ตั้งอยู่ในตัวเมือง ห่างจากองค์พระปฐมเจดีย์ ไปทางทิศตะวันตก ประมาณ 2 กิโลเมตร มีพื้นที่ประมาณ 888 ไร่ 3 งาน 24 ตารางวา พระราชวังแห่งนี้ พระบาท สมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้น ตั้งแต่ยังทรงดำรงพระยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยามมกุฎราช กุมาร เริ่มก่อสร้างในปี พ.ศ. 2450 โดย หลวงพิทักษ์มานพ (น้อย ศิลปี) ซึ่งต่อมาเลื่อนยศเป็นพระยาศิลป์ประสิทธิ์ เป็นผู้ดำเนินการก่อสร้าง พระที่นั่ง เมื่อแรกสร้างมีเพียง 2 พระที่นั่ง ได้แก่ พระที่นั่งพิมานปฐม และพระที่นั่งอภิรมย์ฤดี และพระราชทานนามตาม ประกาศลงวันที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2454  และต่อมาได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ทำพิธียกพระมหาเศวตฉัตรขึ้นประดิษฐานเหนือพระแท่นรัตนสิงหาสน์ ภายในพระที่นั่งสามัคคีมุขมาตย์เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2466 
การสร้างพระราชวังสนามจันทรมีมูลเหตุจูงใจมาจากการบูรณะปฏิสังขรณ์องค์พระปฐมเจดีย์ซึ่ง ทำให้พระองค์ ทรงพอพระราชหฤทัยเมืองนครปฐมเป็น อย่างยิ่ง ทรงเห็นว่าเป็นเมืองที่เหมาะสมสำหรับประทับพักผ่อนเนื่องจากมี ภูมิประเทศที่งดงาม ร่มเย็น นอกจากนี้ยังทรงมีพระราชดำริที่ลึกซึ้ง นั่นก็คือ ทรงเห็นว่านครปฐมเป็นเมืองที่มีชัยภูมิ เหมาะสำหรับต้านทานข้าศึกซึ่งจะยกเข้ามาทางน้ำได้อย่างดี ด้วยทรงจดจำเหตุการณ์ เมื่อ ร.ศ.112 ที่ฝรั่งเศสนำ เรือรบเข้ามาปิดปากอ่าวไทยได้ และไม่ต้องการที่จะให้ประเทศไทยตกอยู่ในสภาพดังกล่าว จึงตั้งพระทัยที่จะสร้างพระราชวัง สนามจันทร์ไว้สำหรับ เป็นเมืองหลวงที่สอง หากประเทศชาติประสบปัญหาวิกฤติพระราชวังสนามจันทร์ มีอาณาเขตกว้างขวางประกอบด้วยสนามใหญ่อยู่กลาง มีถนนโอบเป็นวง โดยรอบและมีคูน้ำล้อม อยู่ชั้นนอก ส่วนพระที่นั่งต่าง ๆนั้นรวมกันอยู่ส่วนกลางของพระราชวังเท่าที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน ได้แก่ 
1.พระที่นั่งพิมานปฐม
เป็นพระที่นั่งองค์แรกในบริเวณของพระราชวังสนามจันทร์เป็นอาคารก่ออิฐถือปูน 2 ชั้นแบบตะวันตก แต่ดัดแปลง เพื่อให้เข้ากับสภาพภูมิอากาศเมืองร้อน สร้างขึ้นราวปี พ.ศ. 2450 พระที่นั่งองค์นี้ใช้เป็นที่ประทับ ที่ทรงพระอักษร ที่เสด็จออกขุนนาง ที่รับรองพระราชอาคันตุกะ และที่ออกให้ราษฎรเข้าเฝ้าฯ โดยเฉพาะก่อนเสด็จฯ ขึ้นเถลิงถวัลย์ราชย์สมบัติ จนถึงปี พ.ศ. 2458 มากกว่าพระที่นั่ง และพระตำหนักองค์อื่น ๆ
3.พระที่นั่งวัชรีรมยา 
เป็นตึก 2 ชั้น สร้างด้วยสถาปัตยกรรมแบบไทย  หลังคาซ้อน มียอดปราสาทมุงด้วยกระเบื้องเคลือบสีงดงามมีช่อ ฟ้าใบระกา นาคสะดุ้ง หางหงส์ครบถ้วน พระที่นั่งองค์นี้เคยใช้เป็นที่บรรทมเมื่อเสด็จขึ้นครองราชย์แล้วปัจจุบัน เป็นส่วนหนึ่ง ของศาลากลางจังหวัด

4.พระที่นั่งสามัคคีมุขมาตย์ เป็นพระที่นั่งโถงใหญ่ในพระราชวังสนามจันทร์เป็นพระที่นั่งที่มีส่วนเชื่อมต่อกับใกล้เคียงคือพระที่นั่งวัชรีรมยา โดยหลังคาของพระที่นั่งทั้งสององค์นั้นเชื่อมต่อติดกัน เครื่องประดับตกแต่งหลังคาเหมือนกัน แต่หน้าบันทิศเหนือ

มีรูปจำหลักท้าวอมรินทราธิราชประทานพร ประทับอยู่ในพิมานปราสาทสามยอด พระหัตถ์ซ้ายประทานพร พระหัตถ์ขวาทรงวชิระ แวดล้อมด้วยบริวาร ประกอบด้วยเทวดาและมนุษย์ห้าหมู่ท้องพระโรงพระที่นั่งยกสูง 1 เมตร ตรงกลางยกพื้นรอบ อีก 3 ด้านลดชั้นต่ำลงมา 50 เซนติมตร และมีอัฒจันทร์สองฝั่ง มีประตูติดต่อกับ พระที่นั่งวัชรีรมยาพระที่นั่งองค์นี้พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงใช้เป็นสถานที่จัดงานหลายอย่าง เช่น งานสโมสรสันนิบาต เสด็จฯออกพบปะขุนนาง เป็นสถานที่ฝึกอบรมกองเสือป่า และใช้เป็นที่แสดงโขนละครต่างๆ เนื่องจากพระที่นั่งองค์นี้กว้างขวางและสามารถจุคนเป็นจำนวนมาก จึงมีชื่อเรียกติดปากชาวบ้านว่าโรงโขน ซึ่งครั้งหนึ่งระองค์ได้เคยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้อัญเชิญพระมหาเศวตฉัตรมาประดิษฐานไว้ภายในนี้ด้วย

6.พระตำหนักมารีราชรัตบัลลังก์
ในพระราชวังสนามจันทร์ เป็นพระตำหนัก 2 ชั้น สร้างด้วยไม้สักทอง ทาสีแดง มีลักษณะทางสถาปัตยกรรม แบบนีโอคลาสสิก ของประเทศทางตะวันตก แต่ได้มีการปรับปรุงองค์ประกอบบางส่วน ให้เหมาะกับภูมิอากาศ แบบเมืองร้อน พระตำหนักองค์นี้ สร้างขึ้นคู่กับพระตำหนักชาลีมงคลอาสน์ โดยมีฉนวนทางเดินทำเป็นสะพานจากชั้นบนด้านหลังของพระตำหนักชาลีมงคลอาสน์ ข้ามคูน้ำเชื่อมกับชั้นบนด้านหน้าของพระตำหนักมารีฯ สะพาน ดังกล่าวหลังคามุงกระเบื้องและติดหน้าต่างกระจกทั้งสองด้าน ตลอดความยาวของสะพานที่เชื่อมติดต่อถึงกัน รัชกาลที่ 6 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระตำหนักนี้ ในราวปีพ.ศ. 2459 โดยมีหม่อมเจ้าอิทธิเทพสรร กฤดากร เป็นสถาปนิกออกแบบ จุดเด่นของพระตำหนักองค์นี้คือ หลังคาทรงปั้นหยา มุงกระเบื้องว่าวสีแดงทาสี แดงทั้งหลัง มีเสาไม้กลม ตกแต่งด้วยไม้แกะสลักเป็นลวดลายประกอบที่ฐาน และหัวเสาพระตำหนักชาลี มงคลอาสน์ พระตำหนักมารีราชรัตบัลลังก์ และฉนวนสะพานเชื่อมพระตำหนัก เป็นกลุ่มอาคารที่พระบาทสมเด็จ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นด้วยแรงบันดาลพระราชหฤทัยจากบทละครเรื่อง My Friend Jarlet ของ Arnold Golsworthy และ E.B. Norman ซึ่งทรงแปลบทละครเรื่องนี้เป็นภาษาไทยชื่อว่า“ มิตรแท้ “ โดยชื่อพระตำหนักนั้น มาจากชื่อของนางเอก ได้แก่ มารี เลอร์รูซ์ (Marie Leroux)รวมกับ รัต หรือ รต ซึ่งแปลว่า สีแดง ดังนั้น พระตำหนักมารีราชรัตบัลลังก์จึงมีความหมายว่า "ราชบัลลังก์สีแดงแห่งมารี"
7.พระตำหนักทับแก้ว
"พิพิธภัณฑ์คณะฟุตบอลแห่งสยาม" เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระมหา ธีรราชเจ้า ในพระราชกรณียกิจด้านกีฬาฟุตบอลของชาติ
8.พระตำหนักทับขวัญ
เป็นเรือนไทยภาคกลางที่อาจเรียกได้ว่าสมบูรณ์แบบที่สุด และเป็นแบบอย่างของสถาปัตยกรรมเรือนไทย ชั้นครู ที่ยังคงลักษณะของเรือนไทยภาคกลาง ฤทัย ใจจงรัก อาจารย์คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ผู้วิจัยเรื่อง "เรือนไทยเดิม" กล่าวว่า "เรือนทับขวัญ ถือว่าเป็นฝีมือครู ซึ่งเป็นแบบฉบับ ให้อนุชน รุ่นหลังไปศึกษา ค้นคว้าได้ดีที่สุด พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้สร้างขึ้นเพื่อรักษาศิลปะ บ้านไทยแบบ โบราณและทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้จัดการพระราชพิธีขึ้นพระตำหนักใหม่ เมื่อวันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2454 พระองค์ได้้ประทับแรม ณ พระตำหนัก องค์นี้เป็นเวลา 1 คืน และเมื่อมีการซ้อมรับเสือป่า พระตำหนักองค์นี้ใช้เป็นที่ตั้งกองบัญชาการเสือป่าราบหนักรักษาพระองค์ ปัจจุบัน ภายในพระตำหนักใช้ จัดแสดงพระราช ประวัติและพระราชกรณียกิจด้านไทยศึกษาของพระบาท สมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
9.เทวาลัยคเณศร์
รัชกาลที่6 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างเป็นศาลเทพารักษ์ เป็นที่ประดิษฐานพระคเณศร์ หรือพระพิฆเนศวร ซึ่ง นับถือว่าเป็นเทพเจ้าแห่งความรู้ เป็นผู้มีปัญญาเป็นเลิศ ปราดเปรื่องในศิลปวิทยาทุกแขนงพระบาทสมเด็จ พระมงกุฎ เกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างเทวาลัย คเณศร์ไว้ ณ ที่อันเป็นศูนย์กลาง ของ พระราชวังสนามจันทร์ สำหรับบวงสรวง และเพื่อความเป็นสิริมงคลแห่งพระราชวังสนามจันทร์ และเมื่อ มอง จากพระที่นั่ง พิมานปฐมจะเห็นพระปฐมเจดีย์เทวาลัยคเณศร์และพระที่นั่งพิมานปฐมอยู่ในแนวเส้นตรงเดียวกัน
10.อนุสาวรีย์ย่าแหล
ย่าเหลเป็นสุนัขพันทางที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเลี้ยง และทรงโปรดปรานเป็นอย่างยิ่ง ภาย หลังถูกลอบยิงจนตาย รัชกาลที่ 6 ทรงโทมนัสเป็นอย่างยิ่ง ถึงกับทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดงานศพ และ สร้างอนุสาวรีย์ย่าเหลขึ้น ทั้งยังทรงพระราชนิพนธ์คำกลอนไว้อาลัยแก่ย่าเหล ด้วยย่าเหลเป็นสุนัขพันทาง ขนปุย หางเป็นพวงสีขาว มีแต้มดำ หูตก เกิดในเรือนจำจังหวัดนครปฐม เดิมเป็นสุนัขของหลวงไชยราษฎร์รักษา (โพ เคหะนันทน์)ตำแหน่งพะทำมะรงหรือผู้ควบคุมนักโทษ (ภายหลังได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น พระพุทธ เกษ ตรานุรักษ์) เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ยังดำรงพระยศเป็นพระบรมโอรสาธิราชฯ ได้เสด็จฯ ไปตรวจเรือนจำจังหวัดนครปฐม และทอดพระเนตรเห็นสุนัขตัวนี้ และตรัสชมว่าน่าเอ็นดู หลวงชัยอาญาจึง น้อม เกล้าฯ ถวาย พระองค์จึงทรงรับมาเลี้ยง และพระราชทานนามว่า ในปีที่ 5 ที่ย่าเหลเข้ามาเป็นสุนัขหลวงใน พระราชวัง วันหนึ่งผู้ไปพบย่าเหลนอนตาย ข้างกำแพงพระบรมมหาราชวัง ด้านวัดโพธิ์ ท่าเตียน มีรอยถูกปืนยิง ตามรูปการณ์เชื่อว่าคนที่ฆ่าย่าเหลต้องมิใช่ มหาดเล็กธรรมดา เพราะผู้ที่มีปืนในสมัยนั้น จะต้องมียศฐาชั้นเจ้าคุณ ขึ้นไป หรืออาจเป็นชั้นเจ้านายก็เป็นได้ รัชกาลที่ 6ทรงโทมนัสอย่างยิ่งทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ ให้จัดงานศพ แก่ย่าเหล มีหีบใส่ศพอย่างดี ปิดทองที่มุมโลงและโปรดฯ ให้แกะสลักรูปย่าเหลวางไว้บนโลงด้วย ทั้งยังให้มหาดเล็ก แต่งตัวเป็น สัตว์นานาชนิดเข้าร่วมขบวนแห่ศพด้วย นอกจากนี้ี้ยังมีของชำร่วยแจกในงานศพเป็นผ้าเช็ด หน้า พิมพ์รูปย่าเหล และมีตราวชิระที่มุมด้านขวา พระราชทาน เป็นของที่ระลึกแก่ทุกคนที่ไปร่วมงานด้วยหลังงาน ศพของย่าเหล พระเจ้าอยู่หัวทรงโปรดฯ ให้สร้างอนุสาวรีย์ขึ้น หล่อรูปย่าเหลด้วย โลหะทองแดง ประดิษฐานไว้ หน้าพระตำหนักชาลีมงคลอาสน์ในพระราชวังสนามจันทร์ จังหวัดนครปฐม และได้ทรงพระราชนิพนธ์บทกลอน ไว้อาลัยแก่ย่าเหล จารึกไว้ที่ด้านข้างของอนุสาวรีย์ ดังนี้
11.พระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6
ข้อมูลทั่วไป
เปิดให้เข้าชมเวลา 9:00-16:00น. ปิดขายบัตรเวลา 15:30น.
คนไทยผู้ใหญ่ 30บาท เด็ก 10 บาท ชาวต่างประเทศ 50 บาท
มีการแสดงนาฏศิลป์ไทยให้ชมวันละ 2รอบ เวลา 11:00น. และเวลา 14:00น.
โทร 034 2442 36-7 fax.034 244 235 (โปรดแต่งกายสุภาพ)
1.รถยนต์ส่วนตัว
จากกรุงเทพฯ ใช้ถนนปิ่นเกล้า-นครชัยศรี ไปบรรจบกับทางหลวงหมายเลข 4 ถึง จ.นครปฐม แยกขวาเข้า พระราชวัง
2.โดยสารสาธารณะ
- จากสายใต้ใหม่ นั่งรถปรับอากาศไปดำเนินสะดวกชั้น 2 (ป2) (สาย 78 รถน้ำเงินคาดส้ม) ซึ่งเป็นรถที่วิ่งผ่านพระราชวังสนามจันทร์ ลงแยก สนามจันทร์ ค่ารถ 36 บาทครับ ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง - อีกวิธีขึ้นรถตู้ไปทับ แก้ว(ม.ศิลปากร สนามจันทร์)จากปิ่นเกล้า คิวรถตู้จอดอยู่ในซอยข้างศาลพระพรหมณ์ ตรงใกล้เซ็นทรัลปิ่นเกล้า เดินเข้าไปในซอย ข้ามสะพานข้ามคลอง มองไปด้านซ้ายมือจะมีคิวรถตู้ ค่ารถ 40 บาท บอกคนขับว่าลงแยก สนามจันทร์และ จากแยกสนามจันทร์ก็ข้ามฝากไป ม.ศิลปากร เดินตรงเข้าถนนราชมรรคาใน สัก 200 เมตร ก็ถึงจุดขายตั๋วเข้าชม
- ขากลับขึ้นรถดำเนินป.2 (สาย78) ได้ที่แยกสนามจันทร์กลับเข้ากทมได้เลย(ไม่ต้องข้ามถนน) หรือเดินขึ้นไป อีกนิด ไปทางด้านประตูใหญ่ ม.ศิลปากร คิวรถตู้ไปปิ่นเกล้าจอดอยู่ตรงก่อนถึงป้ายรถเมล์หน้ามหาวิทยาลัย ศิลปากร นอกจาก นั้นยังมีอีกคิวไปอนุสาวรีชัย-หมอชิด อยู่ฝั่งตรงข้าม มหาวิทยาลัย
 ติดตามไปด้วยกันใน Facebook