พระปฐมเจดีย์ เป็นปูชนียสถานอันสำคัญของประเทศไทย อยู่ภายในวัดพระปฐมเจดีย์ราชวรมหาวิหาร เป็นพระมหาเจดีย์ที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย การที่ได้ชื่อว่าพระปฐมเจดีย์นั้น พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ทรงสัณนิษฐานว่าน่าจะเป็นพระเจดีย์เก่ากว่าพระเจดีย์อื่น ๆ ในประเทศสยาม สันนิษฐานว่า สร้างสมัยทวาราวดี ตั้งอยู่ที่เมืองนครไชยศรีในสมัยก่อน ปัจจุบันอยู่ในอำเภอ เมืองนครปฐม องค์พระปฐมเจดีย์ เป็นพระเจดีย์ใหญ่ รูประฆังคว่ำปากผาย มหึมา โครงสร้างเป็นไม้ซุงรัดด้วยโซ่เส้นมหึมาก่ออิฐถือ ปูนประดับด้วยกระเบื้องปูทับ ประกอบด้วยวิหาร 4 ทิศกำแพงแก้ว 2 ชั้น เป็นที่ประดิษฐาน พระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า เป็นที่เคารพสักการบูชาของบรรดาพุทธศาสนิกชนทั่วโลกทางวัดกำหนดให้มีงานเทศกาลนมัสการองค์พระปฐมเจดีย์ ในวันขึ้น 12 ค่ำ เดือน 12 ถึง วันแรม 5 ค่ำ เดือน 12 รวม 9 วัน 9 คืน เป็น ประจำทุกปี

พระปฐมเจดีย์
พระปฐมเจดีย์ หรือเดิมเรียกว่าพระธมเจดีย์มีฐานะเป็นมหาธาตุหลวงของแผ่นดินสุวรรณภูมิทั้งนี้พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชวินิจฉัย ว่า พระธมเจดีย์องค์นี้ อาจเป็นเจดีย์ที่สร้างขึ้น เมื่อคราวที่พระสมณทูตในพระเจ้าอโศกมหาราช เดินทางมาเผยแผ่ศาสนายังสุวรรณภูมิ ก็เป็นได้ เพราะพระเจดีย์เดิมมีลักษณะทรงโอคว่ำ หรือทรงมะนาวผ่าซีก แบบเดียวกับ พระสถูปสาญจีแต่ปรากฏว่ามียอดเป็นแบบปรางค์ซึ่งพระองค์ฯ ทรงมีพระราช วินิจฉัยว่า อาจมีเจ้านายพระองค์ใดมาบูรณะไว้ก็เป็นได้ ซึ่งตรงกับความในศิลาจารึกหลักที่ 2 (ศิลาจารึกวัดศรีชุม) ของพระมหาเถรศรีศรัทธาฯ อันได้ กล่าวไว้ว่า พระมหาเถรศรีศรัทธาฯ ท่านทรงได้แวะมาบูรณะพระธมเจดีย์องค์นี้ ก่อนที่ท่านจะเดินทางกลับเมืองราดเมื่อคราวที่ท่านเสด็จกลับจากศึกษา พระพุทธศาสนา ที่ลังกา ทั้งนี้พระบาทสมเด็จ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงพระราชทานนามใหม่ว่าพระปฐมเจดีย์ด้วยทรงเชื่อ ว่านี่คือเจดีย์แห่งแรก ของสุวรรณภูมิ นั่นเอง ในเรื่องนี้นักประวัติศาสตร์และนักโบราณคดีบางท่านได้ระบุว่า พระปฐมเจดีย์ ไม่ได้เป็นเจดีย์ที่เก่าที่สุด ของ สุวรรณภูมิ แต่เป็น พระมหาธาตุหลวง ในยุคทวารวดีมากกว่า เนื่องด้วยเหตุผลประกอบหลายประการ โดยเฉพาะการค้นพบเจดีย์ที่มีอายุเก่าแก่กว่าพระธมเจดีย์ และหลักฐาน ลายลักษณ์อักษร ที่ระบุว่า พระเจดีย์องค์นี้ เดิมขอมเรียกพระธมซึ่งไม่ว่าจะเป็นชาวขอมจริงๆ หรือชาวลวรัฐ ซึ่งสมัยนั้นเรียกว่าขอม เช่น ขอมสบาด โขลญลำพง คำว่าธมสำหรับชาวขอมนั้น แปลว่า ใหญ่ ตรงกับคำเมืองว่า หลวงซึ่งเราก็เรียกพระนครธม ว่าพระนครหลวงด้วยเหตุผลเดียวกัน

นอกจากนี้พระบรมราชสรีรางคาร รัชกาลที่ 6 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว บรรจุที่ฐานพระร่วงโรจนฤทธิ์พระปฐมเจดีย์ จังหวัดนครปฐม และฐานพระพุทธชินสีห์วัดบวรนิเวศวิหารตามที่มีพระบรมราชโองการสั่งไว้ในพระราชพินัยกรรม ต่อมาในพุทธ ศักราช 2529 พระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เชิญพระอังคารของพระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวีในรัชกาลที่ 6 ไปบรรจุไว้เคียงข้างพระบรม ราชสรีรางคารรัชกาลที่ 6 ที่ใต้ฐานพระร่วงโรจนฤทธิ์
ปีพ.ศ. 2451 พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6 เมื่อครั้งดำรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระยุพราชเสด็จประพาส หัวเมืองฝ่ายเหนือได้ทอด พระเนตรพระพุทธรูปโบราณเป็นอันมาก แต่มีพระพุทธรูปองค์หนึ่งที่เมืองศรีสัชนาลัย(จังหวัดสุโขทัย) กอปรด้วยพระลักษณะงามเป็นที่ต้องพระราชหฤทัย แต่ชำรุดมากเหลืออยู่แต่พระเศียร พระหัตถ์และพระบาท จึงโปรดเกล้าฯ ให้ อัญเชิญลงมากรุงเทพฯ แล้วให้ช่างปั้นสถาปนาขึ้นมาบริบูรณ์เต็มพระองค์ และโปรดเกล้าฯ ให้จัดการพระราชพิธีเททองหล่อขึ้น เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2456 ณ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม กรุงเทพมหานครฯ พระร่วงโรจนฤทธิ์ เป็นที่เคารพบูชาของ พุทธศาสนิกชนชาวไทยทั่วไป ชื่อเต็มก็คือ พระร่วงโรจนฤทธิ์ ศรีอินทราทิตย์ ธรรโมภาส มหาวชิราวุธ ราชปูชนียบพิตร ตาม ประกาศกระแสพระบรมราชโองการ ลงวันที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2466 แต่ประชาชนทั่วไป จะเรียกว่า หลวงพ่อพระร่วง หรือ พระร่วงโรจนฤทธิ์

พระร่วงโรจนฤทธิ์ มีขนาดความสูงวัดจากพระบาทถึงพระเกศ 7.42 เมตร หรือราว 12 ศอก 4 นิ้ว เป็นพระพุทธรูปปางห้ามญาติ ศิลปะ แบบสุโขทัยประทับ ยืนอยู่บนฐานโลหะทองเหลืองลายบัวคว่ำบัวหงาย ทำวงพระพักตร์ตามยาว พระหนุเสี้ยมนิ้วพระหัตถ์และ พระบาทไม่เสมอกัน ห้อยพระหัตถ์ซ้ายลงข้าง พระวรกาย แบฝ่าพระหัตถ์ขวายกตั้งขึ้น ยื่นออกไปข้างหน้าระดับพระอุระ เป็นกิริยา ห้าม มีพระอุทรพลุ้ยออกมา ห่มจีวรบางคลุม แนบติดพระวรกาย บ่ายพระพักตร์สู่ทิศเหนือทำด้วยโลหะทองเหลืองหนัก 100 หาบ การอัญเชิญพระร่วงโรจนฤทธิ์ เมื่อเดือนกรกฎาคมพ.ศ. 2457 จำเป็นต้องแยกชิ้นมา และมาประกอบเข้าด้วยกันที่จังหวัดนครปฐม แล้วเสร็จเป็นองค์สมบูรณ์ เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2458 หลังจากรัชกาลที่ 6 เสด็จสวรรคตแล้วตาม ความในพระราชพินัยกรรม ของพระองค์ระบุว่าให้ บรรจุพระอังคารของพระองค์ไว้ใต้ฐานพระร่วงฯ ที่องค์พระปฐมเจดีย์ วันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2469 จึงได้ทำพิธีบรรจุ พระบรมราชสรีรังคาร ณ ใต้ฐานพระร่วงโรจนฤทธิ์ ศรีอินทราทิตย์ ธรรโมภาส มหาวชิราวุธ ราชปูชนียบพิตร ตามพระประสงค์ ทุกประการ
1.รถยนต์ส่วนตัว
จากกรุงเทพฯ สามารถไปได้ 2 เส้นทาง คือ ใช้ทางหลวงหมายเลข 4 (เพชรเกษม) ผ่านอ้อมน้อย อ้อมใหญ่ สามพราน ไปจนถึงจังหวัดนครปฐม หรือใช้ถนนบรมราชชนนี ผ่านพุทธมณฑล นครชัยศรี ไปจนถึงตัวจังหวัดนครปฐม

2. รถไฟ
สถานีรถไฟบางกอกน้อยก็ขึ้นรถไฟได้ เที่ยวแรกขบวน 255 ออก 07.25 น. ถึงนครปฐม 08.30 น. เที่ยวสองขบวน 257 ออก 07.45 ถึงนครปฐม 08.53 น. ค่าโดยสารฟรีตลอดสายลงรถไฟที่สถานีนครปฐมลงสถานีเดินตรงไปก็ถึงองค์พระปฐมเจดีย์เลย ไม่ต้องต่อรถ


3. รถโดยสารประจำทาง
- รถตู้ปรับอากาศตรง พระพรหมข้าง ๆ ห้างเซนทรัลปิ่นเกล้าปิ่นเกล้า - ม.ศิลปากร ( สนามจันทร์ราคา 40 บาท ใช้เวลาประมาณ20 - 40 นาที
- รถทัวร์ 997 กรุงเทพ-นครปฐม ตรงสถานีขนส่งสายใต้ จุดจอดที่นครปฐมก็ใกล้องค์พระปฐมเจดีย์
พระปฐมเจดีย์
พระปฐมเจดีย์
พระปฐมเจดีย์
พระปฐมเจดีย์
พระปฐมเจดีย์
พระปฐมเจดีย์
พระปฐมเจดีย์
พระปฐมเจดีย์
พระปฐมเจดีย์
พระปฐมเจดีย์
 ติดตามไปด้วยกันใน Facebook