ตลาดน้ำคลองสระบัว
วัดหน้าพระเมรุเป็นวัดเก่าแก่ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา สร้างขึ้นในสมัยต้นกรุงศรีอยุธยา ตั้งอยู่ริมคลองสระบัว ริมแม่น้ำลพบุรีเก่า เดิมชื่อว่า วัดพระเมรุราชิการาม เป็นวัดเดียวที่ไม่ถูกพม่าทำลายในคราวเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 เนื่องจากพม่าไปตั้ง กองบัญชาการอยู่ที่นั่น จึงยังคงสภาพดีมาก
วัดหน้าพระเมรุ  อยุธยา
พระอุโบสถ
ยาวประมาณ ๕๐ เมตร กว้างประมาณ ๑๖ เมตร มีมุขทั้งด้านหน้าและด้านหลัง หน้าพระอุโบสถสู่ทิศใต้ หลังพระอุโบสถสู่ทิศเหนือ พระอุโบสถมีส่วนยาวและกว้างมาก มีอากาศ ถ่ายเท ไม่อับ ไม่มีหน้าต่างอย่างพระอุโบสถ สันนิษฐานว่าผู้สร้างคงจะสร้างตามแบบ สถาปัตยกรรมสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น หน้าบันเป็นไม้สักแกะสลักเป็นรูปพระนารายณ์ทรงครุฑเหยีบเศียรนาค และมีรูปราหู สองข้างติดกับเศียรนาคล้อมรอบด้วยหมู่เทพนม (เทพชุมนุม)จำนวน ๒๖ องค์มีบังฐานและกระจัง ลงรักปิดทอง ติดกระจกสีเช่น เดียวกับด้านหน้าภายในพระอโบสถเดิมมีถาพเขียนด้วยสีโบราณเป็นรูปภิกษุณีสงฆ์การบูรณะในขั้นต่อๆมา ถูกฉาบทาด้วยปูน เลียบขาวปรากฏดังเช่นปัจจุบันนี้การบูรณะส่วนอื่นๆ ของตัวพระอุโบสถได้รักษาส่วนและรูปทรงของเดิมไว้ทุกส่วน คงมีแต่ลาย ที่เสาและลายเขียนที่ฝาผนัง ซึ่งถูกลบเลือนสันนิษฐานว่าการบูรณะครั้งหลังนี้คงจะหาช่างที่มีฝีมือทัดเทียมของเดิมได้ยาก ประกอบกับจะต้องใช้งบประมาณและเวลามากด้วย ในพระอุโบสถมีพระพุทธรูป(พระประธาน) เป็นพระพุทธรูปหล่อด้วยทองสำริด ภายนอกฉาบด้วยปูนลงลักปิดทองปางมารวิชัยทรงเครื่องพระมหากษัตราธิราชสมัยกรุงศรีอยุธยา หน้าตักกว้างประมาณ ๔.๔๐ เมตร สูงประมาณ ๖.๐๐ เมตรพระนามว่า“พระพุทธนิมิตวิชิตมารโมลีศรีสรรเพชญ์บรมไตรโลกนาถ ”เป็นพระพุทธรูปทรงเครื่องใหญ่ ที่สุดองค์หนึ่งมีพระลักษณะสวยงามมากพระนามบ่งชัดถึงพระลักษณะอันพิเศษ มีพระอภินิหาร เป็นสรณะที่พึ่งที่เคารพสักการะ อย่างยิ่งแก่โลกทั้ง ๓ เกิด ปิติศรัทธาแก่ผู้ที่ได้เข้ามานมัสการเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมือง และคุ้มครองบ้านคุ้มครองเมือง ทำให้ ข้าศึกเกิดความเกรงกลัวไม่ทำลายวัดนี้ได้ เป็นที่น่าอัศจรรย์ควรแก่การที่จะไปนมัสการอย่างยิ่ง



พระวิหารหลังเดิม
ตั้งอยู่ด้านหลังพระอุโบสถ(เหนือพระอุโบสถ) เรียกชื่อกันต่อๆมาแต่โบราณว่า “วิหารขาว” พระประธานในวิหารขาวเป็นพระพุทธรูป ปั้นด้วยปูนชำรุดทั้งองค์เศียรหัก ฝาผนังวิหารชำรุดหักพังเหลือแต่ซาก เมื่อสมัยพระครูครุพุทธวิหารโศภน (เลี้ยง) เป็นเจ้าอาวาส ได้ทำการบูรณะโดยวิธีเก็บอิฐที่หักพังมาก่อหุ้มพระประธานที่ชำรุดไว้ภายในเป็น พระพุทธรูปปางพุทธลีลาไว้ด้านหน้า ตรงพระอุระ นำพระพุทธรูปศิลาปางมารวิชัยที่ชำรุดมาบูรณะขึ้นใหม่ ประดิษฐานไว้ด้านหลังตรงพระปฤศฏางค์ของพระประธานองค์เดิม ที่ ก่อหุ้มไว้ และสร้างห้องสำหรับบำเพ็ญกัมมัฏฐานโดยการก่ออิฐถือปูนขึ้นใหม่จำนวน ๓ ห้อง หลังพระประธาน ในปี พ.ศ. ๒๔๗๘ ทางวัดได้บรรจุอัฐิอดีตเจ้าอาวาสวัดหน้าพระเมรุ ณ วิหารนี้ พระวิหารหลังนี้สร้างขึ้นในสมัยที่สร้างวัด ชำรุดหักพังเพราะ ธรรมชาติ มิได้มีการบูรณะ ปัจจุบันทางวัดได้สร้างสถานที่ต่อเติมออกมาทางด้านทิศตะวันออก ใช้เป็นสถานที่บำเพ็ญกัมมัฏฐานของ พระภิกษุสามเณร อุบาสก อุบาสิกา ที่มีศรัทธาจากทุกสารทิศ

พระวิหารสรรเพชญ์
(ประชาชนเรียกชื่อว่าพระวิหารคันธารราฐ)เป็นที่ประทับของพระพุทธรูปพระนามว่า “คันธารราฐ” และเรียกชื่อว่า “วิหารเขียน” เพราะมีลายเขียนในพระวิหารและมีชื่อเรียกกันอีกว่า “วิหารน้อย” เพราะมีขนาดน้อยด้วยยาวประมาณ ๑๖ เมตร กว้างประมาณ ๖ เมตร มีมุขทั้งด้านหน้าและด้านหลังตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของพระอุโบสถ ห่างจากพระอุโบสถประมาณ ๒ เมตรเศษ พระยาไชยวิชิต (เผือก) ผู้รักษากรุงในรัชกาลที่ ๓ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์สร้างในปี พ.ศ. ๒๓๘๑ ผู้สร้างได้อัญเชิญพระพุทธรูปศิลา (ศิลาเขียว)ประทับนั่งห้อยพระบาท พระนามว่า “พระคันธารราฐ” ย้ายมาจากวัดมหาธาตุในเกาะเมือง ข้างวัดราชบูรณะ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นวัดร้างในยุคนั้นมาประดิษฐานในวิหารน้อยที่สร้างขึ้นใหม่นี้ ผู้สร้างได้จารึกไว้ในศิลาติดตั้งไว้ที่ ฝาผนังเมื่อ พ.ศ. ที่สร้างว่า“พระคันธารราฐ”นี้ พระอุบาลีซึ่งจำพรรษาอยู่ที่วัดธรรมาราม นำมาจากประเทศลังกา ในคราวที่ท่านเป็น สมณฑูต พร้อมด้วยพระสงฆ์สยามวงศ์ นำพระพุทธศาสนาไประดิษฐานในประเทศลังกานักโบราณคดีมีความเห็นว่า เป็นพระพุทธรูป สมัยทวารวดี สร้างระหว่างพ.ศ. ๑๐๐๐ – ๑๒๐๐ และสันนิษฐานว่าก่อนที่จะนำมาไว้ที่วัดมหาธาตุในสมัยกรุงศรีอยุธยา เดิมอยู่ที่ วัดพระเมรุราชิการาม จังหวัดนครปฐมเนื่องจากทางราชการขุดพบเรือนแก้วที่ชำรุด สันนิษฐานว่าเป็นเรือนแก้วของพระพุทธรูปองค์นี้

มณฑปนาคปรก
ตั้งอยู่หน้าพระวิหารน้อย ห่างจากพระวิหารประมาณ ๒๕ เมตร พระยาไชยวิชิต(เผือก)สร้างในปีที่สร้างพระวิหารน้อย (ปี พ.ศ. ๒๓๘๑) อัญเชิญพระพุทธรูปศิลานาคปรกซึ่งย้ายมาจากวัดมหาธาตุกับพระคันธารราฐประดิษฐานในมณฑปนาคปรก เมื่อปี 2474 วัดหน้าพระเมรุว่างจากเจ้าอาวาส มีพระสงฆ์อยู่เฝ้ารักษาวัดเพียงรูปเดียวทางราชการกรมศิลปากรจึงนำ พระพุทธรูปศิลานาคปรก ในมณฑปนี้ไปเก็บรักษาไว้ณ พิพิธภัณฑ์ สถานแห่งชาติกรุงเทพพร้อมกับได้นำพระพุทธรูปอุ้มบาตรที่ประดิษฐานณ บุษบก บัญชร หน้าพระอุโบสถ พระพุทธรูปศิลานาคปรกหน้าพระวิหารสรรเพชญ์จำนวน 2 องค์ พระพุทธรูปศิลายืนที่หลังพระวิหารน้อย 1 องค์ รอยพระพุทธบาทหล่อด้วยโลหะที่มณฑปพระบาท ตั้งอยู่หน้าพระวิหารน้อย ทางวัดก่อฐานตั้งศิวลึงค์ไว้แทนมณฑปไปเก็บรักษา ไว้ที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติเจ้าสามพระยา

พระองค์อินทร์ในรัชการสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 ทรงสร้างวัดหน้าพระเมรุเมื่อ พ.ศ.2046 เดิมชื่อ วัดเมรุราชิการาม อยู่ริมสระบัว ตรงข้ามพระราชวังหลวง ครั้งแผ่นดินสมเด็จพระมหาจักรพรรดิได้ทรงตั้งพลับพลาระหว่าง วัดหน้าพระเมรุและวัดหัสดาวาสเป็นที่ ทำสัญญาสงบศึกกับ พระเจ้าหงสาวดีบุเรงนอง สถาปัตยกรรมของวัดอยู่ในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้นคือพระอุโบสถไม่มีหน้าต่าง แต่เจาะช่องไว้เป็นลูกกรง พระประธารเป็นพระพุทธรูปสัมฤทธิ์ทรงเครื่อง ปางมารวิชัย งดงามยิ่งนัก หน้าบันไม้สักลงรักปิดทอง สลักรูปพระนารายณ์ทรงครุฑหยุดเศียรนาคหน้าราหูล้อมรอบด้วยหมูเทพพนม 26 องค์ ตรงอาสนสงฆ์มีจารึกกาพย์สุภาพ และ กาพย์ยานี วัดหน้าพระเมรุได้รับการปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่ในสมัยสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ วิหารน้อยหรือ วิหารเขียนมีบานประตูไม้แกะสลักฝีมือช่างสมัยรัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ภายในเคยมีจิตรกรรมฝาผนัง โดยรอบปัจจุบันลบเลือนมากและมีพระพุทธรูปประทับห้อยพระบาทสมัยทวารวดีประดิษฐานอยู่

เหตุที่ได้ชื่อว่าวัดหน้าพระเมรุนั้นเพราะพระเจ้าอลองพญาหลังจากทีได้ยิงปืนใหญ่ใส่วัดราชบูรณะจนเป็นที่เสียหายแล้ว ก็ได้พยายาม ยิงปืนใหญ่ใส่พระบรมมหาราชวัง โดยปกติปืนใหญ่โบราณหลังจากที่ได้ยิงไปแล้วลูกหนึ่งจะต้องหยุดพักซักครู่แล้วจึงยิงใหม่ แต่ด้วย ความใจร้อนของพระองค์ พระองค์จึงสั่งยิงปืนใหญ่โดยไม่ต้องพัก ทำให้ปืนร้อนจัดระเบิดใส่พระองค์ระหว่างเดินทางกลับ พระเจ้า อลองพญาทนพิษบาดแผลไม่ไหวจึงสิ้นพระชนม์ระหว่างการเดินทาง
วัดหน้าพระเมรุ  อยุธยา วัดหน้าพระเมรุ  อยุธยา
วัดหน้าพระเมรุ  อยุธยา วัดหน้าพระเมรุ  อยุธยา
วัดหน้าพระเมรุ  อยุธยา  
1. โดยรถยนต์ส่วนตัว
เมื่อมาถึงเกาะเมืองอยุธยาวิ่งรอบคูเมืองไปตามถนนอู่ทอง ตัดข้ามคูเมืองตามเส้นที่จะไปบ้านคลองสระบัว วัดหน้าพระเมรุอยู่ด้าน ซ้ายมือ

2. โดยรถสาธารณะ
จากสถานีหมอชิตใหม่ มีบริการรถโดยสารธรรมดาและรถโดยสารปรับอากาศไปจังหวัดพระนครศรีอยุธยาทุกวัน วันละ หลายเที่ยว ทั้งรถโดยสารปรับอากาศชั้น 1 กรุงเทพฯ-พระนครศรีอยุธยา และรถโดยสารปรับอากาศชั้น 2 กรุงเทพฯ-ศูนย์ศิลปาชีพบางไทร-พระนครศรีอยุธยา สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 0 2936 2852-66 หรือที่เว็บไซต์ www.transport.co.th หรือรถตู้โดยสารจากอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ หมอชิต และฟิวเจอร์ปาร์ค รังสิต นั่งรถมาลงสุดสายจาก นั้นต่อรถมอเตอร์ไซต์หรือ รถท้องถิ่น ไปยังวัดหน้าพระเมรุ
 ติดตามไปด้วยกันใน Facebook