วัดถ้ำสาริกา  ตั้งอยู่บนภูเขาลูกเล็กๆ ภายในวัดถ้ำสาริกา อ.เมือง จ.นครนายก มีลักษณะเป็นเพิงหินเล็กๆ ภายใต้ก้อนหินขนาดใหญ่ลึก เข้าไปในหินประมาณ 3  เมตรไม่มีหินงอกหินย้อย เคยเป็นสถานที่ ที่หลวงปู่มั่น เดินทางธุดงค์มาฝึกวิปัสนากรรมฐาน ในช่วงที่ท่านธุดงค์ ป่าภาคกลาง ด้านในถ้ำประดิษฐานรูปหล่อหลวงปู่มั่น ขนาดเล็กกว่าองค์จริงเล็กน้อย ด้านบนหินมีต้นไทรต้นใหญ่แผ่รากคอบคลุมหิน ก้อนนี้อยู่ ปัจจุบันทางวัดได้สร้างศาลาคอนกรีตถาวร คลุมบริเวณหน้าถ้ำไว้ เพื่อสะดวกในการมาสักการะและปฏิบัติธรรมร่มเย็นดีมาก ปัจุจับนในถ้ำประดิษฐานรูปหล่อหลวงปู่มั่น ขนาดเล็กกว่าองค์จริงเล็กน้อย ซึ่งบริเวณช่องถ้ำเป็นที่ที่หลวงปู่มั่นเคยใช้เป็นที่่วิปัสสนา บำเพ็ญธรรมในสมัยก่อน บริเวณใกล้กันประดิษฐานพระประธานพระพุทธรูปปางนั่งสมาธิ และรูปหล่อสมเด็จพระพุทธจารย์โต พรหมรังสี สำหรับให้ชาวบ้านหรือพุทธศาสนิกชนได้มาบูชากราบไหว้กัน และมีตู้กระจกซึ่งด้านในมีหุ่นขี้ผึ้งของหลวงปู่มั่นซึ่งเท่ากับขนาดองค์จริง ประดิษฐานอยู่  ภายในบริเวณวัดเป็นภูเขา ลักษณะสภาพป่าเขาและตบแต่งภูมิทัศน์ได้อย่างเป็นธรรมชาติ มีกุฏิหลังน้อยๆ ซ้อนตัวกลมกลืน กับธรรมชาติอยู่หลายหลัง  เพื่อสะดวกในการมาสักการะและใช้เป็นสถานที่สำหรับปฏิบัติธรรมภายในวัด
สำหรับความสำคัญของถ้ำนี้ปรากฏในประวัติหลวงปู่มั่น จากสำนวนหลายครูบาอาจารย์เป็นดังนี้คือ ประมาณปี ๒๔๕๐ - ๒๔๕๓ ท่านได้จาริกไปทางจังหวัดลพบุรี ไปพักอยู่ที่เขาพระงามบ้าง ถ้ำสิงโตบ้าง ต่อมา ท่านได้ไปพักอยู่ที่ถ้ำสาริกานี่เอง ท่านได้ประสบเหตุการณ์ต่าง หลายประการ และเป็นที่ติดใจท่านมาตลอด คือ ขณะที่ท่านไปถึงหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่ใกล้กับถ้ำมากกว่า หมู่บ้านอื่น ๆ ท่านวานให้ชาวบ้านพาไปส่งที่ถ้ำดักล่าว เพราะไม่รู้จักทาง ชาวบ้านเล่าเรื่องราวต่าง ๆ เกี่ยวกับถ้ำนั้นให้ฟัง พร้อมกับนิมนต์ ให้เลิกล้มความต้องใจที่จะไปถ้ำนั้นเสีย แต่ท่านบอกว่า ท่านไม่กลัว ท่านทดลองพักดู ขณะที่พักที่ถ้ำสาริกาแห่งนี้ในระยะเดือนแรกๆ ท่านรู้สึกปรกติดี จิตใจสงบ ไม่มีอะไรพลุกพล่าน พอดีคืนต่อๆมา ท่านรู้สึกว่าโรคเจ็บท้องที่เคยเป็นประจำชักกำเริบ และมีอาการรุนแรงขึ้น ตามลำดับ ท่านได้หวนคิดถึงคำที่ชาวบ้าพูดกันว่า มีพระมาตายที่นี่ ๔ รูปแล้ว ท่านจึงคิดว่าท่านอาจเป็นรูปที่ ๕ ก็ได้ ถ้าไม่หายจากโรค เมื่อฉันยาแล้ว โรคก็ยังไม่หยุดกำเริบ ในที่สุดท่านตัดสินใจใช้ธรรมโอสถรักษา จะหายก็หายจะตายก็ตาย จากนั้นท่านจึงพิจารณาถึง ทุกขเวทนาด้วยปัญญาอย่างไม่หยุดยั้ง จนในที่สุดโรคก็หาย ความฟุ้งซ่านภายในใจก็ดับกลายเป็นความสงบ จิตสว่างออกไปจากร่างกาย ปรากฏเห็นบุรุษคนหนึ่งมีรูปร่างใหญ่โต ถือตะบองเหล็กเดินเข้ามาหาท่าน พูดกับท่านว่าจะตีท่านให้จมลงดิน ถ้าไม่หนีไป ท่านก็ถามไปว่า ท่านผิดอะไรถึงจะมาตีท่าน เขาก็บอกว่า เขารักษาภูเขาลูกนี้มานานแล้ว ใครมาใหญ่กว่าเขาเป็นไม่ได้ ท่านก็บอกว่า ท่านเป็นพระ มาบำเพ็ญธรรมเพื่อมาปราบกิเลส ไม่ได้มาทำร้ายใครว่าแล้วก็เทศนา สั่งสอนบุรุษลึกลับคนนนั้น จนเกิดความเลื่อมใส ในคืนต่อมา ท่านได้บำเพ็ญสมณธรรมด้วยความสะดวกไม่มีอะไรมารบกวน ร่างกายก็เป็นปรกติสุข หลังจากที่หลวงปู่มั่นได้ธุดงค์จากที่นี่ไป

หลังจากหลวงปู่มั่นธุดงค์ไปที่อื่นแล้ว ถ้ำแห่งนี้ก็ได้ร้างลงจนเมื่อประมาณ ๓๐ - ๔๐ ปีมานี้ ท่านพระอาจารย์เจือ กิจจธโรเจ้าอาวาสรูป ปัจจุบัน ได้สร้างวัดในบริเวณนี้สำหรับปฏิบัติธรรมและศาสนสถานต่างๆ ให้มั่นคงและเป็นที่รุ้จักแพร่หลายมากยิ่งขึ้น วัดแห่งนี้ไม่ไกลจาก กรุงเทพมากนัก จัดเป็นศาสนสถานที่สำคัญที่มีความเกี่ยวเนื่องกับหลวงปู่มั่นใกล้กรุงเทพที่สุดแห่งหนึ่ง สะดวกสำหรับการมาเยื่ยมชมและ รำลึกถึงการปฏิบัติธรรมอย่างเด็ดเดี่ยวโดยมีชีวิตเข้าแรก ณ สถานที่แห่งนี้

เมื่อขึ้นบันไดมาเจอจุดแรกเป็นศาลาคอนกรีตที่มีต้นไทรใหญ่ปกคลุม
วัดถ้ำสาริกา นครนายก วัดถ้ำสาริกา นครนายก
วัดถ้ำสาริกา นครนายก วัดถ้ำสาริกา นครนายก
วัดถ้ำสาริกา นครนายก วัดถ้ำสาริกา นครนายก
ทางขึ้นไปนมัสการหลวงปู่มั่น
วัดถ้ำสาริกา นครนายก วัดถ้ำสาริกา นครนายก
วัดถ้ำสาริกา นครนายก วัดถ้ำสาริกา นครนายก
อุโบสถวัดถ้ำสาริกา
วัดถ้ำสาริกา นครนายก วัดถ้ำสาริกา นครนายก
วัดถ้ำสาริกา นครนายก วัดถ้ำสาริกา นครนายก
โดยรถยนต์ส่วนตัว
จากตัวเมืองนครนายกไปตามทางหลวงหมายเลข 3049 เป็นระยะทาง 12 กิโลเมตร แล้วแยกซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข 3050 โดยอยู่ก่อนถึงน้ำตกสาริกาประมาณ 3  กิโลเมตร  ก็จะถึงวัดถ้ำสาริกา วัดจะอยู่ทางด้านซ้ายมือมีป้ายบอกชัดเจน
 ติดตามไปด้วยกันใน Facebook