• โอบหมอก กอดหนาว สุขใจที่ม่อนเงาะ

    ความงดงามของธรรมชาติที่แสนบริสุทธิ บ้านพักที่แสนเรียบง่ายกลางหุบเขา ทะเลหมอกอันสวยงาม ที่แห่งนี้ไม่ผู้คนวุ่นวาย ฉันกำลังพูดถึง ดอยม่อนเงาะ ซึ่งเป็นที่ตั้งของ โครงการหลวงม่อนเงาะ และสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยงามอีกหลายแห่ง  ชื่อนี้อาจไม่คุ้นหูและผ่านตาใครหลายคนมากนัก  ในฤดูหนาวฤดูแห่งการท่องเที่ยวขณะที่หลายคนกำลังมุ่งหน้าไปเที่ยวยังดอยยอดฮิตทั้งหลาย ไมว่าจะเป็นดอยอินททนท์ ดอยอ่างข่าง ดอยสุเทพ แต่ฉันของท่องเที่ยวแบบฉีกกฎบนดอยเดิมๆ เพื่อไปเสาะแสวงหาบรรยากาศแห่งการท่องเที่ยวแบบใหม่ ที่ โครงการหลวงม่อนเงาะ 

     

    %e0%b8%9b%e0%b8%81%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%b0

     

    โดยส่วนตัวฉันเป็นคนที่ชอบท่องเที่ยวไปยังโครงการหลวงต่างๆอยู่แล้ว หากรู้มาว่ามีที่ไหนน่าสนใจไม่พลาดเสมอ โครงการหลวงม่อนเงาะ ถือว่า ตั้งอยู่ในอำเถอแม่แตง เส้นทางเดียวกับเส้นทางทางสู่ปาย  ห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่  67 กิโลเมตร  ใช้เวลาในการเดินทาง ประมาณ  2 ชั่วโมง ถือได้ว่าเป็นโครงการหลวงที่อยู่ไม่ไกลจากเมืองเชียงใหม่เท่าไหร่ ถนนหนทางเป็นทางราดยางเดินทางค่อนข้างสะดวก ด้วยรถส่วนตัว แต่ถนนจะชันและคดเคี้ยวซักหน่อย แต่ก็ไม่มากเกินไป ที่นี่มีบ้านพักให้บริการทั้งหมด 5 หลัง  เป็นบ้านพักที่สร้างแบบเรียบง่าย ท่ามกลางธรรมชาติอันเขียวขจี

     

     

    บ้านพักมีระเบียงยื่นออกไปชมวิวทุกหลัง

     

     

    ภายในห้องมีที่นอนพร้อมเครื่องนอนไม่มีทีวี แต่มีเครื่องทำน้ำอุ่น ไฟฟ้าเปิดตลอด 24 ชั่วโมง สัญญาณโทรศัพท์ภายในพื้นที่โครงการหลวงมีเฉพาะ GSM และมีเพียงบางจุด แต่ในย่านชุมชนข้างนอกมีทุกค่าย

     

     

    โครงการหลวงม่อนเงาะ

    7 DEW_0416

     

    ร้านอาหารของโครงการหลวงพร้อมให้บริการ เมนูส่วนใหญ่เป็นเมนูพื้นบ้านและผักสดจากโครงการหลวงฯ ซึ่งเมนูแนะนำนอกจากจะเป็นน้ำพริกและผักสดแล้ว เมนูประเภทฟักทองผลผลิตเด่นของม่อนเงาะเป็นอีกหนึ่งเมนูที่ไม่ควรพลาด เช่น แกงฟักทอง ผัดฟักทอง เป็นต้น

     

     

    โปรแกรมท่องเที่ยวม่อนเงาะที่ไม่ควรพลาด คือ ตื่นแต่เช้าไปชมทะเลหมอกบนจุดชมวิวม่อนเงาะ ซึ่งตั้งอยู่หากจากโครงการหลวงประมาณ 7 ก.ม. ใช้เวลาเดินทางประมาณ 45 นาที  โดยการขึ้นไปชมทะเลหมอกสามารถติดต่อใช้บริการรถกระบะนำเที่ยวจากโครงการหลวงได้เลย คิดราคาเฉพาะไปชมทะเลหมอก ไปกลับ 700 บาท เส้นทางขึ้นไปค่อนข้างชัน แคบ ช่วงสุดท้ายเป็นเส้นทางดินลูกรัง รถที่ขึ้นได้ต้องเป็นรถ 4WD   ถ้าไม่ชำนาญทางไม่แนะนำให้นำรถส่วนตัวขึ้นมาเองเพราะค่อนข้างอันตราย

     

     

    จุดชมวิวดอยม่อนเงาะ จะมี 2 จุด จุดแรก คือลานกางเต็นท์ ซึ่งเป็นจุดชมพระอาทิตย์ขึ้นและสามารถมองเห็นทะเลหมอก ได้แบบ ใกล้ชิด อีกจุด คือ จุดชมวิวสูงสุดต้องเดินเท้าขึ้นไปอีก 300 เมตร ซึ่งจะไม่เห็นพระอาทิตย์ขึ้น เป็นมุมแบบพาโนรามามองเห็น ทะเลหมอกสลับกับภูเขาสูงชันได้แบบกว้างไกล โดยส่วนใหญ่จะรอชมพระอาทิตย์ขึ้นที่จุดแรกก่อนหลังจากนั้นค่อยเดินไปต่อยัง จุดชมวิวสูงสุด  มาถึงก็ให้ชมพระอาทิตย์ขึ้นที่จุดชมวิวจุดแรกก่อน จากลานจอดรถเดินมาอีกนิดหน่อยประมาณ 100 เมตร  มาถึงจุดชมวิวจุดแรก ประมาณ 6 โมงกว่าเร็วมาก

     

     

     

    มีคนเคยบอกว่าที่นี่คือ ภูชี้ฟ้า แห่งเชียงใหม่ ซึ่งมองไปแล้วก็เห็นท่าว่าจะจริง เพราะมีในส่วนของจงอยภูเขาที่ยื่นออกไปกลางทะเลหมอก รวมถึงทะเลหมอกค่อนข้างกว้างไกลคล้ายกับภูชี้ฟ้า

     

    แสงยามเช้าเริ่มสาดส่อง กระทบกับสายหมอกสีขาวและภูเขาเขียว เป็นอีกหนึ่งภาพที่งดงามในเช้าวันใหม่

     

     

     

    จากจุดชมวิวจุดแรก เราเดินเท้าไปยังจุดวิวสูงสุดซึ่งอยู่หากจากจุดแรกประมาณ 300 เมตร ตรงจุดนี้จะนิยมเดินขึ้นไปหลังจากชมพระอาทิตย์ขึ้นที่จุดแรกเรียบร้อยแล้ว ไม่แนะนำให้ขึ้นไปก่อนเพราะจุดชมวิวสูงสุดภูเขาจะบังไม่เห็นพระอาทิตย์ขึ้นอยู่แล้ว

     

     

     

    จุดชมวิวสูงสุด ดอยม่อนเงาะ มีป้ายเป็นไม้ขดเป็นรูปตัวอักษร ยอดดอยม่อนเงาะ

     

     

    จากป้ายเดินลัดเลาะไปยังอีกฝั่งเขาก็จะได้พบกับมุมของทะเลหมอกในมุมนี้ คือ เป็นมุมที่น่าจะสวยที่สุดของยอดดอยม่อนเงาะ สามารถเห็นได้ถึงความอลังการของทะเลหมอก  มองเห็นได้แบบพาโนรามา เป็นภาพทะเลหมอกที่แทรกตัวระหว่างทิวเขาที่สลับซับซ้อนไกลสุดตา

     

     

     

    มองเห็นทิวเขาของดอยหลวงเชียงดาวอยู่ไกลๆ ดอยม่อนเงาะ เป็นอีกหนึ่งในที่สุดของความสวยแห่งทะเลหมอกเชียงใหม่ ที่ต้องหาโอกาสมาชมให้ได้

     

     

    กลับมายังที่พักของโครงการหลวงเพื่อทานอาหารเช้าและเก็บข้าวของสัมภาระ บรรยากาศในยามเช้าของโครงการหลวงจะมีหมอกบางลอยผ่านตลอด เจ้าหน้าที่บอกว่าเป็นแบบนี้เกือบทุกวันในช่วงฤดูหนาวรวมถึงฤดูฝนด้วย มองแล้วสดชื่นมากมาย

     

     

    มาจบที่โปรแกรมสุดท้ายพร้อมรับประทานอาหารกลางวันที่ ไร่ชาลุงเดช แต่หลังจากที่เคยเดินทางมาแล้ว แนะนำว่าเพื่อให้ได้บรรยากาศที่สวยงาม ไร่ชาลุงเดชควรไปแต่เช้าหลังจากชมวิวทะเลหมอกที่ยอดดอยม่อนเงาะเรียบร้อยแล้วเพราะอยู่ไม่ไกลกัน ดูหมอกเสร็จแวะไปที่ไร่ชาเลยเพราะจะได้เห็นหมอกและแสงในยามเช้าด้วย  หมอกที่ไร่ชามีให้ชมถึงประมาณ 9 โมงเช้า ไร่ชาลุงเดช เป็นไร่ชาที่ปลูกชาขั้นบันไดลดหลั่นไปตามเชิงเขา มาถึงที่นี่ก็ต้องมาลิ้มรสชาพันธุ์ต่างๆ พร้อมชมวิวไร่ชาแสนสวยที่ระเบียงชมวิว

     

     

    บ้านหลังนี้ได้ถูกปรับปรุงให้เป็นร้านอาหาร และห้องพัก รวมทั้งที่กางเต้นท์ โดยชั้นบนสุดคือ ร้านอาหาร ชั้นต่อมา คือห้องพัก และชั้นล่างสุด คือ จุดกางเต็นท์ ซึ่งแต่ละชั้นทำระเบียงแบบเปิดโล่ง มีที่นั่งชมวิวแบบแนบชิดไร่ชา สามารถนั่งชมวิว จิบชา มองวิวภูเขาได้แบบชิวๆ

     

     

    ลุงเดชเจ้าของไร่ ด้วยบุคลิกของคุณลุงที่ได้รู้จักกันในครั้งแรก อาจดูสีหน้าและน้ำเสียงจะนิ่งเหมือนจะดุ แต่เมื่อได้คุยและเริ่มคุ้นเคยกัน คุณลุงใจดีมาก เล่าให้ฟังว่า ปกติอาชีพหลักคือ ทำชา เป็นเกษตรกร  อยู่แต่ในป่าบนดอย จะไม่ค่อยคุ้นเคยกับการต้อนรับนักท่องเที่ยว บางครั้งทำตัวไม่ถูก เพราะคนที่มาที่ไร่มีหลากหลายรูปแบบ ลุงรักการทำชาอยู่กับมันมาหลายสิบปี  ตอนแรกไม่ได้เปิดเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแต่เปิดให้เข้ามาเยี่ยมชมได้ พอมีคนมาแล้วเอาภาพไปลงก็ตามกันมาเรื่อยๆ จนทุกวันนี้มากันเยอะมาก เลยคิดว่าทำแบบเดิมคงไม่ได้แล้ว เพราะบางคนมาเที่ยวก็คาดหวังมากขึ้น จึงเริ่มเปิดเป็นร้านอาหาร บ้านพัก แต่ลุงก็ไม่ได้ทำแบบธุรกิจอะไร เพราะหลักๆชอบทำชา จองบ้านพักก็ไม่ให้โอนเงินมาก่อน ถึงเวลาก็มาเลย ซึ่งก็จริงค่ะ ตอนเราจองบ้านพักถามว่าต้องโอนเงินมัดจำมั้ย คุณลุงบอกไม่ต้องมาได้เลย ลงชื่อจองไว้ให้แล้ว คือ คุณลุงทำเองหมดทุกอย่าง  ทั้งรับโทรศัพท์ ให้ข้อมูลพูดคุยกับนักท่องเที่ยว หรือแม้แต่ขับรถรับส่ง ซึ่งตอนเรามาก็ขับรถลงมารับที่ปากทางขึ้น เลยได้มีโอกาสคุยกันยาวหน่อย

     

     

    นอกจากไร่ชาแล้วยังมีที่พักให้บริการด้วยมีบ้านพัก 2 แบบ แบบแรก คือ บ้านแบบเอเฟรมราคา หลังละ 500 บาท มี 2 หลัง ติดไร่ชา  ภายในห้องไม่ได้มีสิ่งอำนวยความสะดวกอะไรมากตามสไตล์บ้านพักแบบชาวบ้าน มีเพียงที่นอนผ้าห่ม หน้าต่างเปิดชมวิวได้ อินดี้ที่สุด คือ มีห้องน้ำอยู่ในห้องนอนน้อยๆด้วยไว้ถ่ายหนัก ถ่ายเบา แต่อาบน้ำไม่ได้ต้องไปอาบห้องน้ำรวมข้างนอกซึ่งมีน้ำอุ่นให้

     

     

    ส่วนบ้านอีกแบบเป็นแบบห้องอยู่ที่เดียวร้านอาหาร มี 4 ห้อง ไม่ได้ถ่ายภาพไว้เพราะมีลูกค้าพักอยู่ เลยนำภาพจากในเพจของไร่ชามาให้ชมหน้าตาของห้องกัน ห้องแบบนี้มีห้องน้ำในตัวเหมือนกัน แต่สามารถอาบน้ำได้

     

     

    เมนูอาหารมีไม่มากส่วนใหญ่เน้นเมนูง่ายๆ และเมนูที่มีใบชาเป็นส่วนประกอบ มาถึงไร่ชาแล้วก็ต้องลองค่ะ จัดมาก่อนเลยใบชาทอดกรอบ ยำปลากระป๋องใบชา ข้าวไข่เขียว เสิร์ฟมาพร้อมกับชาขาวร้อนๆ ที่ไร่ชาลุงเดชเครื่องดื่มทุกอย่างเป็นแบบร้อนหมดนะคะ จะไม่มีแบบกาแฟเย็น ชาเย็น  แต่มีน้ำเย็นใส่น้ำแข็งบริการฟรี  ในส่วนของรสชาติอาหาร บอกเลยว่าอร่อยมากโดยเฉพาะเมนูใบชา ใบชาทอดกรอบมีความกรอบมากจิ้มกับน้ำจิ้มบ๊วย กรุบกรอบทานเพลิน ยำปลากระป๋องใบชาแนะนำต้องสั่ง เป็นยำปลกระป๋องใบชาที่อร่อยที่สุดเท่าที่เคยได้กินมาจากหลายที่ รสชาติกลมกล่อมครบทุกรส

     

     

    มาถึงแล้วก็ต้องถ่ายภาพกับไร่ชาซักหน่อย  ไร่ชาจะไม่ได้มีพื้นที่กว้างเหมือนกับไร่ชาที่เคยเจอ แต่ในเรื่องของวิวนั้นถือว่าดีงาม เพราะมีภูเขาของดอยม่อนเงาะ เรียงรายเป็นฉากหลังสลับซับซ้อน ภูเขามีความเขียวขจี บ่งบอกถึงความอุดมสมบูรณ์ของป่าไม้ ได้ความสดชื่น สบายตาไปเต็มๆ

     

     

    ดอยม่อนเงาะ อีกหนึ่งความทรงจำดีในหน้าของฉัน และสำหรับที่นี่คงไม่ได้มีเพียงครั้งเดียว ฉันสัญญากับตัวเองว่าจะกลับมาพักผ่อนกอดหมอก รับลมหนาว เคียงข้างไปกับธรรมชาติที่แสนบริสุทธิ์ อีกครั้งแน่นอน  ตลอดเวลาที่ฉันได้ท่องเที่ยวไปยังจุดต่างๆของดอยม่อนเงาะ มันมีแต่คำว่า ความสุข

     

    รีวิวภาพและข้อมูลฉบับเต็ม

     คลิ๊ก ไร่ชาลุงเดช

     

     

    คลิ๊ก โครงการหลวงม่อนเงาะ

     

    คลิ๊ก ดอยม่อนเงาะ

     

    Tags : , , , ,

  • บทความที่เกี่ยวข้อง

    Leave a Reply

  • บทความล่าสุด

    บทความแนะนำ

    อร่อยด้วยกัน