกันอย่างคึกคัก ในช่วงฤดูฝนหมู่บ้านอีต่องก็น่ามาเที่ยวไม่แพ้ฤดูไหน ถึงแม้จะดูเงียบเหงาไปบ้าง แต่บรรยากาศก็เหมาะกับการมานอนเล่นพักผ่อน  รอบหมู่บ้านจะถูกปกคลุมไปด้วยสายหมอกฝน และความเขียวขจีของภูเขาและต้นไม้  อากาศเย็นสบายมองไปทางไหนก็สดชื่น   บ้านแต่ละหลังสร้างแบบเรียบง่ายและยังคงรูปแบบเดิมในอดีตเป็นบ้านไม้หลังคาสังกะสีบ้าง มุงกระเบื้องบ้าง ชมรีวิวฉบับเต็ม  คลิ๊ก หมู่บ้านอีต่อง

     

    3 DEW_2298

     

    มีชื่น โฮมสเตย์  เราเลือกพักประจำเมื่อมาที่บ้านอีต่อง  เพราะถูกใจในอัธยาศัยไมตรีของคุณป้าเจ้าของ และบ้านตัวบ้านพักสะอาดและสบาย  บ้านพักมีหลายแบบถ้ามาหลายคนสามารถนอนพักเป็นบ้านหลังใหญ่มี 2 ชั้น ชั้นบนพักได้ทั้งหมด 12 คน  ข้างนอก 10 คน และยังมีห้องเล็กๆข้างในซึ่งพักได้อีก 2 คน ราคาห้องละ 3500 บาท รวมอาหารเช้า  ห้องพักเล็กที่แยกส่วนออกไป  เฟอร์นิเจอร์ ไม่ว่าจะเป็น ที่นอน ที่วี ทุกอย่างที่ใช้ก็แสนจะธรรมดา แต่วิวที่ได้เห็นเมื่อมองออกไปนอกหน้าต่างไม่ธรรมดาสามารถมองเห็นวิวของหมู่บ้านได้รอบทิศ ยิ่งมาในช่วงฤดูฝนก็จะได้เห็นความเขียวขจีและสายหมอกปกคลุมทั้งหมู่บ้าน

     

    6 DEW_2331

    5 DEW_2240

    7 DEW_2321

    6 DEW_2239

     

    ร้านขายของที่ระลึก ตั้งอยู่ตรงข้ามกับมีชื่นโฮมสเตย์ ดูเหมือนว่าจะใหญ่และโดดเด่นที่สุดในหมู่บ้าน มีสินค้าให้เลือกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น โปสการ์ด แม็กเนต ที่เสียบรูป  เสื้อ กางเกงชาวเขา  เครื่องเงินและพลอย

     

    13 DEW_2245

    16 DEW_2292

     

    ร้าน ชาวเหมือง ขายเค้กเครื่องดื่มทั้งร้อนเย็นต่างๆ เค้กที่นำมาขายส่งตรงมาจากบ้านป้าเกล็น  บ้านน้อยในป่าใหญ่ที่ขึ้นชื่อในความอร่อยของรสชาติเค้ก คุณป้าเจ้าของร้านบอกว่าขายหมดวันนี้ก็ต้องนั่งรถเข้าไปเอาเค้กมาขายต่อในวันพรุ่งนี้   ฟังคุณป้าแล้วก็พลันนึกถึงระยะทางเข้าไปบ้านเกล็นเป็นเส้นทางออฟโรดที่แอบโหดเอาเรื่องนั่งไปประมาณเกือบ  1 ชั่วโมง  ขนาดเราแค่นั่งไปรอบเดียวยังเมื่อยเกร็งสุดๆ แล้วคุณป้าเข้าออกแทบทุกวันสุดยอดมาก เค้กขายชิ้นละ 60 บาท ซึ่งเป็นราคาที่ไม่แพงเลยเมื่อเทียบกับคุณภาพและรสชาติ ใครอยากลิ้มลองรสเค้กสูตรป้าเกล็นก็แวะมาทานที่หมู่บ้านอีต่องได้เช่นกัน

     

    17 DEW_2297

    18 DEW_2317

     

    บ้านอีต่องเป็นหมู่บ้านเล็กๆประมาณ 50 หลังคาเรือน พื้นที่ไม่ได้กว้างมาก  เดินเป๊บเดียวก็ทั่วหมู่บ้าน นอกจากมีชื่นโฮมสเตย์แล้วที่นี่ก็มีโฮมสเตย์ให้บริการอีกประมาณ 5 แห่ง  มีร้านกาแฟอีต่อง ซึ่งตั้งอยู่ตรงทางเข้าหมู่บ้าน

     

    22 DEW_2305

    27 DEW_2299

    23 DEW_2303

    33 DEW_2284

     

    ตรงจุดนี้ คือ พื้นที่ของเหมืองปิล๊อกในอดีตที่ทำให้หมู่บ้านอีต่อง กลายเป็นหมู่บ้านที่มีมากกว่า 1000 หลังคาเรือน มีผู้คนมากมาย คึกคัก มีชีวิตชีวา มีการแลกเปลี่ยนค้าขาย สถานบันเทิง โรงบ่อน และมีโรงหนังถึงสองโรง สำหรับคนงานที่มาทำงานในเหมืองต่างๆ นับพันคน จนกระทั่งเกิดวิกฤตการณ์ราคาแร่ตกต่ำทั่วโลก เหมืองจำนวนมากทยอยปิดตัวลง คนงานพากันอพยพไปหางานทำที่อื่น หมู่บ้านนี้จึงกลายเป็นหมู่บ้านที่เงียบสงบอีกครั้ง  ปัจจุบันเห็นมีการก่อสร้างบ้านซึ่งไม่แน่ใจว่าจะใช้เป็นบ้านพัก หรือที่ทำการอะไรหรือเปล่าก็ไม่ทราบ แต่ที่แน่ๆคือ มองแล้วบรรยากาศสวยดีเหมือนเมืองนอกมาก

     

    26 DEW_2306

     

    เดินมาถึงตลาดอีต่อง ตั้งอยู่ตรงกลางหมู่บ้าน เป็นตลาดที่เหมือนกับร้านขายของชำทั่วไปมีอยู่ประมาณ 2-3 ร้าน มาช่วงฝนก็จะเงียบซักหน่อย เดินไปอีกนิดมีระเบียงยืนชมวิว ริมน้ำ มองสายหมอกที่ปกคลุมทั่วหมู่บ้าน บรรยากาศดีมาก  ถึงแม้ไม่มีขุมทรัพย์เป็นหมือนแร่หรือแหล่งขุดทองในหมู่บ้านอีกแล้ว แต่ปัจจุบันที่นี่กลายเป็นหมู่บ้านแห่งความสุขที่มีแต่ขุมทรัพย์ธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็น ภูเขา ต้นไม้ ลำธาร และสายหมอก ที่รอให้นักท่องเที่ยวอย่างเรามาขุดขุมทรัพย์นี้ให้ชุ่มปอดกันอีกครั้ง

     

    40 DEW_2279

    37DEW_2274

     

    เช้าวันต่อมาจากเพลนเดิมคือ ขึ้นไปชมสายหมอกอีกครั้งที่เนินช้างศึก แต่ดูจากสภาพอากาศแล้วสงสัยว่าจะไม่ได้เห็นแน่ เลยมุ่งหน้าไปยังจุดหมายต่อไปนั้นก็คือ อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ  อยู่ตั้งอยู่ในเส้นทางอยู่แล้ว มาถึงปุ๊บฝนตกมาแบบไม่ยอมหยุดกันเลยทีเดียว แต่นั้นพวกเราก็ได้หาแคร์ไม่ ก็ยังคงเดินใส่เสื้อกางฝน กางร่มเที่ยวกันต่อไป

     

     

    อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ มีระเบียงชมวิว 2 จุด นั่นก็คือ จุดชมวิวเนินกุดดอย ซึ่งปกติถ้ามาในช่วงวันฟ้าโปร่งเราก็จะได้เห็นวิวทิวเขาและเขื่อนเขาแหลมอยู่เบื้องล่าง แต่ถ้ามาในฤดูฝนโดยเฉพาะในวันที่ในตกก็จะได้เห็นไอฝนลอยแบบนี้ แต่ถ้าหากฝนไม่ตกลงมาตลอดก็จะมีโอกาสได้เห็นหมอกลอยคลอเคลียตามไหล่เขาสูงเช่นกัน

     

    37 DEW_2334

    38 DEW_2344

     

    มาถึงจุดชมวิวต่อไป จุดวิวเนินช้างเผือก ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าต้องมีอะไรเกี่ยวข้องกับเขาช้างเผือกแน่ เพราะหากมองจากมุมตรงนี้เราก็จะได้เห็นยอดเขาช้างเผือกลิบๆอยู่ไม่ไกล

     

     

    แต่ในเวลานี้เราก็แต่ยืนกางร่ม รับความสดชื่นของสายฝนไปแทน

     

     

    ในอุทยานเวลานี้มองไปทางไหนก็จะเต็มไปด้วยสีเขียวของพืขยืนต้น มอสเฟริน ต่างๆ ซึ่งมองแล้วสวยไปอีกแบบ

     

    43 DEW_2422

    41 DEW_2403

     

    พวกเรานั่งรถจากอุทยานฯมาเรื่อยๆ จนถึง จุดชมวิว กม. 12 ซึ่งตั้งอยู่ริมถนน สังเกตง่ายมาก ผ่านโค้งแล้วหักรถเข้ามาจอดตรงจุดชมวิวได้เลย

     

     

    และแล้วโชคชะตาก็ไม่ได้ให้เราเจอแต่สายฝนตลอดไป เพราะเมื่อฝนหยุดแล้ว เราก็จะได้รับของขวัญเป็นสายหมอกอันงดงามที่จุดชมวิวแห่งนี้ คุ้มแล้วละการเดินทางที่เราได้มีโอกาสมาเห็นภาพนี้ที่อยู่ตรงหน้า

     

    46 DEW_2478

     

    หมอกหนาลอยต่ำคลอเคลียไปกับความเขียวขจีของสีเขียวของต้นไม้ที่อยู่เบื้องล่าง พวกเราสลับกันเก็บภาพความประทับใจพร้อมกับอุปกรณ์กันฝนคู่กายที่ต้องพกไว้ติดตัวทุกเมื่อเพราะไม่รู้ว่าระหว่างที่เราดื่มด่ำกับความงามนี้ฝนจะตกลงมาอีกเมื่อไหร่

     

    45DEW_2459

    DEW_2473

     

     

    เป็นจุดชมวิวที่สามารถมองเห็นหมอกได้กว้างมาก มีจุดให้ชมหลายจุด จะเรียกว่าเกือบ 360 องศาก็ว่าได้

     

     

    ระหว่างทางกลับบนเส้นทางของอำเภอทองผาภูมิ เราก็ยังคงเห็นสายหมอกลอยมาเป็นระยะถึงแม้จะเป็นเวลาเกือบเที่ยงก็ตาม ชวนให้เราลงไปเก็บภาพแท้กับหลักกิโลเท่ๆ ที่มีวิวหมอกเป็นฉากเบื้องหลัง  ฤดูฝน ฤดูแห่งความชอุ่มเห็นบรรยากาศแล้วพร้อมพกร่มมาเที่ยวกันให้สนุกหรือยังค่ะ

     

    51 DEW_2519

    52 DEW_2529

     

    ทริปเดินทาง 27 ก.ค. 58

    Tags : , , , ,

  • บทความที่เกี่ยวข้อง

    One Response to “กางร่มเที่ยว เฟี้ยวหน้าฝน สังขละบุรี ปิล๊อก”

    1. เยี่ยมมาก

    Leave a Reply

  • บทความล่าสุด

    บทความแนะนำ

    อร่อยด้วยกัน